คอลัมนิสต์

ความเป็นอิสระของ กกต. ใต้เงา คสช.

ความเป็นอิสระของ กกต. ใต้เงา คสช.

30 มี.ค. 2561

ความเป็นอิสระของ กกต. ใต้เงา คสช. : คอลัมน์... ขยายปมร้อน  โดย... จักรวาล ส่าเหล่ทู

 

          จบลงไปแล้วในการชี้แจงของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ถึงข้อปฏิบัติที่พรรคการเมืองเก่าจะทำอะไรได้บ้างในขั้นตอนการยืนยันสมาชิกพรรคการเมือง ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน เป็นต้นไป เนื่องจากการมาของคำสั่ง คสช. ที่ 53/2560 ทำให้อะไรๆ ก็ดูอลเวงมากขึ้นกว่าเดิม ในกรณีที่ให้พรรคการเมืองเก่าต้องยืนยันสมาชิกพรรคภายใน 30 วัน

          ดูเหมือนว่าในการชี้แจงวันดังกล่าวที่หลายๆ คนก็ต้องการความชัดเจนในข้อปฏิบัติจากคำสั่งที่เขียนดูคลุมเครือแต่ก็ไม่ได้ทำให้หมอกควันที่บังตาหายไปหมดเสียทีเดียว เพราะยังมีบางข้อคำถามที่กกต. ตอบไม่ได้ เช่นเรื่อง การชำระค่าบำรุงสมาชิก ที่จะให้จ่ายภายใน 4 ปี หรือ 30 วันกันแน่ หรือจะเป็นเรื่องให้หัวหน้าพรรครับรองว่าสมาชิกพรรคได้รับรองคุณสมบัติของตัวเองแทน การให้หัวหน้าพรรครับรอง เพราะเป็นเรื่องยากที่หัวหน้าพรรคจะรู้คุณสมบัติของสมาชิกพรรคทุกคน เป็นต้น

          โดยเรื่องพวกนี้กกต.ยอมรับว่าต้องไปปรึกษาคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก่อนว่าจะแก้ไขอะไรได้หรือไม่ แม้ว่าในที่ประชุมวันนั้นจะมีคนเสนอขอให้กกต.เป็น “คณะกรรมการกล้าตาย” เสนอ คสช.ปลดล็อกพรรคการเมือง เพราะมีหลายๆ อย่างที่ยังทำตามกฎหมายไม่ได้ เนื่องจากติดคำสั่งคสช.57/2557 แต่คำตอบของ กกต. คือ 

          “ขอบคุณในคำแนะนำ แต่คงปฏิบัติไม่ได้ เพราะคนที่พยายามจะทำก็ได้พ้นจากตำแหน่งไปแล้วครับ”   เรียกเสียงฮาแบบขำขื่นกันทั้งห้องประชุม  เอาเป็นว่าอะไรที่ไม่ชัดก็ต้องจบที่ คสช. เป็นสุดท้าย

          กกต.เป็นองค์กรอิสระที่เกิดขึ้นครั้งแรกในรัฐธรรมนูญปี 2540 โดยเจตนารมณ์นี้ก็คือให้องค์กรนี้ควบคุมการเลือกตั้งแทนกระทรวงมหาดไทย โดยเน้นที่ความเป็นอิสระไม่เกี่ยวข้องทางการเมือง หรือรัฐบาล อีกทั้งต้องไม่เป็นข้าราชการ หรือเป็นลูกจ้างรัฐวิสาหกิจ สรุปง่ายๆ คือจะต้องจัดการเลือกตั้งให้เป็นธรรมมากที่สุด และต้องตรวจสอบใต่สวนในกรณีที่มีการผิดกฎหมายการเลือกตั้งและการทำประชามติด้วย หากจำเป็น

          ที่ต้องมีก็เพราะในอดีตมีข้อครหาถึงเรื่องความไม่เป็นกลางของกระทรวงมหาดไทย ว่าอาจมีการเอื้อประโยชน์ให้รัฐบาลในสมัยนั้น ซึ่งก็เชื่อเช่นนั้นได้เพราะว่าอยู่ภายใต้การกำกับของรัฐบาล จึงต้องมีคนกลางมาจัดการเลือกตั้ง  แต่ทว่า มาเวลานี้ดูเหมือนว่า กกต. ที่เราเชื่อมั่นว่าจะอิสระนั้นก็ไม่อิสระเสียแล้ว เห็นได้จากการตีความกฎหมายต่างๆ หรือตีความคำสั่งคสช. ยังอ้ำๆ อึ้งๆ ไม่ชัดเจนหลายประเด็น ต้องอาศัยการปรึกษาร่วมกันอยู่ ทั้งๆ ที่ กกต.เองสามารถตีความเลยก็ได้ ส่วนจะเรียกร้องเพื่อความสงบความมั่นคงนั้นก็คงจะเชื่อได้ยาก นั่นก็เพราะข้อถกเถียงต่างๆ ที่เกิดขึ้น ดูเหมือนจะเป็นการทอนกำลังพรรคการเมืองเก่าๆ เสียมากกว่า เพื่อที่จะให้เกิดความเรียบร้อย ซึ่งมีคนเคยพูดว่า ถ้าคนที่จ้องจะป่วนเขาไม่รอให้ปลดล็อกพรรคการเมือง แล้วมาประชุมเพื่อป่วนสถานการณ์กันหรอก

