
หลุมพรางที่ "ว่าที่พรรคใหม่"ต้องเผชิญ ตามสเต็ปปฏิรูปการเมือง
หลุมพรางที่ "ว่าที่พรรคใหม่" ต้องเผชิญ ตามสเต็ปปฏิรูปการเมืองของคสช. : คอลัมน์... ขยายปมร้อน โดย... ขนิษฐา เทพจร
หลังจากที่โซ่ตรวนล็อกความเคลื่อนไหวทางการเมือง โดยคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ถูกคลายออก เมื่อต้นเดือนมีนาคม ที่ผ่านมา ทำให้เราได้เห็นภาพ ขบวนพาเหรด คนอยากจัดตั้งพรรคการเมือง มากถึง 98 ขบวน ต่อแถวเข้าขอจดจองชื่อพรรคกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)
ล่าสุดนั้น กกต.ประกาศให้คำรับรองคำขอจดจัดตั้งพรรคการเมือง จำนวน 9 พรรค ประกอบด้วย 1.พลังชาติไทยของ พล.ต.ทรงกลด ทิพย์รัตน์ อดีตคณะทำงานเตรียมการปฏิรูปเพื่อคืนความสุขให้คนในชาติ ของคสช. 2.เครือข่ายประชาชนไทยของ ธานินทร์ ชะฎาแก้ว สมาชิกชมรมพัฒนาอาชีพแห่งประเทศไทย 3.เศรษฐกิจใหม่ของ สุภดิช อากาศฤกษ์ ผู้ถือหุ้นใหญ่บริษัท อกริเพียว โฮลดิ้ง จำกัด 4.พลังธรรมใหม่ของ นพ.ระวี มาศฉมาดล คนใกล้ชิดของ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง อดีตแกนนำพันธมิตร
5.ประชาชนปฏิรูป ของ ไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ผู้ประกาศตัวจะสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคสช. เป็นนายกฯ คนกลางในสมัยหน้า 6.ทางเลือกใหม่ ของ ราเชน ตระกูลเวียง อดีตประธาน กปปส. นนทบุรี 7.กรีนของพงศา ชูแนม อดีตหัวหน้าหน่วยอนุรักษ์และจัดการต้นน้ำพะโต๊ะ จ.ชุมพร 8.ประชานิยมที่มี น.ส.ภิญญาดา ไพรัช ยื่นจดจัดตั้ง และ 9.พลังสยาม ที่ยื่นขอจัดตั้ง โดย วิษณุ อินทรพยุง อดีตประธานพรรคพลังมวลชน
ตามขั้นตอนจากนี้คือการประชุมผู้ร่วมจัดตั้งพรรคตามที่ได้รับอนุญาตจากคสช.เป็นรายพรรค เพื่อทำความเป็นพรรคให้สมบูรณ์ คือ เลือกหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค เหรัญญิกพรรคการเมือง นายทะเบียนสมาชิกและกรรมการบริหารอื่นของพรรค อย่างเปิดเผยของผู้ที่เข้าร่วมประชุมอย่างน้อย 250 คน จัดทำคำประกาศอุดมการณ์ นโยบายและข้อบังคับพรรคการเมือง หาเงินทุนประเดิมให้ได้ 1 ล้านบาท จากการลงขันของผู้ร่วมก่อตั้งตามกฎหมายขีดการจ่ายเงินขั้นต่ำคนละ 1,000 บาท และขั้นสูงสุดไม่เกิน 50,000 บาท พร้อมหาสมาชิกให้ได้ 500 คน
แล้วส่งผลการประชุม ผลการคัดเลือกคณะบริหารพรรค พร้อมรายละเอียดที่สำคัญให้ “กกต.” เพื่อยืนยันการจดจัดตั้งพรรคการเมือง และเมื่อรับการพิจารณาอนุมัติถึงจะกลายเป็น “พรรคการเมืองโดยสมบูรณ์”
แต่กว่าจะผ่านขั้นตอนนั้นยังมีรายการอย่างละเอียดที่ว่าที่พรรคการเมืองใหม่ต้องทำภายในระยะเวลาจำกัดคือ 6 เดือน อาทิ ทำข้อบังคับพรรค ที่ครอบคลุมถึงความรับผิดชอบของพรรคต่อสมาชิก หน้าที่ของสมาชิก ความรับผิดชอบของสมาชิกต่อพรรคการเมือง มาตรฐานทางจริยธรรมของกรรมการบริหารและสมาชิก ที่เทียบเท่ามาตรฐานทางจริยธรรมที่ใช้บังคับกับ ส.ส.รวมถึงหลักเกณฑ์การคัดเลือกผู้แทนพรรค ลงสมัครส.ส. หลักเกณฑ์ที่เลือกบุคคลที่พรรคสนับสนุนให้เป็นนายกฯ ที่เปิดโอกาสอย่างกว้างขวางให้สมาชิกพรรคมีส่วนร่วม
