
ถึงเวลาไทยปลดล็อก"กัญชา"ใช้ม.44สร้างประโยชน์ทางการแพทย์
ถึงเวลาไทยปลดล็อก"กัญชา"ใช้ม.44สร้างประโยชน์ทางการแพทย์ : คอลัมน์... เจาะประเด็นร้อน ชุลีพร อร่ามเนตร - [email protected]
ต่างประเทศมีการอนุญาตให้ใช้กัญชาได้ เช่น ประเทศในยุโรป หรืออเมริกาใต้ ออสเตรเลีย แคนาดา และอเมริกามี 20 กว่ารัฐอนุญาตให้ใช้กัญชาได้
มีผลงานวิจัยทั่วโลกที่ได้ทดลองในหลอดทดลอง หรือสัตว์ทดลอง พบว่ากัญชามีผลการรักษามะเร็งและอาการแพ้ อาการข้างเคียงจากโรคมะเร็ง รวมถึงรักษาโรคอื่นๆ ได้ ซึ่งในต่างประเทศมีการยอมรับมากขึ้น แต่ในประเทศไทยกัญชาจัดเป็นยาเสพติดประเภทที่ 5 ห้ามเสพห้ามสูบ ห้ามจำหน่าย ห้ามครอบครอง ถือเป็นเรื่องผิดกฎหมาย ดังนั้นในการทดลองต่างๆ จึงไม่สามารถทดลองได้ในคน เนื่องจากถ้าทดลองในคนเท่ากับเป็นการเสพ เป็นเรื่องผิดกฎหมาย
นพ.ศุภชัย คุณารัตนพฤกษ์ รองอธิการบดีฝ่ายการแพทย์และวิทยาศาสตร์สุขภาพ ม.รังสิต กล่าวว่า กัญชามีทั้งผลดีและผลร้ายต่อร่างกาย แต่งานวิจัยยืนยันว่าสารไฮโดรแคนนาบินอล หรือทีเอชซี (tetrahydrocannabinol: THC) และสาร CBD (Cannabidiol) ที่สกัดได้จากกัญชาได้รับการยอมรับทางการแพทย์เพื่อนำมาใช้ลดอาการปวด อาการคลื่นไส้อาเจียน อาการแพ้จากการได้รับยาเคมีบำบัด และถ้าเทียบปริมาณในทางการแพทย์กัญชามีความปลอดภัยกว่าเหล้า ต่างประเทศจึงมีการอนุญาตให้ใช้กัญชาได้ เช่น ประเทศในยุโรป หรืออเมริกาใต้ ออสเตรเลีย แคนาดา และอเมริกามี 20 กว่ารัฐอนุญาตให้ใช้กัญชาได้ ซึ่งในเมืองไทยอยากให้ให้ปลดล็อกให้ใช้กัญชาเพื่อประโยชน์ต่อคนทั่วโลก
โดยขณะนี้ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์มีการค้นคว้าและพัฒนายาต่างๆ ที่รักษาโรคมะเร็ง ซึ่งทางการแพทย์มีความเจริญอย่างรวดเร็วแต่ก็ยังมีอีกหลายอย่างที่วิทยาศาสตร์ทางการแพทย์สมัยใหม่ไม่สามารถรักษาได้และยาที่ใช้รักษามะเร็ง ทำให้คนไข้มีปัญหามากมาย ทั้งอาการแพ้ต่างๆ และเป็นเหตุให้คนไข้จำนวนมากไม่สามารถรักษาให้ครบได้ เนื่องจากแพ้ยา ล่าสุดคณะเภสัชฯ ม.รังสิต วิจัยพัฒนาตำรับสเปรย์ฉีดพ่นในช่องปากสารสกัดกัญชา ช่วยบำบัดอาการปวดจากโรคมะเร็ง ตัวยาสามารถดูดซับได้ทันทีเป็นผลสำเร็จในห้องทดลอง
ซึ่งวานนี้ (3 เม.ย.) ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยรังสิต นำทีมคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิตแถลงข่าว “วิจัยและพัฒนาตำรับสเปรย์ฉีดพ่นในช่องปากจากสารสกัดกัญชา” ว่าเป็นความสำเร็จทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกของไทยที่ยิ่งใหญ่ที่สร้างคุณูปการให้แก่ทั่วโลกไม่ใช่เฉพาะคนไทย และครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่มีงานวิจัยนวัตกรรมสำเร็จแบบนี้เกิดขึ้น เพื่อใช้ประโยชน์ในชีวิตมนุษย์ได้
