
คสช.หวั่น กลุ่มป่วน จองกฐิน ช่วงรอยต่อเลือกตั้ง
น่ากลัวกว่าพรรคเกิดใหม่ !!คสช.หวั่น กลุ่มป่วน จองกฐิน ช่วงรอยต่อเลือกตั้ง บายไลน์ : สำนักข่าวเนชั่น
การประชุมคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.เป็นประธาน ในห้วงสัปดาห์ผ่านมา เพื่อติดตามสถานการณ์บ้านเมือง ป้องกันปัญหาและอุปสรรคที่จะเกิดขึ้นในช่วงรอยต่อที่จะนำไปสู่การเลือกตั้ง เดือนกุมภาพันธ์ 2562 ซึ่งนอกจาก 15 สมาชิก คสช.แล้ว ยังมี กระทรวงมหาดไทย ฝ่ายความมั่นคง และทีมกฎหมาย เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง
โดยมีหัวข้อสำคัญคือ ให้ร่วมกันพิจารณาพฤติกรรมการแสดงความคิดเห็นผ่านสื่อของ นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต. ต่อกรณีสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ส่ง ร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ตามคำแนะนำของ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.) ซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิก คสช.ที่นั่งประชุมอยู่ด้วย ว่าจะเป็นสาเหตุให้โรดแม็พเลือกตั้งเลื่อนไป 2-6 เดือน
ทั้งนี้ ที่ประชุมเห็นตรงกันว่า นายสมชัย เป็นสมาชิก กกต. ที่มีพฤติกรรมให้สัมภาษณ์ในลักษณ์ชี้นำ ขาดความเป็นเอกภาพ ส่งผลกระทบต่อการดำเนินการเลือกตั้ง รวมถึงโรดแม็พ และยังสร้างเงื่อนไขให้กลุ่มต่อต้านนำมาเป็นประเด็นโจมตี รัฐบาลและคสช.จึงเห็นพ้องให้ใช้ มาตรา 44 ยุติการปฏิบัติหน้าที่ของนายสมชัย ทันที
นอกจากนี้ ในที่ประชุมยังสรุปภาพรวมของผู้ประสงค์จัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ จดแจ้งตั้งพรรคการเมืองต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม จนถึงขณะนี้ มีจำนวน 70 พรรค ว่าแต่ละกลุ่มก้อน มีที่มาที่ไปอย่างไร ในการเข้ามาต่อสู้ตามวิธีระบอบประชาธิปไตย ภายใต้กฎกติกาเดียวกัน โดยประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินผ่านการเลือกตั้ง
กระแสมาแรง ‘พรรคอนาคตใหม่’ ของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ รองประธานกรรมการบริหาร ไทยซัมมิท กรุ๊ป คสช.มองว่า เพราะความเกี่ยวพันกับอดีตนักการเมือง นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตรัฐมนตรีคมนาคม ยุคนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และนายปิยบุตร แสงกนกกุล นักวิชาการกลุ่มคณะนิติราษฎร์ ที่ยังคงยึดมั่นในหลักการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112
แม้ว่า นายธนาธร ย้ำจุดยืนว่า การแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 ไม่ใช่นโยบายของพรรคอนาคตใหม่ และไม่อยากให้มองที่นามสกุล ‘จึงรุ่งเรืองกิจ’ พร้อมประกาศเป็นพรรคนอมินีของประชาชน แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า สิ่งที่เขาพยายามสลัดให้พ้นตัวนั้น คือ จุดที่เรียกความสนใจจากประชาชนมากที่สุด โดยเฉพาะฉายา ‘ไพร่หมื่นล้าน’ ที่เขาถูกขนานนาม ทำให้หวนนึกถึงวาทกรรม ไพร่-อำมาตย์ ของนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) หรือคนเสื้อแดง ใช้ปลุกระดมการชุมนุมทางการเมืองเมื่อปี 2553 ทำให้เกิดความรู้สึกแบ่งแยกทางชนชั้น สร้างความเกลียดชัง
