
ใช้ศูนย์"ไอทีซี"เชื่่อมเครือข่ายสตาร์ทอัพ
อุตฯยกระดับนวัตกรรม"เอสเอ็มอี"ใช้ศูนย์"ไอทีซี"เชื่่อมเครือข่ายสตาร์ทอัพ : โดย... ทีมข่าวคมชัดลึก www.komchadluek.net
หนึ่งในการเดินหน้าแผนพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ขานรับนโยบายรัฐบาลในการปฏิรูปประเทศไทยเข้าสู่ยุค 4.0 คือการเร่งผลักดันยกระดับนวัตกรรมเอสเอ็มอี สู่การผลิตเชิงพาณิชย์อย่างเต็มรูปแบบ โดยมีศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรม (ITC) เป็นตัวจักรสำคัญในการขับเคลื่อน ภายใต้การช่วยเหลือของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม(กสอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม
“ศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรม เป็นกลไกประชารัฐที่ผนึกกำลังกับเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจ การวิจัยพัฒนา และบุคลากรระดับโลกในการเป็นฟันเฟืองขับเคลื่อนเศรฐกิจของประเทศไปสู่เศรษฐกิจเชิงนวัตกรรมและสร้างสรรค์ โดยอาศัยแพลตฟอร์มที่ผลักดันให้บริษัทผู้นำเทคโนโลยีระดับโลก รวมถึงบริษัทขนาดใหญ่ (LEs) ที่มีการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมอยู่แล้วมามีส่วนร่วมในการทำให้เอสเอ็มอีขับเคลื่อนนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ภายใต้ระบบนิเวศอุตสาหกรรม (Ecosystem) ที่เอื้อให้เศรษฐกิจก้าวสู่ประเทศไทย 4.0 ไปด้วยกัน”
สมชาย หาญหิรัญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวระหว่างเป็นประธานในพิธีเปิดศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรม ภาคที่ 11 อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เมื่อเร็วๆ นี้ โดยยอมรับว่าศูนย์เปรียบเสมือนกับข้อต่อกลางที่จะเข้ามาช่วยเอสเอ็มอีที่ไม่พร้อมในเรื่องบุคลากรด้านวิศวกรรมที่ยังต้องสั่งสมประสบการณ์ และเครือข่ายที่สนับสนุนการผลิตให้สามารถปฏิรูปธุรกิจของตนเองผ่านกระบวนการ SME Transformation ตามแพลตฟอร์มต่างๆ ที่เหมาะสม พร้อมกันนี้ยังมีหน้าที่ร่วมพัฒนาต่อยอดนวัตกรรมและงานวิจัยให้ไปสู่ผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ที่มีมูลค่าสูง โดยเริ่มตั้งแต่การวิเคราะห์และคัดเลือกผลิตภัณฑ์ การให้บริการทางวิศวกรรม การหาผู้รับจ้างผลิต ทำการทดสอบและรับรองมาตรฐาน การทดสอบตลาด ซึ่งเปรียบได้กับผู้ช่วยทางวิศวกรรมในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้แก่ผู้ประกอบการ บ่มเพาะให้สามารถนำความรู้ที่ได้ไปพัฒนาและดำเนินธุรกิจได้เอง
ปัจจุบันศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรมได้เปิดให้บริการอย่างเต็มรูปแบบแล้ว 4 แห่ง โดยแต่ละที่มีเป้าหมายไม่เหมือนกัน ได้แก่ 1.ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 1 จ.เชียงใหม่ มุ่งเน้นการเพิ่มศักยภาพอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ และอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารแปรรูป 2.ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 2 จ.พิษณุโลก มุ่งเน้นการเพิ่มศักยภาพอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารแปรรูป การออกแบบและพัฒนาบรรจุภัณฑ์ 3.