คอลัมนิสต์

คืนชีพนักการเมืองสายพันธุ์เก่า ด้วยการปฏิรูปของ คสช.

คืนชีพนักการเมืองสายพันธุ์เก่า ด้วยการปฏิรูปของ คสช.

04 เม.ย. 2561

คืนชีพนักการเมืองสายพันธุ์เก่า ด้วยการปฏิรูปของ คสช. : คอลัมน์... ขยายปมร้อน โดย... อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ 

 

          พลันที่คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 53/2560 มีผลบังคับใช้ เราก็เห็นนักการเมืองเก่าๆ เริ่มเคลื่อนไหวจับกลุ่มจับขั้วทางการเมือง และน่าสนใจว่านักการเมืองที่เริ่มขยับนั้นเป็นนักการเมืองรุ่นเก่า ที่ก่อนหน้านี้ทำท่าจะเลือนหายไปกับกาลเวลาและพลวัตการเมืองที่เปลี่ยนไป

          หลายคนเป็นนักการเมืองที่มักถูกจัดกลุ่มอยู่ในประเภท “ยี้” หลายคนถูกมองเป็นปลาไหล โดยเฉพาะกับกลุ่มที่เป็นแฟนพันธุ์แท้ คสช. ที่มักประกาศว่าเกลียดกลัวนักการเมืองแบบนี้ หลายคนถูกมองว่าเป็นตัวแบบของนักการเมืองประเภทต่อรองผลประโยชน์ เพื่ออำนาจและเก้าอี้ เราได้เห็นคนเหล่านี้เหมือนกลับมามีไฟ เดินหาเสียงในพื้นที่ จับกลุ่มจับขั้ว ตั้งโต๊ะเรียกราคา คำถามคืออะไรทำให้เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นมาได้

          คำตอบนั้นไม่ได้อยู่ที่เพราะพวกเขาเป็นนักการเมืองที่ไม่มีวันตาย หรือบังเอิญฟื้นคืนชีพขึ้นมา หากแต่เป็นเพราะระบบเลือกตั้งและการเมืองที่ คสช.กลุ่มมันสมอง ร่วมกันออกแบบผ่านฝีมือนักร่างกฎหมายอันดับหนึ่งอย่าง “มีชัย ฤชุพันธุ์” ที่ทำให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นมา

          สิ่งที่จะทำให้การเมืองเปลี่ยนรูปได้คือ “ระบบเลือกตั้ง” ดังเช่นระบบเลือกตั้งที่รัฐธรรมนูญ 2540 เคยออกแบบไว้และทำให้การเมืองเปลี่ยนรูปมาแล้วครั้งหนึ่ง และนี่ก็คือครั้งที่สองที่พวกเขาหมายมั่นปั้นมือว่าระบบเลือกตั้งจะทำให้การเมืองเปลี่ยนรูปอีกครั้งกลับไปสู่แบบที่พวกเขาต้องการ

          นั่นคือให้มีพรรคการเมืองอย่างหลากหลายเข้ามาแชร์ที่นั่งในสภา ซึ่งจะส่งผลให้ไม่มีพรรคหนึ่งพรรคใดได้คะแนนเสียงแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด นำมาซึ่งการเกิดรัฐบาลผสม และนั่นเองที่จะทำให้พรรคขนาดเล็ก พรรคขนาดกลาง รวมถึงกลุ่มก๊วนการเมืองเข้ามามีบทบาทในการต่อรอง  ในทำนองหากอยากเป็นรัฐบาล ก็ต้องง้อ และแน่นอนย่อมแลกมาด้วยผลประโยชน์ด้านต่างๆ

          ภาวะเช่นนี้เกิดขึ้นมาแล้วในอดีต ซึ่งภาวะของนักการเมืองที่ต่อรองผลประโยชน์นั้นมีทั้งระหว่างการตั้งรัฐบาล การอภิปรายไม่ไว้วางใจ หรือการผ่านกฎหมายสำคัญต่างๆ  ตัวเลขที่นั่งในสภาจะมีค่ามากกว่าเสียงที่ประชาชนเลือกเข้ามา พรรคแกนนำต้องง้อพรรคเล็ก ไม่เช่นนั้นรัฐบาลก็อาจล่มไม่รู้ตัว นโยบายที่หาเสียงก็จะไม่ถูกขับเคลื่อน และหากทำอะไรให้กลุ่มก๊วนการเมืองเหล่านี้ไม่พอใจ ตำนาน "งูเห่า” ก็พร้อมจะเกิดขึ้นเสมอ

          แต่อะไรกันเล่าที่จะทำให้ระบบนี้ฟื้นคืนกลับมาได้ เพราะทุกวันนี้การเลือกตั้งก้าวไปข้างหน้า เราเกือบจะไปถึงระบบที่เรียกกันว่าสองพรรคการเมือง การเลือกตั้งประชาชนมักจะเทเสียงไปในทางใดทางหนึ่ง  ดังนั้นการจะดึงระบบดังกล่าวกลับมาจึงต้องออกแบบกันใหม่เกือบทั้งหมด

