
เจาะระบบเลือกตั้ง..."พรรคอนาคตใหม่" มีอนาคตไหม?
เจาะระบบเลือกตั้ง..."พรรคอนาคตใหม่" มีอนาคตไหม? : คอลัมน์... เจาะประเด็นร้อน บายไลน์... ปกรณ์ พึ่งเนตร
กระแสเปิดตัว “พรรคการเมืองใหม่” มาแรงจริงๆ ล่าสุดมี “กลุ่มการเมือง” ขอจดแจ้งจองชื่อเพื่อจัดตั้งพรรคกับกกต.ไปแล้วถึง 97 พรรค
ขณะที่ “กลุ่มการเมืองเก่าแก่” ที่มีฐานเสียงหลักอยู่ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่าง “กลุ่มวาดะห์” ก็ยังเตรียมแต่งตั้งพรรคของตัวเองเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่ก่อตั้งกลุ่มมาตั้งแต่ปี 2528 แสดงให้เห็นว่า กติกาใหม่ รัฐธรรมนูญใหม่ และระบบการเลือกตั้งแบบใหม่ เอื้อให้เกิดพรรคการเมืองใหม่มากจริงๆ
ส่วนพรรคการเมืองใหม่ที่เปิดตัวโดย “กลุ่มคนรุ่นใหม่” และสร้างกระแสฮือฮามากที่สุด หนีไม่พ้น “พรรคอนาคตใหม่” ของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้บริหารบริษัทผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ยักษ์ใหญ่ของเมืองไทย กับ ดร.ปิยะบุตร แสงกนกกุล อดีตนักวิชาการกลุ่ม “นิติราษฎร์”
“พรรคอนาคตใหม่” ชูนโยบายที่แปลกใหม่และท้าทายความรู้สึกของคนในสังคมไทยอย่างมาก จนเกิดข้อถกเถียงกันว่าพรรคอนาคตใหม่นี้จะมี “อนาคตทางการเมือง” แค่ไหน โดยเฉพาะภายใต้ระบบการเลือกตั้งแบบใหม่ที่เรียกว่า “ระบบจัดสรรปันส่วนผสม” ถือเป็นประเด็นที่น่าวิเคราะห์วิจารณ์ไม่น้อยทีเดียว
ก่อนอื่นต้องมาเริ่มกันที่ระบบการเลือกตั้งแบบใหม่ก่อน ระบบการเลือกตั้งนี้เรียกว่า “ระบบจัดสรรปันส่วนผสม” ซึ่งมีวิธีการลงคะแนนและวิธีคิดคะแนน แตกต่างจากระบบเก่าที่คนไทยคุ้นชินอย่างสิ้นเชิง
ระบบการเลือกตั้งแบบเก่าใช้บัตร 2 ใบ ใบหนึ่งเลือกผู้สมัครระบบเขต คือ ส.ส.ของบ้านเราเอง กับอีกใบหนึ่งเลือกพรรค พูดง่ายๆ คือ “เลือกคนที่ใช่ เลือกพรรคที่ชอบ” และกติกาเปิดให้เลือกอย่างเสรี คือจะเลือกผู้สมัคร กับเลือกพรรค เป็นพรรคเดียวกันก็ได้ หรือคนละพรรคก็ได้
วิธีคิดคะแนนจะคิดแยกกัน คือคะแนน ส.ส.เขตก็นับไป ผู้สมัครคนไหนได้คะแนนสูงสุดในเขตนั้นก็จะได้เป็น ส.ส.เขต ส่วนคะแนนที่เลือกพรรค จะถูกนำไปนับรวมทั้งประเทศ แล้วคิดออกมาเป็นสัดส่วน ส.ส.ที่แต่ละพรรคจะได้รับเรียกว่า “ส.ส.บัญชีรายชื่อ” หรือ “ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์” พรรคการเมืองไหนที่ได้ “คะแนนพรรค” มากๆ ก็จะได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์มาก เช่น พรรคไทยรักไทย เคยได้มากกว่า 60 คนจาก ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ที่มีได้ทั้งหมด 100 คน