ศูนย์พัฒนาอุตสาหกรรมเซรามิก จ.ลำปาง มุ่งเน้นการเพิ่มศักยภาพให้แก่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเซรามิก และ 4.ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 7 จ.อุบลราชธานี มุ่งให้บริการพัฒนาบรรจุภัณฑ์และรูปแบบสินค้าให้ทันสมัย และล่าสุดศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 11 ต.น้ำน้อย อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา
โดย กอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม(กสอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม เผยว่า จากมาตรการช่วยเหลือวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ตลอดจนวิสาหกิจชุมชนตามนโยบายรัฐบาล ขณะนี้ กสอ.ได้เริ่มการให้บริการไปยังศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรมส่วนภูมิภาคทั้ง 12 แห่งแล้ว โดยใช้โมเดลจากศูนย์ที่กรุงเทพฯ เป็นต้นแบบ ก่อนปรับรูปแบบการให้บริการให้สอดคล้องกับศักยภาพของอุตสาหกรรมในพื้นที่นั้นๆ เพื่อให้ความช่วยเหลือเอสเอ็มอีและวิสาหกิจชุมชน ในการพัฒนากระบวนการผลิต การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ โดยการประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อร่วมกันพัฒนา ส่งเสริม ตลอดจนยกระดับอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารแปรรูป พร้อมเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของผู้ประกอบการให้ครอบคลุมทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มเอสเอ็มอี สตาร์ทอัพ โอท็อป ผู้สนใจทั่วไป เพื่อให้บริการพัฒนาสู่ไทยแลนด์ 4.0 ต่อไป
ในส่วนของศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรม ภาคที่ 11 อ.หาดใหญ่ จ.สงขลานั้น สุรชัย กลางพระเนตร ผู้อำนวยการศูนย์ ระบุว่า มีหน้าที่ในการสนับสนุนภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมของภาคใต้ตอนล่าง ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ให้บริการทั้งหมด 5 จังหวัด ได้แก่ สงขลา สตูล ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส โดยจะดำเนินงานให้บริการในเรื่องต่างๆ อาทิ การเป็นศูนย์บริการด้านข้อมูลของผู้ประกอบการ เพื่อการเชื่อมโยงจับคู่ทางธุรกิจ, การบริการให้คำปรึกษาแนะนำแก้ไขปัญหาตามประเด็นความต้องการของผู้ประกอบการเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ ทั้งการออกแบบ การบริหารจัดการ การจัดหาแหล่งทุนและเครื่องมือทางด้านการเงินต่างๆ, การให้บริการเครื่องมือและอุปกรณ์ ทั้งเครื่องมือตรวจวัดคุณภาพวัตถุดิบ เพื่อการต่อยอดนวัตกรรมและงานวิจัยไปสู่ผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ที่มีมูลค่าสูง การให้บริการด้านวิศวกรรม การจัดหาผู้ผลิต ทำการทดสอบและรับรองมาตรฐาน การทดสอบตลาด เพื่อบ่มเพาะให้สามารถนำความรู้ที่ได้ไปพัฒนาสินค้าและดำเนินธุรกิจได้เอง
