
คู่มือความปลอดภัย...ลดเสี่ยงตาย "ทัวร์มรณะ"
คู่มือความปลอดภัย...ลดเสี่ยงตาย "ทัวร์มรณะ" บายไลน์ : นลิน สิงหพุทธางกูร ทีมล่าความจริง เนชั่นทีวี 22
ตั้งแต่เกิดอุบัติเหตุรถทัวร์ท่องเที่ยวรายล่าสุด ซึ่งคร่าชีวิตผู้เคราะห์ร้ายไปถึง 18 คน บาดเจ็บอีก 32 คน และสาเหตุได้พลิกไปจากเบรกแตก กลายเป็นโชเฟอร์เสพยา จะเห็นได้ว่าสังคมมีการตั้งคำถามถึงคุณภาพรถบัส 2 ชั้นกันมาก
วิธีแก้ที่พอมองเห็นก็คือการคุมเข้มจากหน่วยงานที่รับผิดชอบ ตามกฎระเบียบที่ออกมาใหม่ๆ เป็นระยะ แต่ปัญหาก็ย้อนกลับไปจุดเดิม คือการบังคับใช้กฎหมายมีประสิทธิภาพแค่ไหน ถ้าเรายังอยู่กันในสภาพนี้ เชื่อได้เลยว่าอุบัติเหตุที่ก่อความสูญเสียครั้งใหญ่แบบนี้จะยังเกิดขึ้นอีกอย่างแน่นอน
ฉะนั้นสังคมจึงควรกลับมาตั้งคำถามใหม่ในมุมมองของ “ผู้บริโภค” หรือ “ผู้ใช้บริการ” กันบ้าง ซึ่งก็คือประชาชนคนธรรมดาที่ต้องพึ่งพารถบัสรถทัวร์อย่างเราๆ นี่แหละ เพราะบางความสูญเสียในบางกรณีหรือเกือบทุกกรณี พวกเราก็ป้องกันกันเองได้...ถ้าไม่ประมาท
ทีมข่าว “ล่าความจริง” ตั้งคำถามกับ นพ.ธนะพงศ์ จินวงษ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน เป็นการตั้งคำถามในมุมของผู้บริโภค อยากรู้แบบง่ายๆ ว่า สมมุติเรานั่งรถทัวร์ 2 ชั้น นั่งตรงไหนจะปลอดภัยที่สุดเวลาที่เกิดอุบัติเหตุ ประเด็นนี้ นพ.ธนะพงศ์ บอกว่า ถ้าจะต้องมาระบุว่าที่นั่งตรงไหนปลอดภัย ก็คงบอกไม่ได้ เพราะแต่ละอุบัติเหตุมีความเสี่ยงกับผู้โดยสารแตกต่างกัน รถบางคันชนด้านหน้า บางคนชนด้านหลัง หรือไม่อย่างกรณีล่าสุด ชนแบบพลิกตะแคง แล้วรูดไปตามถนนด้วย ฉะนั้นเรื่อง “ที่นั่งปลอดภัย” จึงไม่สามารถบอกได้ตายตัว
แต่สำหรับ “หลักปฏิบัติ” สำหรับผู้โดยสารที่ต้องท่องจำไว้ขึ้นใจ ถ้าไม่อยากตายเป็นผีเฝ้าถนน มีอยู่ 3 สเต็ป
สเต็ปแรก คือ การเลือกรถ โดยก่อนเดินทางต้องเช็กลิสต์สิ่งที่ “ขาดไม่ได้” กันก่อน เริ่มจากผู้เดินทางต้องรู้ว่ารถคันที่จะใช้โดยสาร ผ่านมาตรฐานหรือไม่ ยังมีใบอนุญาตประกอบการหรือเปล่า (เคสล่าสุดที่ตาย 18 ศพ ขาดต่อใบอนุญาตและไม่ได้ตรวจสภาพตามเวลาที่กำหนด) ประวัติรถเป็นอย่างไร ตรวจสภาพครั้งสุดท้ายเมื่อไร ผลตรวจเป็นอย่างไร
อย่างรถบัสที่เพิ่งเกิดอุบัติเหตุ ถ้าเราจะเหมานำเที่ยว ก็ควรรู้ว่ารถจดทะเบียนเมื่อไร (ก่อนหรือหลังระเบียบใหม่ที่ออกมาควบคุมรถบัสสองชั้นเมื่อปี 57) ถ้าเป็นไปได้ ต้องขอดูประวัติผู้ประกอบการด้วยว่าบริษัทนี้ประวัติดีหรือไม่ ขอดูประวัติคนขับด้วยยิ่งดี
ที่สำคัญ รถมีประกันทั้งภาคบังคับและภาคสมัครใจไหม เพราะถ้ามีแต่ประกันภาคบังคับ เวลาเกิดอุบัติเหตุจริงๆ แล้วมีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิตจำนวนมาก เงินเยียวยาที่ได้จากบริษัทประกันภัยจะน้อย ไม่คุ้ม บางเคสเสียชีวิตได้เงินหลักหมื่นก็มี ฉะนั้นต้องดูกันเลยว่ามีประกันแบบสมัครใจ หรือ PA ด้วยหรือเปล่า หรือไม่อย่างนั้น ผู้โดยสารก็ทำประกันกันเองในกลุ่มทัวร์