เวลานับจำนวน ส.ส.ทั้งสภา จะนำ ส.ส.ที่แต่ละพรรคได้รับเลือกทั้ง 2 ระบบมารวมกัน ทำให้เกิดปัญหาว่า เมื่อนำไปคิดสัดส่วนเทียบจาก “คะแนนดิบ” ซึ่งเป็นคะแนนที่ประชาชนออกมาหย่อนบัตรเลือกตั้งจริงๆ บางพรรคได้จำนวน ส.ส.สูงกว่าคะแนนดิบที่ตนเองได้ อย่างเช่น พรรคการเมืองใหญ่บางพรรคได้ “คะแนนดิบ” จริงๆ ไม่ถึงร้อยละ 50 แต่กลับได้ ส.ส. 2 ระบบรวมกัน เกินกว่าครึ่งหนึ่งของสภา เช่น ได้ ส.ส. 260 กว่าที่นั่ง จาก 500 ที่นั่ง
เหตุนี้เองที่ทำให้มีการมองว่า ระบบเลือกตั้งแบบบัตร 2 ใบ แล้วเอาจำนวน ส.ส. 2 ระบบมารวมกัน ได้ผลออกมาไม่ตรงกับความเป็นจริงจึงเกิด “สูตรเลือกตั้งแบบใหม่” ขึ้นมาแทน เรียกว่า “ระบบจัดสรรปันส่วนผสม” ระบบนี้จะมีบัตรเลือกตั้งแค่ใบเดียวเพื่อให้ได้ ส.ส.ทั้งหมด 500 คน แบ่งเป็น ส.ส.เขต 350 คน และส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ 150 คน
คะแนนส.ส.เขต หรือส.ส.ของบ้านที่เราอยู่ ก็นับคะแนนไปเหมือนระบบเก่า ใครได้คะแนนสูงสุดของเขตนั้น ก็จะได้เป็น ส.ส.เข้าไปนั่งในสภา ส.ส.กลุ่มนี้มี 350 คน
ส่วนอีก 150 คน วิธีการที่จะได้เป็น ส.ส.ค่อนข้างซับซ้อน เริ่มจากนำคะแนนจากผู้สมัครทุกคน ในทุกเขต คือ 350 เขตทั่วประเทศมารวมกัน คะแนนของคนแพ้ก็เอามานับด้วย (เรียกว่า “คะแนนตกน้ำ” ซึ่งปกติแล้วคะแนนคนแพ้จะทิ้งไปเลย) คะแนนทั้งหมดที่ประชาชนไปลงคะแนน (คะแนนดิบ) จะเป็นคะแนนเลือกตั้งของประเทศ พูดง่ายๆ คือใช้ “ประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง” จากนั้นก็นำคะแนนมาหักลบจำนวน “บัตรเสีย” และบัตรที่กา “โหวตโน” คือไม่ลงคะแนนให้ใครเลย ออกไป ก็จะได้คะแนนดีที่เลือกผู้สมัครพรรคไหนก็ได้เป็น “คะแนนประเทศ”
ตัวเลข “คะแนนประเทศ” จะนำมาหารกับจำนวน ส.ส.ทั้งหมด คือ 500 คน เพื่อหาอัตราส่วนคะแนนว่า ส.ส.1 คน ควรจะได้คะแนนเท่าไร แล้วจึงนำตัวเลขที่ได้ไปคำนวณจำนวน ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ที่แต่ละพรรคจะได้รับอีกที
ประมาณการตัวเลขอัตราส่วนที่นักวิชาการคาดการณ์กันในขณะนี้ อยู่ที่ 70,000 ถึง 100,000 คะแนน จึงจะได้ ส.ส. 1 คน คิดตัวเลขกลมๆ เป็น 1 : 70,000
จากนั้นนำคะแนนเลือกตั้งที่่ประชาชนลงให้ของแต่ละพรรคมาดู สมมติว่าพรรคเพื่อไทย ได้ 14 ล้านเสียง อัตราส่วน 70,000 คะแนน ต่อ ส.ส.1 คน พรรคเพื่อไทยก็ควรจะได้ ส.ส.ในระบบใหม่นี้ 200 คน (จำนวนนี้คือจากทั้งสภา 500 คน) สมมติพรรคเพื่อไทยได้ ส.ส.เขตไปแล้ว 180 คน ก็จะได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์อีก 20 คน ระบบใหม่จะคิดกันแบบนี้จนมีเสียงวิจารณ์ว่าพรรคใหญ่เสียเปรียบ พรรคเล็กมีโอกาสมากกว่า