พร้อมออกข้อกำหนดเชิงรายละเอียดที่แจ่มชัดต่อการไม่ยอมให้บุคคลที่ไม่ใช่สมาชิกพรรคเข้าครอบงำ ชี้นำ กิจกรรมของพรรค สมาชิกพรรค ทั้งทางตรงทางอ้อม รวมถึงใช้การต่อรองตามผลประโยชน์ที่ขัดจริยธรรม กฎหมายเพื่อมีอำนาจเหนือการตัดสินใจโดยอิสระของสมาชิกพรรค
โดยรายละเอียดของขั้นเตรียมการของพรรคการเมืองใหม่จะว่าง่าย ก็ว่าได้ เพราะรายการที่ต้องทำเป็นกรอบปฏิบัติ ถูกกำหนดไว้แล้ว ภายใต้ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560
แต่จะว่ายากก็ว่าได้เช่นกัน เพราะกรอบที่เป็นข้อจำกัดนั้น หากเขียนไม่ดีอาจเป็นเงื่อนที่รัดตัวจนตาย หรือกลายเป็นหลุมพรางที่เอาไว้ดัก เชือดกันช่วงสงครามการเมืองที่ดุเดือด เพราะโทษของการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายมีทั้งโทษทางอาญาและโทษทางการเมือง ถึงขั้นเพิกถอนและตัดสิทธิเลือกตั้งกันทีเดียว
ดังนั้นขั้นเตรียมการของกลุ่มการเมืองจึงเป็นบทพิสูจน์อีกขั้นว่า “น้องใหม่ทางการเมือง” จะผ่านไปได้หรือไม่
และเมื่อผ่านขั้นตอนจนได้สถานะความเป็นพรรคการเมืองโดยสมบูรณ์แล้ว ยังต้องเจอภารกิจใหม่คือ การใช้ระบบเลือกตั้งขั้นต้น (ไพรมารีโหวต) เพื่อหาผู้แทนพรรคลงเลือกตั้งส.ส. ทั้งระบบแบ่งเขตเลือกตั้ง และระบบบัญชีรายชื่อซึ่งมาตรการนี้จะผูกโยงเข้ากับจำนวนสมาชิกของจังหวัด หรือภูมิภาคด้วย หากหาสมาชิกได้ไม่ถึงเกณฑ์กำหนดอาจหมดสิทธิ์ส่งคนลงเลือกตั้ง หรือหากคิดจะใช้เส้นทางลัด หรือลักไก่ ถือเป็นจุดเสี่ยงอย่างยิ่ง เพราะด้วยกลไกที่สั่งให้ทุกฝ่ายจับตาความโปร่งใสในพรรคการเมือง หากทำพลาดหรือผิดกติกาเพียงนิดอาจถูกร้องและหมดสิทธิส่งผู้สมัครตามกฎหมายใหม่ได้ นั่นเท่ากับความหวังของการได้ส.ส.เข้าสภา อาจแพ้ฟาวล์ตั้งแต่ยกแรก
นอกจากนั้นตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวกับการปฏิรูปการเมือง ยังกำหนดให้พรรคต้องจัดทำนโยบายพรรคที่ใช้หาเสียงเลือกตั้งยื่นเสนอต่อกกต. ประกอบกับการขอจัดตั้งพรรคการเมืองด้วย แม้ชั้นนี้จะไม่กำหนดอำนาจให้กกต. ถึงขั้นตรวจสอบนโยบายไหนทำได้ หรือไม่ได้ แต่พรรคเอง ต้องเตรียมคำชี้แจงงบประมาณที่จะนำมาทำ ความคุ้มค่า ประโยชน์ของนโยบาย และผลกระทบและความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น
ดังนั้นกว่าที่ “ว่าที่พรรค” จะได้การประทับรับรองให้เป็น “พรรคการเมือง” โดยสมบูรณ์ จึงไม่ใช่เรื่องง่ายมากนักในยุคที่ให้ความสำคัญต่อการปฏิรูปการเมืองเพื่ออุดรอยรั่วและความฉ้อฉลทางการเมืองของ “นักการเมือง” ในอดีต
ดังนั้นต้องจับตาว่าจะมีกลุ่มการเมืองใดจะทำความสมบูรณ์แบบให้เสร็จสรรพ ก่อนถึงเวลาสวมเสื้อนักการเมืองลงสู้ศึกเลือกตั้งรอบที่จะมาถึงสักกี่กลุ่มการเมือง
มากกว่าการจับจ้องเพียงประเด็นว่าจะมีสักกี่กลุ่มการเมืองที่สนับสนุน “ทหาร” ให้ครองอำนาจยาวๆ ในระบบใหม่ของการเมืองไทย