“เรามีการแบ่งปันเครื่องจักรอุปกรณ์จากเครือข่ายหน่วยงานภาครัฐมาให้บริการแก่ผู้ประกอบการ เพื่อเป็นการลดต้นทุนการประกอบกิจการ อย่างล่าสุด ทางศูนย์ภาคที่ 11 ได้มีการติดตั้งเครื่องนึ่งสุญญากาศ เครื่องจักรที่ทันสมัยและเป็นเทคโนโลยีล่าสุด คือ มีการนำเทคโนโลยี Internet of Things (IoT) ซึ่งเป็นการพัฒนาซอฟร์แวร์โดย บริษัท ฟู้ด แมชชินเนอรี่ จำกัด ผู้ออกแบบและผลิตเครื่องจักรในกระบวนการแปรรูปอาหารอันดับหนึ่งของไทย เพื่อให้บริการวิเคราะห์และแก้ไขปัญหาแก่ผู้ประกอบการได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ เข้ามาติดตั้งและให้บริการภายในศูนย์เรียบร้อยแล้ว”
นอกจากนี้ ภายในพื้นที่ของศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรม ภาคที่ 11 ยังมีการดึงเอาหน่วยงานเครือข่ายมาร่วมดำเนินการในพื้นที่อีกด้วย ได้แก่ สถาบันอาหาร (National Food Institute) ซึ่งให้บริการด้านการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ การทดสอบ ตรวจสอบคุณค่าทางโภชนาการและการปนเปื้อนต่างๆ เพื่อพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการอาหารไทย โดยเฉพาะเอสเอ็มอี กลุ่มสตาร์ทอัพ และกลุ่มผลิตภัณฑ์สินค้าโอท็อป ในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษสงขลาและพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มแก่วัตถุดิบทางการเกษตรในท้องถิ่น รวมถึงมีทีมที่ปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญในการให้คำปรึกษาสำหรับผู้ประกอบการ หรือเอสเอ็มอีที่มีความต้องการส่งออกสินค้าไปยังตลาดต่างประเทศอีกด้วย ซึ่งปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์สินค้าประเภทอาหารแปรรูปมากกว่า 10 ชนิด ที่มีความต้องการและสามารถผลักดันให้เป็นสินค้าโอท็อปส่งออกไปขายยังตลาดต่างประเทศได้
ขณะที่ ยงวุฒิ เสาวพฤกษ์ ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร กระทรวงอุตสาหกรรม ระบุว่าในปีงบประมาณ 2560 ที่ผ่านมา กระทรวงอุตสาหกรรมได้จัดสรรงบประมาณให้สถาบันอาหารดำเนินการจัดตั้งศูนย์การออกแบบและตรวจสอบอุตสาหกรรม(สาขาอาหาร) ต้นแบบขึ้นเป็นแห่งแรกใน จ.สงขลา โดยได้รับการสนับสนุนด้านสถานที่ดำเนินการจากศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 11 อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา โดยปัจจุบัน ศูนย์มีความพร้อมในการให้บริการเต็มรูปแบบ ประกอบด้วยเครื่องมือวิจัย ทดลอง ผลิต และทดสอบทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งสามารถรองรับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ทดลองผลิตจริง ให้คำปรึกษาแก่ผู้ประกอบการ ตรวจสอบคุณภาพและความปลอดภัยอาหารได้อย่างครบวงจร นอกจากนี้ ยังให้บริการในรูปแบบ OEM Service โดยรับผลิตอาหารและเครื่องดื่มภายใต้แบรนด์ของลูกค้าแบบครบวงจร ตั้งแต่จัดหาวัตถุดิบ และส่วนผสมต่างๆ การคิดค้น พัฒนาสูตรผลิตภัณฑ์ การออกแบบ และผลิต การบรรจุสินค้า ไปจนถึงการขอขึ้นทะเบียนอย.ด้วย
ขยาย“ตลาด”เป้าหมายผู้ประกอบธุรกิจเอสเอ็มอี