เรามาดูกันว่า พรรคเล็กมีโอกาสอย่างไร สมมุติพรรค ก.ไก่ ส่งผู้สมัครครบทั้ง 350 เขต ได้เขตละ 1,000 คะแนน คือแพ้ทุกเขต ไม่ชนะเขตไหนเลย เพราะเป็นผู้สมัครหน้าใหม่ แต่พรรค ก.ไก่ ก็ยังมีสิทธิ์ได้ ส.ส. (ถ้าเป็นระบบเลือกตั้งแบบเดิมจะไม่ได้ ส.ส.เลย) เพราะ พรรค ก.ไก่จะได้คะแนนประเทศ 350,000 คะแนน (มาจากเขตละ 1,000 คะแนน 350 เขต) เมื่อเอาไปคิดอัตราส่วน ส.ส. 1 : 70,000 พรรค ก.ไก่ ก็จะได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ 5 คน นี่คือโอกาสของพรรคเล็ก และเสียงคนแพ้ที่เอามาคำนวณด้วย ที่เรียกกันว่า “เสียงตกน้ำ” คือแพ้ทุกเขตก็ยังมี ส.ส.ได้
คราวนี้มาถึง “พรรคอนาคตใหม่” ของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ กันบ้าง ถามคือคะแนนของธนาธรจะมาจากไหนได้บ้าง มีนักวิชาการอธิบายง่ายๆ แบบนี้ คือถ้า “พรรคอนาคตใหม่” จะมีอนาคต ต้องสร้างฐานคะแนนของตัวเองที่ไม่ซ้อนทับกับพรรคการเมืองใหญ่ๆ เพราะต้องไม่ลืมว่าระบบการเลือกตั้งแบบใหม่ ใช้บัตรใบเดียว เมื่อประชาชนเลือกคน หรือเลือกผู้สมัครระบบเขต ก็จะได้คะแนนพรรคไปด้วย ฉะนั้นจะไปสร้างกระแสพรรคให้ดังอย่างเดียวแล้วหวังให้ประชาชนเลือกผู้สมัคร “โนเนม” ในระบบเขต ย่อมเป็นไปไม่ได้ เพราะประชาชนก็ต้องเลือกผู้สมัครที่ตัวเองรู้จักที่เขตบ้านของตัวเอง ซึ่งทุกเขตก็มี “คนดี-เด่น-ดัง” อยู่แล้ว
คำถามคือ แล้วพรรคอนาคตใหม่ของธนาธร จะได้คะแนนมาจากที่ไหนบ้าง และมีโอกาสได้ ส.ส.สักกี่คน พูดง่ายๆ คือ พรรคอนาคตใหม่ จะมีอนาคตหรือไม่? คำถามนี้พอจะหาคำตอบได้อยู่เหมือนกัน
จากการเก็บข้อมูลการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง จากการเลือกตั้งทั่วไปหลายๆ ครั้งที่ผ่านมา นักรัฐศาสตร์ประเมินว่า คะแนนของ “พรรคอนาคตใหม่” ที่นำโดย ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ จะมาจาก 3 แหล่งด้วยกัน
แหล่งที่ 1 จากคนที่นิยมเลือก “พรรคทางเลือกใหม่ๆ” เช่น คนที่เคยเลือก “พรรครักประเทศไทย” ของ ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ หากพิจารณาสถิติย้อนหลังจะพบว่า พรรคของชูวิทย์เคยได้คะแนนปาร์ตี้ลิสต์ประมาณ 900,000 คะแนน แต่ต้องเข้าใจว่าในระบบการเลือกตั้งแบบใหม่ ไม่สามารถยกคะแนนของพรรคชูวิทย์มาคิดได้ทันที เพราะสมัยนั้นเป็นการเลือกตั้งระบบบัตร 2 ใบ คือประชาชนเลือก ส.ส.เขตของพรรคใหญ่ แล้วอาจเลือกพรรคทางเลือกใหม่ในบัตรอีกใบ เป็นพรรคของชูวิทย์ อาจเรียกโหวตเตอร์พวกนี้ว่า “พวกรักพี่เสียดายน้อง”
แต่ระบบการเลือกตั้งแบบใหม่มีบัตรเลือกตั้งเพียงใบเดียว คะแนนที่ “พรรคธนาธร” จะดึงมาได้ต้องเป็นคะแนนจากคนที่ตั้งใจเลือก “พรรคทางเลือก” จริงๆ เท่านั้น ต้องตัดพวก “รักพี่เสียดายน้อง” ออกไป