“หัวหน้า คสช.ไม่ได้สั่งการให้จับตาพรรคการเมืองเกิดใหม่พรรคใดเป็นพิเศษ หากทุกพรรคเดินตามกรอบกฎหมาย คสช.ก็ไม่เข้าไปยุ่ง เมื่อเป็นพรรคการเมืองแล้ว กรอบระเบียบของ กกต.ควบคุมอยู่ ว่าสิ่งไหนทำได้ หรือไม่ได้ แต่หัวหน้า คสช.เป็นห่วง คำว่า ‘ไพร่หมื่นล้าน’ เพราะทำให้รู้สึกถึงการแบ่งชนชั้น ที่เคยมีปัญหาในอดีต ซึ่งทุกวันนี้ก็ลืมเลือนไปแล้ว ทั้งนี้ หัวหน้า คสช. ไม่สามารถไปสั่ง หรือขอให้เปลี่ยนการใช้คำ” หน่วยงานความมั่นคง กล่าว
ในขณะเดียวกัน คสช.ยังต้องติดตามความเคลื่อนไหวกลุ่มการเมืองเก่า โดยเฉพาะพรรคที่ยังคงมีบทบาทต่อสถานการณ์บ้านเมือง ทั้งพรรคเพื่อไทย และพรรคประชาธิปัตย์ ในการจัดทำทะเบียนรายชื่อสมาชิก และให้สมาชิกชำระค่าบำรุงพรรค หลังวันที่ 1 เมษายน-1 พฤษภาคมนี้ แม้ว่า คสช.ไม่ได้เคร่งครัด และเปิดโอกาสให้แสดงความคิดเห็นไปบ้างแล้ว แต่ทุกอย่างต้องควบคุมอยู่บนพื้นฐานความเท่าเทียม ไม่มีใครได้เปรียบ-เสียเปรียบ
สำหรับประเด็นที่ พล.อ.ประยุทธ์ ให้ความสำคัญมากที่สุดคืองานด้านความมั่นคง ในช่วงรอยต่อจนกว่าจะถึงวันเลือกตั้ง โดยสั่งการให้ พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะผู้บัญชาการกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย ดูแลความเรียบร้อยในพื้นที่ 4 กองทัพภาคทุกตารางนิ้ว ให้เกาะติดกลุ่มใช้ความรุนแรงทุกกลุ่ม ที่จะเข้ามาสร้างสถานการณ์
“สิ่งที่ต้องกลัว ไม่ใช่พรรคเกิดใหม่ เพราะเขาเดินตามกรอบกฎหมาย แต่กลุ่มที่จะเข้ามาสร้างความวุ่นวายในช่วงรอยต่อที่จะมีการเลือกตั้งนี้ พบว่า มีหลายกลุ่ม หลายก๊วน หลายวัตถุประสงค์ หัวหน้า คสช.กำชับให้ลงไปดู อย่าให้ใครมาปั่นป่วนให้เสียบรรยากาศ ซึ่งเจ้าหน้าที่ต้องติดตามตลอด ยอมรับว่ากลุ่มพวกนี้ไม่เคยหยุดนิ่ง มีการขนย้ายอาวุธ หวังจะสร้างความเสียหายแก่ประเทศ เขาแค่รอจังหวะ โอกาส” หน่วยงานความมั่นคง ระบุ
ส่วนการชุมนุมของกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง คสช.เชื่อมั่นว่าเจ้าหน้าที่ยังสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ ควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมาย รวมถึงจำนวนกลุ่มผู้ชุมนุมยังไม่อยู่ในเกณฑ์ที่ต้องกังวล เพียงแต่ต้องเฝ้าระวังปัจจัย เงื่อนไข การยั่วยุของกลุ่มผู้ชุมนุม ที่จะส่งผลให้เหตุการณ์บานปลายไปสู่การชุมนุมขนาดใหญ่ ที่สร้างความเสียหายแก่ประเทศเหมือนในอดีต เช่น การชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย(พมธ.) กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) และกลุ่มประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็น
ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) หรือแม้แต่ เหตุการณ์ 14 ตุลา, พฤษภาทมิฬ
นับจากนี้เป็นต้นไป การประคับประคองสถานการณ์เพื่อนำไปสู่การเลือกตั้ง ถือเป็นงานหนัก เพราะนอกจากต้องรักษาความเป็นเอกภาพระหว่าง คสช. กับหน่วยงาน องค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องแล้ว การดูแลรักษาความปลอดภัยให้แก่ประชาชน ยังต้องอาศัยการบังคับใช้กฎหมายให้เกิดประสิทธิภาพ รวมถึงระดมสรรพกำลังทั้งทหาร ตำรวจ ช่วยสกัดกลุ่มไม่หวังดีทั้งโจทก์เก่าและโจทก์ใหม่ ที่ดาหน้ากันเข้ามาในช่วงรอยต่อเลือกตั้งนี้