          หรือในช่วงการทำประชามติเองก็ดี ถ้ายังจำกันได้ช่วงนั้น กกต. ก็จัดให้มีการรณรงค์ ชี้แจงข้อดีของร่างรัฐธณรมนูญฉบับฉบับ 2560 ซึ่ง กกต.เองก็มีน้ำใจ จัดให้เวทีประชาสัมพันธ์ร่างรัฐธรรมนูญในค่ายทหาร แม้จะมีเสียงคัดค้านว่าจะทำให้คนเห็นต่างไม่กล้าไป หรือแสดงความไม่เห็นด้วย แต่ กกต. สมชัย ศรีสุทธิยากร กล่าวว่า “การจัดเวทีในค่ายทหารนั้นคิดว่าน่าจะมองเรื่องความปลอดภัยเป็นหลัก เพราะมีบุคคลสำคัญมาร่วม หากเกิดปัญหาขึ้นก็เกรงว่าจะดูแลไม่ไหว”

          แต่ก็อย่างที่เห็น “เสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึกฆ่าขุนพล”  วันนี้ชะตากรรมของ “สมชัย” ทุกคนย่อมรู้ดี และการประกาศปลด “สมชัย” ยิ่งเป็นการส่งสัญญาณไปถึง กกต. คนอื่นว่าอย่าริอาจแตกแถว

          แค่นี้ก็เห็นว่าการทำหน้าที่ของ กกต. ในยุค คสช. เขามาคุมความสงบเรียบร้อยเป็นเช่นไร โดยมักจะสอดคล้องกับแนวทางของคสช. ไปเสียหมด ราวกับว่าการจะดำเนินการอะไรก็ต้องเป็นไปในทิศทางเดียวกับผู้มีอำนาจ หรือต้องมีการปรึกษากันก่อน แม้ กกต.จะบอกว่า บางเรื่องเป็นส่วนอำนาจของคสช. กกต.มิอาจก้าวล่วงได้ จนนำมาสู่ความสงสัยที่ว่าท้ายที่สุดแล้วอำนาจเด็ดขาดในการจัดเลือกตั้งนั้นอยู่ที่ใคร กกต. หรือ คสช. 

          ความเป็นอิสระหรือความมีอำนาจของกกต. ยิ่งถูกท้าทายเมื่อถูกนักการเมืองถามเรื่องวันเลือกตั้งในที่ประชุมเมื่อวันที่ 28 มีนาคม ซึ่งรองเลขาธิการกกต. ระบุเพียงว่า “ไม่อาจตอบได้ เพราะทุกคนก็รู้เท่าๆ กัน” แค่นี้เราก็น่าจะเห็นแล้วว่าเป็นอย่างไร
 
          เอาเป็นว่าเมื่อเห็นแนวทางการทำงานของกกต. เป็นเช่นนี้ ก็น่าสนใจว่าการเลือกตั้งเราจะเชื่อในความสุจริตและเที่ยงธรรมได้มากน้อยแค่ไหน เพราะอย่าลืมว่าคำสั่งคสช.ยังคงเป็นปัญหาในทางปฏิบัติของบรรดาพรรคการเมือง แถมหัวหน้า คสช.เอง ก็นั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี และยังมีข่าวลือหนาหูว่าจะเข้ามาเป็นนายกฯ อีกสมัยทั้งจะมีพรรคการเมืองเสนอชื่อ รวมถึงเข้ามาเป็นนายกฯ คนนอกด้วย 

          แม้จะมีการระบุว่า กกต.ชุดใหม่จะได้ก่อนการเลือกตั้งครั้งต่อไป แต่จะเป็นใครก็แล้วแต่ หากคำสั่งหัวหน้า คสช. ยังมีอิทธิฤทธิ์เหนือความมีอยู่ของกกต. เรื่องความเป็นกลางก็ยังต้องถูกตั้งข้อสงสัยอย่างปฏิเสธไม่ได้  แถมด้วยท่าทีของกกต. ก็ทำให้เห็นแล้วว่า “นาทีนี้ใครใหญ่”