นักวิชาการประเมินว่า กลุ่มที่ตั้งใจเลือก “พรรคทางเลือก” จริงๆ อาจมีราวๆ ครึ่งหนึ่งของ 900,000 คะแนนที่พรรคชูวิทย์เคยได้ และต้องมาคิดย่อยลงไปอีกว่าคนกลุ่มนี้ก็อาจจะเลือกพรรคอื่นที่ไม่ใช่พรรคของธนาธรด้วย สุดท้ายอาจเลือกราวๆ 10% ของ 900,000 คะแนน ก็คือ 90,000 คะแนน
แหล่งที่ 2 มาจากคนที่เคยกา “โหวตโน” คือไม่เลือกใครเลย กับกลุ่มที่ “จงใจทำบัตรเสีย” เพราะไม่ชอบผู้สมัครของพรรคการเมืองไหนเลย
จากสถิติการเลือกตั้งครั้งก่อนๆ พบว่าคน 2 กลุ่มนี้มีประมาณ 1,500,000 คน นักวิชาการประเมินว่า พรรคของธนาธร มีโอกาสชิงคะแนนส่วนนี้ได้ประมาณ 50% เพราะต้องไปแชร์คะแนนกับพรรคหน้าใหม่อื่นๆ ที่หวังคะแนนตรงนี้เหมือนกัน คิดง่ายๆ พรรคของธนาธร มีโอกาสจากคะแนนก้อนนี้ประมาณ 750,000 คะแนน
แหล่งที่ 3 คะแนนจาก “นิวโหวตเตอร์” หรือผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนครั้งแรก คือพวกที่เพิ่งอายุครบ 18 ปี สามารถไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งได้ นับย้อนจากปี 2554 ที่มีการเลือกตั้งทั่วไปแบบไม่โมฆะครั้งสุดท้าย จนถึงปีหน้าปี 2562 ที่คาดว่าจะมีการเลือกตั้งใหม่ รวม 7 ปี ในปีหนึ่งๆ มีคนหน้าใหม่มีสิทธิ์เลือกตั้งประมาณ 1 ล้านคน คิดตามสถิติการเกิด รวม 7 ปี ก็ประมาณ 7 ล้านคน
แต่จากสถิติเดิมคนกลุ่มนี้ออกมาใช้สิทธิ์ค่อนข้างน้อย สมมุติว่ากระแสคนรุ่นใหม่แรงมาก และสามารถดึงคนกลุ่มนี้ออกมาใช้สิทธิ์ได้ถึง 60% หรือราวๆ 4,200,000 คน แต่คะแนนของคนกลุ่มนี้ก็จะเฉลี่ยไปทุกพรรค ทั้งพรรคใหญ่ พรรคเล็ก และพรรคของธนาธร
นักวิชาการประเมินว่าพรรคของธนาธรน่าจะเก็บคะแนนส่วนนี้ได้ไม่เกิน 10% ของ “นิวโหวตเตอร์” ทั้งหมด หรือราวๆ 420,000 คะแนน
สรุปว่าโอกาสของ “พรรคอนาคตใหม่” จะได้คะแนนจาก 3 แหล่ง คือ 90,000 คะแนน จากคนที่นิยมเลือกพรรคทางเลือกใหม่ บวกกับ 750,000 คะแนน จากกลุ่มโหวตโน และจงใจทำบัตรเสีย บวกกับอีก 420,000 คะแนน จากกลุ่มนิวโหวตเตอร์ รวมๆ แล้ว พรรคของธนาธร จะได้คะแนนราวๆ 1,200,000 คะแนน เมื่อนำไปหารด้วยอัตราส่วน 1 ต่อ 70,000 ก็จะได้ ส.ส.ประมาณ 17 คน ถือว่าไม่น้อยเลยทีเดียว
แต่การที่ “พรรคอนาคตใหม่” ของธนาธร จะมี “อนาคต” แบบนี้ได้ ต้องตั้งอยู่บนเงื่อนไข 3 ข้อ คือ
1.พรรคสามารถหาคนลงสมัครได้ครบทั้ง 350 เขต เพราะยิ่งจำนวนผู้สมัครลดลงเท่าไรย่อมหมายถึงโอกาสที่จะได้ “คะแนนตกน้ำ” ลดลงเท่านั้น
2.พรรคต้องสามารถเลี้ยงกระแสความนิยมได้จนถึงวันเลือกตั้ง ซึ่งยังเหลือเวลาอีกเป็นปี และสามารถสร้างความแตกต่างจากพรรคอื่นๆ ได้จริง ในช่วงที่ทุกพรรคเปิดหน้าแข่งขันกัน
และ 3.พรรคต้องทำให้ประชาชนเชื่อ ว่ามีทิศทางและจุดยืนต่างจากพรรคเพื่อไทย เพราะหากประชาชนมองว่า 2 พรรคนี้ทับซ้อนกัน ก็จะไปดึงคะแนนกันเอง เพราะเป็นการเลือกตั้งแบบ “บัตรใบเดียว”