นอกจากนั้น ผู้ที่ต้องการเดินทางยังต้องวางแผนเส้นทางด้วย อย่าคิดแต่ว่าจะประหยัด แล้วเลือกไปทางลัด หรืออยากประหยัดเลยออกเดินทางกลางดึก เพราะบางครั้งระยะทางเกิน 400 กิโลเมตร บริษัทเจ้าของรถทัวร์ก็ไม่ยอมเปลี่ยนคนขับให้ ทั้งหมดนี้จริงๆ แล้วสามารถเรียกร้องจากผู้ประกอบการรถบัสรถทัวร์ได้ เพื่อเตรียมวางแผนกันไว้ก่อน สำคัญที่สุดอย่าลืมใส่ไว้ในสัญญาด้วย จะได้มีผลทางกฎหมาย
สเต็ปสอง ระหว่างเดินทาง เวลาไปเที่ยวเป็นกรุ๊ปทัวร์ ภาพที่เห็นทั่วไปคือการร้องรำทำเพลง บางกรุ๊ปมีดื่มแอลกอฮอล์ด้วย เรื่องนี้่ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน เตือนว่า อยากจะให้ฉุกคิดสักนิดว่าเส้นทางที่เรากำลังผ่านนั้น อยู่บนเส้นทางเสี่ยงหรือเปล่า เท่านั้นยังไม่พอ การเต้นๆ โยกๆ กันบนรถทัวร์ โดยเฉพาะรถบัส 2 ชั้น ยิ่งโยกหนักเท่าไร ยิ่งเป็นการเพิ่มแรงเหวี่ยงให้รถ เพราะฉะนั้นพึงระลึกไว้เสมอว่า ถ้าใครนั่งรถแล้วไม่ได้อยู่กับที่นิ่งๆ พร้อมกับคาดเข็มขัดไว้ คนนั้นแหละอันตรายที่สุด (นี่ยังไม่รวมพฤติกรรมอื่นที่อาจเป็นการเพิ่มความเสี่ยง อย่างเช่น การเร่งคนขับให้ขับรถเร็วๆ เพื่อจะได้ไปช็อปปิ้ง)
สเต็ปที่สาม เมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้นแล้ว แม้จะไม่สามารถระบุได้ชัดๆ ว่านั่งตรงไหนแล้วจะรอด แต่ก็ยังพอมีวิธีเฝ้าระวัง นึกภาพง่ายๆ เวลาเราเดินทางโดยเครื่องบิน บนเครื่องจะมีป้ายสัญลักษณ์ หรือ “ไฟบอกทาง” ชี้ให้เราเห็นว่าประตูฉุกเฉินอยู่ตรงไหน แต่สำหรับรถบัสรถทัวร์ น้อยคนที่จะรู้ว่าปกติแล้วกระจกรถบัสทุบไม่แตก ทั้งคันรถมีเพียง 1 บานเท่านั้นที่แตกได้ เพราะฉะนั้นถ้ามีการให้ความรู้กันสักนิด ก็จะได้ช่วยกันเฝ้าระวัง
นอกจากนั้น ทุกครั้งที่รถบัสไม่ได้แล่นไปตามเส้นทาง เช่น จอดซ่อมอะไหล่ คนที่อยู่บนรถต้องอย่าปล่อยผ่าน นพ.ธนะพงศ์ บอกว่า เคยเกิดกรณีที่รถบัสแวะเชื่อมเหล็ก แล้วมีประกายไฟ ปรากฏว่าไฟไหม้ยกคัน มีคนตายมาแล้ว
อีกหนึ่งเรื่องที่ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน เตือนมาก็คือ ระหว่างเดินทาง ให้ระมัดระวังอุปกรณ์ที่อาจทำให้เกิดอันตรายกรณีฉุกเฉิน โดยเฉพาะอุปกรณ์ที่เป็นของแข็ง มีคม หรือมีขนาดใหญ่ เพราะเคยมีเคสรถทัวร์เก็บอุปกรณ์ดนตรีไว้ด้านบน เมื่อรถพลิกคว่ำ กลองยาวขนาดใหญ่กระเด็นตกลงมา ทำให้ผู้โดยสารบาดเจ็บ
สำหรับกรณีที่เพิ่งเกิดเหตุสลดขึ้น เป็นรถบัส 2 ชั้น ซึ่งจริงๆ แล้วชั้นล่างคือจุดที่ปลอดภัยมากกว่าชั้นบน เพราะมีจุดศูนย์ถ่วงมากกว่า ที่สำคัญเมื่อดูแลตัวเองแล้วก็อย่าลืมดูแลคนขับ เพราะบางทัวร์มัวแต่สนุกกัน ถ้าจะมีใครสักคนคอยผลัดเวียนกันไปคุยกับคนขับบ้าง ดูความเร็วรถบ้าง ดูความไม่ชอบมาพากลต่างๆ บ้าง ก็จะช่วยป้องกันได้อีกทาง



