
เส้นทางคมนาคมอัจฉริยะ เพิ่มคุณภาพชีวิตอย่างปลอดภัย
เส้นทางคมนาคมอัจฉริยะ เพิ่มคุณภาพชีวิตอย่างปลอดภัย : โดย... ชุลีพร อร่ามเนตร [email protected]
ระบบ “การคมนาคม การขนส่ง” ย่อมมีผลต่อการขับเคลื่อนพัฒนาประเทศ ทั้งด้านการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน เศรษฐกิจ และสังคมของประเทศ รัฐบาลทุกยุคทุกสมัยจึงให้ความสำคัญต่อการพัฒนาด้านคมนาคมขนส่งมาตลอด อย่าง ระบบโครงสร้างพื้นฐานขนส่ง ทั้งระบบราง ทั้งรถไฟทางคู่ รถไฟฟ้า รถไฟเชื่อมเพื่อนบ้าน รวมถึงแนวทางในการพัฒนาคมนาคมด้านต่างๆ อาทิ การจราจรแออัด ติดขัดในพื้นที่ต่างๆ อุบัติเหตุ หรือระบบการขนส่งอื่นๆ เป็นต้น
รศ.ดร.เอกชัย สุมาลี ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยนครอัจฉริยะ หรือ Smart Cities Research Center (SCRC) สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง(สจล.) กล่าวว่า มิติของการขนส่ง คมนาคม เป็นนโยบายประเทศ จึงทำงานวิจัยด้านการขนส่ง คมนาคม โดยใช้เทคโนโลยียกระดับคมนาคม ความปลอดภัย และการให้บริการระบบการขนส่ง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสมาร์ทซิตี้ หรือเมืองอัจฉริยะ
“ตอนนี้เนื้อหาวิจัยที่นำมาใช้ได้จริงคือ ระบบจัดการข้อมูลจีพีเอสของรถบรรทุก รถตู้ และรถแท็กซี่ทั้งประเทศ จำนวนรถเกือบ 3-4 แสนคัน งานวิจัยมองว่าทำอย่างไรให้ข้อมูลที่มีอยู่อย่างมหาศาลสามารถประมวลผลเพื่อตรวจสอบ ในแง่ความเร็ว พฤติกรรมการขับขี่ี่เสียง และใช้บิ๊กดาต้ามาวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อบ่งชี้ปัจจัยต่างๆ ที่ช่วยกำหนดนโยบายสำคัญได้ เช่น ถนนเส้นไหนเสี่ยงสุด รถชนิดไหนมีความเร็วลดลง ระบบจีพีเอสดำเนินการมา 2 ปี พบว่า ความเร็วที่เกินตามกฎหมายกำหนด อาทิ รถตู้ ลดลงมากกว่า 50% เป็นปัจจัยลดอุบัติเหตุ ส่วนมิติแง่คุณภาพการให้บริการ ใช้เทคโนโลยีสร้างระบบ แท็กซี่โอเค เป็นตัวช่วยมอนิเตอร์การให้บริการ ทำระบบศูนย์ข้อมูลกลาง เรียกใช้ และบริการแท็กซี่" รศ.ดร.เอกชัย กล่าว
ขณะนี้ รศ.ดร.เอกชัย กำลังปรับใช้เทคโนโลยีด้านคมนาคมต่างๆ โดยพยายามใช้บิ๊กดาต้า เพื่อทราบข้อมูลเส้นทางการขนส่งหรือนโยบายที่ภาครัฐใช้แต่ละช่วงเพื่อกระตุ้นให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจแต่ละพื้นที่ สามารถนำข้อมูลมาวิเคราะห์ระบบการขนส่ง เพราะการขนส่งเป็นเส้นเลือดของประเทศ มิติการใช้เทคโนโลยีสร้างข้อมูลเพื่อกำกับความปลอดภัย เอาข้อมูลมาหาองค์ความรู้ ซึ่งข้อมูลจีพีเอสของระบบที่วางไว้ทำให้รู้ข้อมูลของการขนส่งของรถบรรทุก 3 แสนกว่าคัน ว่ามีวัตถุดิบต่างๆ มาจากที่ไหนบ้าง ถือเป็นหนึ่งตัวชี้วัดสำคัญ ในการสร้างนโยบายตอบโจทย์การขนส่ง และภาคอุตสาหกรรมอื่นๆ