ดร.อาทิตย์ กล่าวว่า การนำกัญชามาใช้ในทางการแพทย์ยังมีอุปสรรคไม่ว่าจะเป็นเรื่องกฎหมาย หรือการยอมรับให้ขึ้นทะเบียนจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ดังนั้นการวิจัยการใช้กัญชาในทางการแพทย์ รักษาโรคมะเร็ง เพื่อช่วยคนไข้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ต้องช่วยปลดล็อกกฎหมาย โดยใช้มาตรา 44 อนุญาตให้นำกัญชามาใช้ในทางการแพทย์ วิจัย และทางวิทยาศาสตร์ รวมถึงขออนุญาตให้ปลูกกัญชาแบบธรรมชาติ ออแกนิกเพื่อให้ได้คุณภาพอยากขอร้องให้ทุกคนช่วยให้กำลังใจและผลักดันให้มีการใช้กัญชาทางการแพทย์ทั้งด้านกฎหมาย หรือการวิจัยใช้กัญชาโดยตรง
ศ.(พิเศษ)วิชา มหาคุณ คณบดีคณะนิติศาสตร์ ม.รังสิต กล่าวว่าขณะแก้ไข พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 กระทรวงยุติธรรมได้ยกร่างเสร็จแล้ว อยู่ในขั้นตอนการเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และมหาวิทยาลัยได้ให้ข้อมูลแก่คณะที่ปรึกษาทางกฎหมายกระทรวงยุติธรรม เพื่อดำเนินการเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน เพราะคนไข้ที่จำเป็นต้องใช้สารสกัดจากกัญชามาใช้ในการรักษาไม่สามารถรอได้
ทั้งนี้การทดลองดังกล่าวเป็นการทดลองในหลอดทดลอง และทดลองกับสัตว์ ไม่ได้ทดลองในคน เนื่องจากผิดกฎหมายไม่สามารถกระทำได้ ซึ่งหากมีการแก้ไขกฎหมายให้สามารถนำไปทดลองเพื่อการแพทย์ ทางวิทยาศาสตร์ และทดลองในการรักษา จะมีการเข้มงวดในเรื่องของการปลูก การแก้กฎหมายให้สามารถใช้กัญชาทางการแพทย์ วิจัยได้ จึงไม่น่าจะเป็นปัญหาแต่อย่างใด
นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ คณบดีสถาบันแพทย์แผนบูรณาการและเวชศาสตร์ชะลอวัย ม.รังสิต กล่าวว่า คณะทีมวิจัยได้สร้างนวัตกรรมสารสกัดจากกัญชาที่มีคุณภาพได้ตามความต้องการสามารถใช้ได้ในมนุษย์ครั้งแรก ซึ่งการใช้สารสกัดจากกัญชา จากการค้นคว้าเกี่ยวกับตำรับยาแผนโบราณมีประมาณ 91 ตำรับ ที่มีการนำกัญชามาใช้ในการรักษา และภูมิปัญญาของไทยมีการมาใช้อย่างต่อเนื่อง
จะช่วยต่อยอดฟื้นฟูตำรับยาแผนโบราณของไทยได้อีกด้วย เพราะยาแผนโบราณหลายตัวที่ขาดส่วนผสมของกัญชาทำให้ไม่สามารถรักษาโรค หรือบรรเทาอาการได้ หากมีการปลดล็อกกฎหมายให้สามารถใช้กัญชาทางการแพทย์ได้จะเป็นการฟื้นผลิตภัณฑ์ ตำรับยาแผนโบราณของไทยกลับคืนมา