          ระบบการเลือกตั้งที่สามารถทำเช่นนี้ได้ถูกเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญที่เรียกว่า “ระบบสัดส่วนผสม” นอกจากนี้ ยังมีการกำหนดรายละเอียดอีกเล็กน้อยเข้าไปเพื่อทำให้ระบบนี้สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการใช้บัตรใบเดียวในการเลือกตั้ง แต่มี ส.ส.สองระบบทั้งบัญชีรายชื่อและเขต และการกำหนดให้แต่ละเขตมีหมายเลขอันไม่ซ้ำกัน

          การทำความเข้าใจในระบบใหม่ถือว่ายากและซับซ้อน เราลองมาพยายามทำความเข้าใจกันอย่างช้าๆ ดังนี้

          อย่างแรกคือ การเลือกตั้งครั้งนี้มี ส.ส.สองระบบ แต่การลงคะแนนนั้นใช้บัตรใบเดียว

          เมื่อนับคะแนนเลือกตั้งเสร็จแล้ว ก็จะนำคะแนนทั้งประเทศมารวมกันเป็นคะแนนที่เรียกกันว่า “ป๊อปปูลาร์โหวต” จากนั้นนำมาหารด้วย 500 จะเท่ากับ ตัวเลขคะแนนเสียงต่อ ส.ส. 1 คน หากพรรคไหนได้คะแนนป๊อปปูลาร์โหวตทั่วประเทศเท่าไหร่ ก็จะนำคะแนนนี้มาคำนวณว่าควรมีไม่เกินเท่าไหร่ หรือที่เรียกว่า เพดาน ส.ส.ที่พึงมี

          เบื้องต้นมีการลองคำนวณกันจากคนลงคะแนนเมื่อคราวที่แล้ว หากจะมี ส.ส. 1 คน ต้องมีคะแนนเสียงประมาณ 7 หมื่นคะแนน หากพรรคใดได้ เสียงทั่วประเทศ 7 แสนคะแนนก็จะมี ส.ส. 10 คน หรือหากได้ 7 ล้าน ก็จะมี ส.ส.ได้  100 คน

          จากนั้นก็พักตรงนี้ไว้ก่อน  และค่อยมาดูรายเขตด้วยบัตรเลือกตั้งใบเดิมที่นับไว้แล้ว

          หากพรรคใดได้รับเลือกตั้ง ส.ส.เขต ก็เท่ากับได้ ส.ส.ไปแล้ว 1 คน   แล้วด้วย เพดาน ส.ส. ที่ถูกกำหนดด้วยป๊อปปูลาร์โหวตจะทำให้พรรคใดที่ได้ ส.ส.เขตเกินเพดาน ส.ส.ที่พึงมี ก็จะไม่ได้ ส.ส. ปาร์ตี้ลิสต์เพิ่มแม้แต่คนเดียว เช่นพรรค ก. นับป๊อปปูลาร์โหวตแล้วมี ส.ส.ได้ 150 คน หากได้ ส.ส.แบบแบ่งเขต 152 เขต พรรคนั้นก็จะไม่ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อเพิ่มแม้แต่คนเดียว   แต่หากได้ ส.ส.เขตไม่ถึงเพดาน ส.ส.ที่พึงมี จึงจะนำ ส.ส.บัญชีรายชื่อมาเติมให้ถึงเพดาน 

          ดังนั้น แม้พรรคใดจะไม่ชนะแบบแบ่งเขตเลย แต่ป๊อปปูลาร์โหวตถึงเกณฑ์ พรรคนั้นก็จะมีที่นั่ง ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ ในสภา

          ซึ่งจุดนี้นี่เองที่มีคนกำลังคาดหวัง และมองภาพพรรคตัวเองเข้าไปมีส่วนแบ่งในสภาแม้จะแพ้เลือกตั้งแบบแบ่งเขต โดยกวาดต้อนผู้สมัครที่มีฐานเสียงดีทุกคนเข้าร่วมกลุ่ม แม้จะไม่ชนะแบบแบ่งเขต แต่สิ่งที่หวังคือ คะแนนบัญชีรายชื่อนี้เอง   

          ขณะที่พรรคใหญ่เองจะถูกตัดแต้มให้ลงมาเหลือไม่มาก

          เมื่อมีที่นั่งในสภา ขณะที่พรรคหลักไม่มีเสียงแบบเด็ดขาด จุดนี้เองที่ทำให้ประตูแห่งโอกาสต่อรองเปิดกว้าง 

          เราจึงเห็นนักการเมืองกลุ่มเช่นว่ากลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง เพราะระบบเช่นนี้พวกเขาคุ้นเคยยิ่งนัก

          ระบบเลือกตั้งอาจจะใหม่ แต่ผลที่ตามมากลับไม่ใหม่ และเป็นการเดินซ้ำรอยประวัติศาสตร์ที่เราพยายามจะก้าวข้าม น่าทึ่งว่าต้องใช้ความอัจฉริยะและความพยายามขนาดไหนที่จะหมุนนาฬิกาแห่งการเปลี่ยนแปลงให้ถอยหลังกลับได้เช่นนี้ 

          และกับคำถามสุดท้าย นี่หรือคือการปฏิรูปที่ คสช. เคยขายฝันให้แก่คนบางกลุ่ม