ระบบการขนส่งในประเทศไทย ต้องแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือกรุงเทพมหานคร และต่างจังหวัด ซึ่งต่างจังหวัดคือ ต้องทำอย่างไรให้บริการระบบขนส่งมวลชนที่มีประสิทธิภาพ เนื่องจากระบบการคมนาคมของไทยไม่ได้วางแผนให้อิงกับระบบการขนส่งในต่างจังหวัด เช่น รถเมล์ มีไม่กี่จังหวัดที่มีการใช้รถเมล์ ซึ่งสมาร์ทซิตี้ ใช้รูปแบบรถเมล์อนาคต ไม่ใช่วิ่งตามเส้นทาง แต่จะเป็นการทำให้ผู้ใช้บริการรู้ว่ารถเมล์อยู่จุดไหน และสามารถใช้บริการจองรถเมล์ ซึ่งเรื่องเหล่านี้สามารถเข้าถึงได้ในปัจจุบัน โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาดูแลความปลอดภัย และให้บริการต่างๆ
ส่วนกรุงเทพฯ มีปัญหารถติด ปัญหาต่างๆ แต่ที่ขาดคือการวิเคราะห์ปัญหา การใช้ข้อมูลเป็นตัวกำหนด ซึ่งเราต้องการลดปริมาณการจราจร 15-20% และถ้าสังเกตจะเห็นได้ว่า ช่วงนี้โรงเรียนปิดเทอม ซึ่งถ้าดูข้อมูล ตอนนี้ทุกแห่งมีข้อมูลปริมาณจราจร เช่น กูเกิล หรือแอพอื่นๆ แต่ไม่ได้นำผลวิจัยลงลึกมาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล จะทำให้ได้เห็นว่าเหตุใดรถติด และจุดไหนเป็นจุดคอขวดจุดแรกที่ทำให้รถติด หรือสร้างนโยบายขึ้นมา เช่น การใช้บริการรถโรงเรียน ทำอย่างไรให้เด็ก ผู้ปกครอง ไม่ใช้รถส่วนบุคคล และมาใช้รถโรงเรียน เพราะรถโรงเรียนในปัจจุบันทำให้เด็กตื่นเช้า เนื่องจากต้องวนไปรับเด็กในแต่ละพื้นที่ อนาคตสามารถนำเทคโนโลยีเอไอจับกลุ่มนักเรียนที่อยู่บนเส้นทางเดียวกัน เป็นต้น
“เมืองอัจฉริยะ ไม่ใช่หมายถึงทุกอย่างใช้หุ่นยนต์ ทุกคนสามารถพูดกับเสาไฟ หรือเป็นเทคโนโลยีทั้งหมด แต่เป็นการใช้เทคโนโลยีตอบสนองความต้องการของผู้ใช้แต่ละพื้นที่ที่แตกต่างกันให้มีความเป็นอยู่ที่สบายมากขึ้น ชีวิตของผู้คนปลอดภัย และเมืองต้องมีความฉลาดในการตอบสนองการเปลี่ยน ให้บริการที่ตรงกับความต้องการของประชาชน ซึ่งตอนนี้เกิดขึ้นแล้ว เพราะเทคโนโลยีอยู่รอบตัวผู้คน ตอนนี้ทุกรู้ว่ารถติดหรือไม่ติด แต่มิติภาครัฐ กรุงเทพฯ ใช้เวลานานเพราะเป็นเมืองใหญ่ คาดว่าไม่เกิน 3-4 ปี เห็นวิวัฒนาการนโยบายสาธารณะของไทยที่สามารถเกิดขึ้นได้จริง” รศ.ดร.เอกชัย กล่าว
จุดเริ่มต้นที่ทำให้ “รศ.ดร.เอกชัย” มุ่งศึกษาด้านคมนาคมอย่างจริงจัง ส่วนหนึ่งเกิดจากการได้ไปศึกษาที่ประเทศอังกฤษ หลังจากเรียนจบปริญญาตรีด้านวิศวกรรมโยธา ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ได้เห็นว่ามิติของการขนส่ง คมนาคม ไม่ใช่เรื่องวิศวกรรมเท่านั้น แต่คมนาคมเป็นบริการขั้นพื้นฐาน และความปลอดภัยของคนในเมืองเป็นหลัก
“เรื่องบางเรื่องประเทศไทยยังไม่มีองค์ความรู้ในระดับที่เป็นชั้นนำของโลก การไปเรียนที่ประเทศอังกฤษ ทำให้ได้เจอเพื่อนหลายประเทศมาก เป็นการเปิดมิติที่ไม่เคยเห็น และได้เห็นมุมมองนำไปปรับใช้ในเมืองไทย บทบาทของยูเคร่วมพัฒนาคน เพื่อมาพัฒนาประเทศไทย ซึ่งอาจารย์เคยได้รับทุนตอนเรียนปริญญาโท จากบริติช เคานซิล ถือเป็นอีกหนึ่งโอกาสได้เรียนรู้และกลับมาทำงานที่เมืองไทย และพัฒนาประเทศได้” รศ.ดร.เอกชัย กล่าว
ปัจจุบัน “รศ.ดร.เอกชัย” ได้นำองค์ความรู้มาใช้ในการพัฒนาประเทศไทย โดยสจล.เป็นแกนนำหลักส่วนการทำวิจัยและพัฒนา ในแง่ของการสร้างเทคโนโลยีที่สามารถตอบโจทย์ในแต่ละเมืองของไทย เพราะสมาร์ทซิตี้ มีคอนเซ็ปต์หลักแต่เมื่อนำไปใช้ในแต่ละเมืองต้องปรับให้เหมาะสม เนื่องจากแต่ละเมืองแตกต่างกัน อย่าง สจล.ได้ลงนามไปกับ 7 เทศบาลในการนำร่องเมืองอัจฉริยะ ไปช่วยในการวางแผนและนำเทคโนโลยีต่างๆ มาใช้ในการพัฒนาแต่ละพื้นที่
พบว่าแต่ละแห่งมีความต้องการแตกต่างกัน เช่นเทศบาลร้อยเอ็ด เน้นให้ประชาชนสามารถใช้ชีวิตอยู่ในเมืองได้อย่างสะดวกสบาย ทุกคนสามารถดูข้อมูลได้ว่าจุดไหนมีอาหารอร่อย โรงแรมอยู่จุดไหน ถนนเส้นไหนเป็นอย่างไร หรือเทศบาลนนทบุรี ต้องปรับปรุงการบริการในเทศบาลที่ดีเยี่ยมที่สุดในประเทศ เช่น บัตรประชาชนจะหมดอายุ จะมีการแจ้งเตือน และจองวันทำบัตรได้
“การปรับปรุงเส้นทางการขนส่ง การแก้ไขปัญหาคมนาคม ทุกคนในสังคมสามารถช่วยเหลือกันได้ โดยประชาชนต้องเข้าใจถึงต้นเหตุของปัญหา เช่น รถติด ถ้าทุกคนขับรถด้วยความเร็วคงที่ 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทำให้ความจุหรือความสามารถรองรับปริมาณจราจรเพิ่มขึ้น อย่างน้อย 10% หรือหากทุกคนขับรถอย่างมีระเบียบวินัย ซึ่งมีผลวิจัยว่ามีผลลดการรถติดได้จริงๆ อีกทั้งทุกคนสามารถใช้เทคโนโลยี เลือกและปรับช่วงเวลาการเดินทาง ดูสภาพจราจร เป็นบริบทที่ภาคประชาชนช่วยได้ และร่วมกันให้ข้อคิดเห็น เสนอแนะนโยบายต่อภาครัฐ” รศ.ดร.เอกชัย กล่าวทิ้งท้าย