รศ.ดร.ภญ.นริศา คำแก่น นักวิจัยกล่าวว่าเฟสแรกมีการศึกษาวิจัยทั้ง 2 สารที่สกัดจากกัญชา ยับยั้งเซลล์มะเร็งทางเดินน้ำดี ในหลอดทดลอง และขณะนี้มีการดำเนินการทดลองในสัตว์ โดยคาดว่าประมาณ 2-3 เดือนจะทราบผล เพื่อนำมาปรับใช้ในคน รวมถึงมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์สเปรย์ดังกล่าว ซึ่งเป็นตัวยาที่ได้รับการรับรองในต่างประเทศ โดยตำรับยาดังกล่าวมีสารสกัดจากกัญชา ในอัตรา 1:1 ซึ่งจะไม่มีผลอาการข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ และมหาวิทยาลัยได้รับอนุญาตให้ครอบครองและผลิตสารสกัดยาเสพติดให้โทษและผลิตภัณฑ์ต้นแบบยาพ่นในปาก
สำหรับการทดลองในคนนั้น จะเป็นไปตามกระบวนการทดลอง เช่น ทดลองในอาสาสมัคร หรือทดลองแก่คนไข้ ขณะนี้ยังรอการปลดล็อกกฎหมาย จึงยังไม่ได้กำหนดขอบเขตในเรื่องนี้ ส่วนในเฟส 2 เป็นเรื่องการพัฒนาวัตถุดิบเนื่องจากกัญชาจากของกลาง พบว่ามีปัญหาเรื่องสารปนเปื้อนจึงมีความจำเป็นที่ต้องขออนุญาต ปลูกกัญชาในระบบปิด เรือนเพาะชำ ที่ต้องควบคุมทั้งอุณหภูมิและความชื้น เพื่อให้ได้กัญชาที่เป็นออแกนิก และสกัดจากธรรมชาติจริงๆ และอนาคตนอกจากผลิตสารสกัดสเปรย์ฉีดพ่นในช่องปากแล้วจะนำไปต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ อาทิ เป็นยาอม และละลายได้ในปาก เป็นต้น
“ระหว่างการรอปลดล็อกกฎหมาย ตามพ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ได้มีข้อยกเว้นให้สามารถนำยาเสพติดไปใช้ในการศึกษาวิจัยได้ แต่ในการทำผลิตภัณฑ์ในการศึกษาวิจัยในคนได้ต้องใช้กับโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข มองว่าอาจจะพัฒนาไปใช้ในตำรับยาแพทย์โบราณและยาที่พัฒนาจากสมุนไพรต่อไปเพื่อช่วยเหลือคนไข้” รศ.ดร.ภญ.นริศา กล่าว
ภญ.วรวรรณ สายงาม นักวิจัย เจ้าของผลิตภัณฑ์ตำรับสเปรย์ฉีดพ่นในช่องปากจากสารสกัดกัญชา กล่าวว่า สเปรย์ดังกล่าวเป็นการทดลองในหลอดทดลองพบว่าจะช่วยบำบัดรักษาอาการปวดจากโรคมะเร็ง ลดอาการคลื่นไส้อาเจียนในผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับยาเคมีบำบัด และช่วยรักษาอาการปวดปลายประสาทในโรคปลอกประสาทอักเสบได้ ซึ่งเป็นการช่วยคุณภาพชีวิตให้แก่ผู้ป่วยได้อีกทางหนึ่ง โดยที่เลือกเป็นสเปรย์ฉีดพ่นในช่องปาก
เมื่อฉีดพ่นสเปรย์เข้าไปสัมผัสกับเยื่อบุในช่องปาก ตัวยาสามารถดูดซึมได้ทันที ซึ่งแตกต่างจากยารับประทาน ตัวยาหรือสารสำคัญจะถูกสารในร่างกายทำลายได้ ข้อดีของยารูปแบบนี้คือตัวยาจะไม่ถูกทำลายที่ตับและออกฤทธิ์ได้เร็ว การวิจัยดังกล่าวสำเร็จในระยะแรก โดยหลังจากนี้จะนำไปประเมินทั้งทางกายภาพและเทคโนโลยีเพื่อคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ใช้และผลของยาต่อไป