เสียงสะท้อนจากผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ใน จ.สงขลา ที่มีโอกาสใช้บริการศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรม ภาคที่ 11 บุลภร บุญสุวรรณ เจ้าของกิจการ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ข้าวต้มมัด เนินขุมทอง ซึ่งเติบโตมาจากธุรกิจร้านอาหาร ก่อนพัฒนามาเป็นผู้ประกอบการท้องถิ่น เจ้าของผลิตภัณฑ์สินค้าของฝาก “ข้าวต้มมัดเนินขุมทอง” ขึ้นชื่อแห่งเมืองหาดใหญ่ เล่าว่า จุดเริ่มต้นของ แบรนด์ “เนินขุมทอง” เกิดจากการริเริ่มต้องการขยายธุรกิจขายขนมของฝากภายในร้านอาหารของตัวเอง โดยเริ่มจากการทำขนมจากขาย ก่อนเปลี่ยนมาเป็นการนำเอาเมนูข้าวต้มมัดไส้กล้วยของคุณแม่มาทำเป็นของฝากจนลูกค้าติดใจ จึงมีการปั้นแบรนด์ “เนินขุมทอง” อย่างจริงจัง แต่ด้วยวิธีการทำสด ทำให้ระยะเวลาในการเก็บรักษาจึงอยู่ได้ไม่นาน จึงมีการขอคำปรึกษาและทำวิจัยร่วมกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ในการหาวิธีการช่วยยืดอายุด้วยวิธีการแช่แข็งจนประสบความสำเร็จ ก่อนคิดเพิ่มไส้อื่นๆ เข้ามาเพื่อสร้างความแตกต่าง
ปัจจุบันข้าวต้มมัดเนินขุมทองมีไส้ที่หลากหลาย อาทิ เผือกกวน, ถั่วกวนไข่เค็ม, ธัญพืช, กุ้ง-มะพร้าว, ใบเตย, ไก่-เห็ดหอม นอกจากนี้ ยังมีการทำข้าวต้มมัดข้าวเหนียวดำไส้กล้วย และข้าวต้มสามเหลี่ยมไส้ไก่หยอง-ไข่เค็ม เพื่อความหลากหลายให้ลูกค้าเลือกมากยิ่งขึ้น โดยปัจจุบันข้าวต้มมัดเนินขุมทอง นอกจากมีจำหน่ายที่เนินขุมทองการ์เด้นแล้ว ยังมีขายที่ร้านเฟิร์ส&เฟิร์น ร้านกาแฟไทยภายในสนามบินนานาชาติหาดใหญ่ และร้านกาแฟอเมซอน สาขาลีการ์เด้นพลาซ่าอีกด้วย
“นอกจากสถานที่จำหน่ายในปัจจุบันแล้วยังวางแผนจะขยายตลาดไปยังโมเดิร์นเทรดต่างๆ และหาโอกาสขยายตลาดไปยังต่างประเทศด้วย เพื่อจับกลุ่มลูกค้าคนไทยที่ใช้ชีวิตในต่างประเทศและคนต่างชาติที่ปัจจุบันนิยมหันมารับประทานอาหารไทยมากขึ้น ซึ่งการขยายธุรกิจตรงนี้ ทางเราได้เข้าไปพูดคุยเพื่อปรึกษาผู้เชี่ยวชาญของศูนย์ภาคที่ 11 ในการขยายธุรกิจ พร้อมทั้งการเข้าไปใช้บริการเครื่องนึ่งไอน้ำที่มีการติดตั้งภายในศูนย์ เพื่อทำวิจัยและพัฒนาสินค้าร่วมกัน หาวิธีการช่วยยืดอายุของสินค้าให้ได้นานมากยิ่งขึ้น และเตรียมความพร้อมการขอยื่นขอตราสินค้าทั้ง ฮาลาล, อย. และเครื่องหมายจีเอ็มพีด้วย”
ศิรินภา แสงทักษิณ ผู้จัดการ บริษัท หาดใหญ่แคนนิ่ง จำกัด ผู้ผลิตและส่งออกลูกตาลบรรจุกระป๋องมากที่สุดในประเทศไทย เผยว่า บริษัทเริ่มต้นจากการที่คุณพ่อเล็งเห็นว่าสงขลาเป็นจังหวัดที่มีต้นตาลมากที่สุดในประเทศไทย จนได้รับสมญาว่า “สงขลาเมืองตาลล้านต้น” จึงเป็นความคิดริเริ่มธุรกิจของคุณพ่อในการทำธุรกิจลูกตาลบรรจุกระป๋อง โดยมีผลิตภัณฑ์ลูกค้าลอยแก้วในน้ำเชื่อม ลูกตาลทอง เป็นสินค้าของฝากขึ้นชื่อของบริษัท โดยที่ผ่านมาจะเป็นการผลิตเพื่อส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ อาทิ จีน ฮ่องกง ไต้หวัน มาเลเซีย และสิงคโปร์ ก่อนเล็งเห็นช่องทางการตลาดในประเทศไทย จนเกิดเป็นแนวคิดทำลูกตาลทองบรรจุในถุงสุญญากาศ ด้วยเครื่องแวคคั่มสุญญากาศ เพื่อหาวิธีช่วยยืดอายุสินค้าให้อยู่ได้นานมากยิ่งขึ้น โดยจับกลุ่มนักท่องเที่ยวที่ชอบซื้อของฝากแต่ไม่นิยมรับประทานอาหารกระป๋อง แต่ต้องการของฝากที่สะดวกต่อการเดินทาง และรับประทานง่ายๆ จึงทำให้สินค้าได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี



