
เปิดข้อเสนอคณะปฏิรูปตร. โปลิศแฮปปี้-กันเซ็งลี้เก้าอี้ได้..?
เปิดข้อเสนอคณะปฏิรูปตร. โปลิศแฮปปี้-กันเซ็งลี้เก้าอี้ได้..? โดย... ทีมข่าวอาชญากรรม
“คาราคาซัง” มานานกับความกับความโปร่งใสเป็นธรรมของกระบวนการยุติธรรมไทย โดยเฉพาะการปฏิบัติงานของตำรวจ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐบังคับใช้กฎหมายกับประชาชนได้ใกล้ชิดที่สุด ทั้งเรื่องปฏิบัติงาน การวิ่งเต้น “เซ็งลี้เก้าอี้” จัดทัพทำโผแต่งตั้งโยกย้าย มีฝ่ายการเมืองแทรกแซงอยู่เบื้องหลัง มีเด็กฝาก เด็กนาย เกิดความไม่เป็นธรรมในแวดวงสีกากี จนเป็นอีกปัจจัยนำไปสู่ “การคอร์รัปชั่น” ผลร้ายตกอยู่กับประชาชนตาดำๆ และเป็นที่มาของการปฏิรูปตำรวจอย่างจริงจังในยุครัฐบาล คสช. ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี โดยกำหนดกรอบเวลา 9 เดือน ให้คณะปฏิรูปตำรวจ ที่มี พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ เป็นประธาน พร้อมคณะกรรมการทั้ง 35 คน วางกรอบการปฏิรูปตำรวจ
หลังคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจทำงานมาตลอด 9 เดือน ก็ได้ข้อสรุป บางโจทย์ถูกปิดตาย หลายโจทย์ถูกปรับเปลี่ยน เพื่อให้การทำงานสอดรับกับหน่วยงานอื่นมากขึ้น หลักใหญ่ใจความอยู่ที่การปิดช่องแทรกแซงทางการเมือง โดยยึดอำนาจการตั้ง “ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ" (ผบ.ตร.) จากนายกฯ พร้อมชงเพิ่มเงินเดือนตำรวจ และงานสืบสวนสอบสวน ยังอยู่ในมือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งข้อเสนอนี้ถือว่าเป็นผลดีตอตำรวจ แต่จะถูกใจฟากฝ่ายรัฐบาลหรือเปล่ายังไม่รู้
พล.อ.บุญสร้าง บอกว่า ตลอดระยะเวลา 9 เดือนของการทำงาน ที่ผ่านมาได้รับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่ายมาโดยตลอด เพื่อนำผลมาสู่สาธารณชนอย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยการพิจารณาได้แบ่งกลุ่มงาน 3 กลุ่ม คือ อำนาจหน้าที่ การสืบสวนสอบสวน และงานบริหารงานบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการแต่งตั้งโยกย้าย ซึ่งได้ส่งผลงานไปตั้งแต่ปีที่แล้ว โดยเฉพาะเรื่องหลักคือเรื่องการแต่งตั้ง ผบ.ตร. โดยเสนอปรับปรุงโครงสร้างคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) ให้นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ทำหน้าที่กำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์ โอนอำนาจการแต่งตั้ง ผบ.ตร. ให้คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ที่มี ผบ.ตร. นั่งเป็นประธาน เป็นผู้พิจารณาเลือก ผบ.ตร.คนใหม่ และหลังจาก ก.ตร. เลือก ผบ.ตร.คนใหม่แล้ว จะส่งชื่อให้นายกรัฐมนตรีพิจารณา หากผ่านความเห็นชอบสามารถนำชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายได้ทันที แต่หากนายกรัฐมนตรีไม่เห็นด้วย ก็สามารถคัดค้านได้เพียงครั้งเดียว จากนั้น ก.ตร.จะส่งชื่อ ผบ.ตร.คนใหม่ให้นายกรัฐมนตรี แต่ครั้งนี้นายกรัฐมนตรีหมดสิทธิคัดค้าน เมื่อ ก.ตร.ส่งชื่อมาต้องนำชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย เพียงอย่างเดียวเท่านั้น
สำหรับกลุ่มงานด้านภารกิจหน้าที่ และอำนาจ ได้กำหนดให้กระจายอำนาจแบบบูรณาการ ซึ่งเชื่อมโยงกับการแต่งตั้งโยกย้าย รวมถึงมีการกระจายอำนาจเรื่องงบประมาณ และการปรับโอนภารกิจให้เหมาะสม เช่น หากเป็นงานโดยตรงของหน่วยงานนั้นๆ ก็ให้หน่วยงานนั้นๆ รับผิดชอบไป แต่หากเป็นความรับผิดชอบก้ำกึ่งระหว่างตำรวจและหน่วยงานนั้นๆ ก็จะให้ตำรวจเป็นผู้รับผิดชอบ พร้อมกันนี้ยังกำหนดให้มีการตั้งคณะกรรมการอิสระรับเรื่องร้องเรียนตำรวจ โดยองค์ประกอบของคณะกรรมการจะไม่ใช่ตำรวจเป็นส่วนใหญ่ จะเป็นฝ่ายพลเรือนที่ได้รับการสรรหามาอย่างเหมาะสม เพื่อรับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนในเรื่องที่เกี่ยวกับการกระทำของตำรวจ และคณะกรรมการสามารถเสนอให้หน่วยงานลงโทษเจ้าหน้าที่ตำรวจนั้นๆ ได้ เมื่อการตรวจสอบ สอบสวนปรากฏว่าผิดจริง
“แต่ก่อนเวลาชาวบ้านพบเห็นการทำผิดของตำรวจ การรับส่วย รีดไถ หรือบังคับข่มขู่ ไม่รู้จะไปร้องเรียนกับใคร ก็ไปร้องเรียนตำรวจ พอร้องเรียนกับตำรวจก็เกิดความไม่สบายใจ กลัวจะไม่ได้รับความเป็นธรรม เพราะตำรวจอาจจะช่วยเหลือกัน การตรวจสอบ เอาผิดและลงโทษก็ไม่มีประสิทธิผล ดังนั้นจึงต้องตั้งหน่วยงานอิสระนี้ขึ้นมา และขอย้ำว่าจะเป็นคณะกรรมการที่มีความเป็นกลาง มีวุฒิภาวะ และ มีอำนาจ เป็นที่พึ่งให้แก่ประชาชนได้แบบจริงๆ จังๆ” พล.อ.บุญสร้าง อธิบายการตั้งคณะกรรมการอิสระ
เมื่อพูดถึงการกระจายอำนาจแบบบูรณาการ โดยเฉพาะการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจระดับผู้บังคับบัญชาตั้งแต่ยศ “พล.ต.ต.” ขึ้นไป หากมีการโยกย้ายออกจากต้นสังกัดต้องผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการก.ตร.เท่านั้น ขณะที่การแต่งตั้งนายตำรวจยศ “พ.ต.อ.” ลงมา กองบัญชาการนั้นๆ สามารถแต่งตั้งโยกย้ายได้ แต่ไม่สามารถโยกย้ายข้ามสังกัดได้ ซึ่งนายตำรวจต้องเติบโตใน 12 แท่งหลัก คือ กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1-9 ตำรวจตระเวนชายแดน ตำรวจนครบาล และกองบัญชาการตำรวจพิสูจน์หลักฐาน จึงห้ามคนในสังกัดออก และห้ามคนนอกเข้าต้นสังกัด เพื่อป้องกันเด็กฝาก-เด็กเส้น ที่อาจจะไม่เติบโตในสังกัดของตัวเอง นอกจากนี้ งานสืบสวนสอบสวนที่ก่อนหน้ามีการเสนอให้แยกขาดออกจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่คณะกรรมการปฏิรูปตำรวจยังเห็นว่างานสอบสวนควรคงไว้ให้อยู่ในความดูแลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพราะเห็นว่าต้องทำงานควบคู่ไปกับงานป้องกันและปราบปราม พร้อมเสนอว่าห้ามโอนย้ายคนที่ไม่ได้ทำงานด้านสอนสวนเข้ามาทำงาน และกำหนดให้พนักงานสอบสวนจะต้องมีชั้นยศเป็นรองสาววัตร หรือ "ร.ต.ต." ขึ้นไปเท่านั้น และห้ามคนนอกเข้ามาอยู่ในสังกัด เพื่อให้สามารถเติบโตจนถึง “พ.ต.อ.” ก่อนที่จะย้ายไปทำงานในฝ่ายบริหารได้ จนเติบโตมีโอกาสเป็นถึง “ผบ.ตร.” ได้
อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการปฏิรูปตำรวจ ยังเสนอให้เพิ่มเงินเดือนตำรวจ โดยในระดับชั้นประทวนเพิ่ม 4,300-5,000 บาทต่อเดือน และในระดับสัญญาบัตรเพิ่ม 18,500-21,500 บาทต่อเดือน โดยอ้างว่างานจะมีผลทำให้ตำรวจมีความเสี่ยงกว่าข้าราชการพลเรือน และให้เพิ่มค่าทำสำนวนขึ้นอีก 100% โดยให้เหตุผลว่าอัตราที่ใช้อยู่กำหนดไว้เมื่อ พ.ศ. 2534 ซึ่งค่าทำสำนวนใหม่ คือ 1.กรณีที่เกิดคดีอาญาขึ้นและไม่รู้ตัวผู้กระทำผิด เสนอให้จ่ายไม่เกินคดีละ 500 บาท (เดิมไม่จ่าย) 2.ความผิดที่มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี เสนอให้จ่ายไม่เกินคดีละ 1,000 บาท (เดิมจ่าย 500 บาท) 3.ความผิดที่มีอัตราโทษจำคุก 3-10 ปีเสนอให้จ่ายไม่เกินคดีละ 2,000 บาท (เดิมจ่าย 1,000 บาท) และ 4.ความผิดที่มีอัตราโทษจำคุก 10 ปีขึ้นไป เสนอให้จ่ายไม่เกินคดีละ 3,000 บาท (เดิมจ่าย 1,500 บาท)
เกี่ยวกับงานด้านสอบสวน ถือเป็นด่านสำคัญที่ตำรวจซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนต้องเผชิญกับประชาชนโดยตรง โดย นายธานิศ เกศวพิทักษ์ ประธานอนุกรรมการด้านการบังคับใช้กฎหมายและระบบสอบสวนคดีอาญา บอกว่า เรื่องสำคัญที่สุดคือ การปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานสอบสวน จะทำอย่างไรให้พนักงานสอบสวนมีอำนาจอิสระ ไม่อยู่ภายใต้อำนาจใคร ซึ่งที่ผ่านมาได้รับการสะท้อนจากประชาชนมาตลอด ว่า ไม่ได้รับความเป็นธรรม เพราะพนักงานสอบสวนไม่มีอิสระในการทำงาน ทำสำนวนบิดเบือน เอนเอียง เนื่องจากมีเบื้องหลัง ทั้งนี้เพื่อให้พนักงานสอบสวนมีอิสระ จะต้องมีหลักประกันในการทำหน้าที่ จึงมีการปรับปรุงการเลื่อนตำแหน่ง ให้อยู่ในสัดส่วนของตัวเองจนถึงตำแหน่งสูงสุด ไม่ต้องไปแย่งตำแหน่งกับสายป้องกันและปรามปราม ซึ่งข้อดีคือจะทำให้พนักงานสอบสวนเติบโตอย่างเป็นมืออาชีพ ไม่ต้องกลัวการสั่งย้าย หรือแทรกแซงในหน้าที่ได้ และเชื่อมั่นว่า เมื่อใช้บังคับระบบใหม่แล้ว พนักงานสอบสวนน่าจะพอใจที่จะมีหลักประกันและมีความภาคภูมิใจในการทำหน้าที่ สำหรับประเด็นเรื่องค่าตอบแทนของตำรวจ ก็ไม่ได้พิจารณาด้วยอารมณ์และความรู้สึก แต่นำงานวิจัยมานำเสนอเพื่อเปรียบเทียบกับตำรวจทั่วโลก ซึ่งจะต้องให้ค่าตอบแทนตำรวจอย่างเพียงพอต่อหน้าที่การทำงานด้วย
ขณะเดียวกัน พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ ประธานอนุกรรมการด้านการรับฟังความเห็น อธิบายว่า คณะอนุกรรมการได้ดำเนินการรับฟังความคิดเห็นทุกภูมิภาคทั่วประเทศ แล้วนำมาสรุปประมวลผลเสนอต่อคณะกรรมการชุดใหญ่ เพื่อให้คณะกรรมการรับทราบความต้องการการปฏิรูปตำรวจของประชาชน โดยเตรียมนำกฎหมาย 4 ฉบับเสนอต่อคณะรัฐมนตรี ทั้งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ แก้ไขเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายและค่าตอบแทน โดยต้องพิจารณาให้เสร็จสิ้นภายในสิ้นปีนี้ และพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับอำนาจหน้าที่ และภารกิจของตำรวจ 28 ฉบับ รวมทั้ง กฎหมาย ป.วิอาญา ที่ให้พนักงานสอบสวนใช้นิติวิทยาศาสตร์ในการตรวจดีเอ็นเอ ขณะเดียวกัน คณะกรรมการได้ทำรายงานผล 700 หน้าเสนอต่อสาธารณชนต่อไป
ด้าน นายเอกภพ เหลืองประเสริฐ รองประธานกต.ตร.สน.สายไหม ในฐานะที่เป็นตัวแทนภาคประชาชนและคลุกคลีกับการทำงานของตำรวจ ให้ความเห็นว่า จากการสรุปข้อเสนอของคณะปฏิรูปตำรวจ เป็นที่น่าพอใจ โดยเฉพาะเรื่องการแต่งตั้ง ผบ.ตร. ซึ่งมองแล้วเป็นการปิดช่องไม่ให้ฝ่ายการเมืองมาแทรกแซง แต่จะทำได้จริงหรือเปล่าต้องรอติดตาม อย่างไรก็ตาม ขอเสริมความเห็นกรณีที่จะมีการตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อไว้ให้ประชาชนร้องเรียนตำรวจทำผิด อันนี้เป็นสิ่งที่ดี แต่ต้องทำให้เกิดความเป็นธรรมทั้ง 2 ฝ่ายอย่างตรงไปตรงมา ถ้าหากตรวจสอบแล้วว่าตำรวจที่ได้รับการร้องเรียนไม่ผิด ควรเอาผิดกับผู้ร้องด้วย ไม่เช่นนั้นขวัญกำลังใจจะเสียหมด
เช่นเดียวกับนายตำรวจระดับ รอง ผกก. ที่บอกว่า เห็นด้วยกับข้อเสนอคณะปฏิรูป เพราะการแต่งตั้งโยกย้ายจะได้รับความเป็นธรรม ยึดตามหลักอาวุโส และผลงานโดดเด่น เติบโตไปตามวาระ ไม่ถูกกลั่นแกล้ง ไม่มีเด็กฝาก เด็กเส้นใหญ่ แต่คาดว่าทางฝ่ายการเมือง ไม่ว่าจะเป็นการเมืองปกติหรือไม่ก็ตาม คงไม่ค่อยพอใจสักเท่าไหร่ โดยเฉพาะการเลือก ผบ.ตร. คนใหม่
แม้ภารกิจของคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจจะจบ หาข้อสรุปยื่นข้อเสนอได้แล้ว แต่การบังคับใช้ระบบใหม่ตามข้อเสนอปฏิรูปยังไม่เกิดขึ้นทันทีทันใด หากแต่ต้องรอกันไปอีกยาวๆ เป็นปี หรือปีกว่า เพราะขั้นตอนหลังจากนี้ คือ วันที่ 29 มีนาคม 2561 ส่งผลสรุปข้อเสนอการปฏิรูปตำรวจ ให้นายกรัฐมนตรีพิจารณา หากจะเพิ่มเติมหรือแก้ไขก็เป็นอำนาจของนายกฯ จากนั้นก็จะส่งให้คณะรัฐมนตรี(ครม.)เห็นชอบ แล้วส่งต่อให้กฤษฎีกา เมื่อพิจารณาเสร็จก็ส่งกลับมายัง ครม.อีกรอบ ก่อนจะส่งให้ สนช.ออกเป็นกฎหมาย และจะต้องออกอนุบัญญัติหรือกฎหมายลูก เพื่อเป็นกฎระเบียบข้อบังคับ กว่าจะเข้าสู่การปฏิบัติได้จริง เมื่อเข้าสู่การปฏิบัติแล้ว ก็จะต้องเข้าไปปรับเปลี่ยนความเคยชินในการใช้ระบบเก่าสู่ระบบใหม่อีกสักระยะ
ต้องรอดูกันยาวๆว่า การปฏิรูปครั้งนี้จะปิดทางแทรกแซงฝั่งการเมืองจากการแต่งตั้งแม่ทัพสีกากีได้จริงหรือไม่ เด็กเส้น เด็กฝาก การวิ่งเต้นเซ็งลี้เก้าอี้จะไม่มีจริงหรือเปล่า..!?



