คอลัมนิสต์

อคติที่ไม่เคยสูญหาย

อคติที่ไม่เคยสูญหาย

23 มี.ค. 2561

อคติที่ไม่เคยสูญหาย : คอลัมน์... โดยวิธีของเราเอง ผู้เขียน... ไพฑูรย์ ธัญญา

 

          ถึงแม้ข่าวการออกหนังสือราชการที่ จ.ขอนแก่น จะเริ่มซาลงจากกระแสสื่อสังคมออนไลน์ แต่ข้อความที่ปรากฏในหนังสือราชการฉบับนั้นว่า “ทำอย่างไรให้ประชาชนหายโง่” ก็ยังคงเป็นถ้อยคำที่แสลงใจชาวไทยอยู่ไม่หาย ไม่น่าเชื่อว่าในพุทธศักราช 2561 ข้าราชการในกระทรวงมหาดไทยยังคงมองว่าประชาชนคนไทยยัง “โง่” กันอยู่อีก ถึงจะออกมาชี้แจงอย่างไรก็ฟังไม่ขึ้นหรอกครับ เพราะนี่ไม่ใช่ความสะเพร่าที่เขียนหนังสือผิด แต่มันเป็นการใช้ถ้อยคำที่ไม่เหมาะสมและแฝงไว้ด้วยอคติอย่างรุนแรง ผู้ร่างหนังสือฉบับนี้จะร่างมาจากความคิดของตัวเอง หรือได้รับมอบหมายมาจากใครที่เหนือกว่าก็ตามที แต่ข้อความนี้มันสะท้อนให้เห็นทัศนคติของข้าราชการไทยที่มีต่อประชาชนอย่างชัดเจน

          พอข่าวนี้ออกมา ทำให้ผมย้อนนึกไปถึงเรื่องสั้น “เขียดขาคำ” ของ ลาว คำหอม หรือคำสิงห์ ศรีนอก ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ ที่ได้รับการตีพิมพ์ในหนังสือรวมเรื่องสั้นชุด “ฟ้าบ่กั้น” มาตั้งแต่ช่วงพ.ศ.2500 กว่าๆ ขึ้นมาทันที เรื่องสั้นเขียดขาคำ เป็นเรื่องของชาวนายากจนในชนบทอีสานเมื่อ 60 ปีก่อน สมัยที่อีสานยังคงเป็นท้องถิ่นทุรกันดาร แห้งแล้ง และด้อยพัฒนา ชาวนาคนนั้นชื่อนายนาค นางาม วันหนึ่งเขากับลูกชายออกไปขุดหาเขียดในหลืบดินแตกระแหง เพื่อเอามาเป็นอาหารประทังชีวิต ขณะที่กำลังขุดหาเขียดอยู่นั่น ลูกชายของเขาถูกงูเห่ากัด นาค นางาม รีบแบกลูกชายกลับบ้าน และไม่รู้จะทำอย่างไรดี เพราะจะพาไปรักษาที่สุขศาลา มันก็อยู่ไกลมาก ที่หนักกว่านั้น คือผู้ใหญ่บ้านมาบอกว่า วันนี้เขาต้องไปอำเภอ เพื่อรับเงินค่าช่วยเหลือคนมีบุตรมากเกินสองคน ผู้ใหญ่ขู่ว่าถ้าไม่ไปก็ “ตะรางนะมึง” นาคได้แต่พะว้าพะวัง ตัดสินใจไม่ถูก ไหนจะห่วงลูกที่อาการร่อแร่ ไหนจะกลัวถูกจับเข้าคุกเพราะไม่ไปรับเงิน ในที่สุด เขาเลือกไปอำเภอ ซึ่งต้องเดินข้ามทุ่งไปไกลมาก

          เมื่อไปถึงอำเภอ ตรงกับเวลาพักเที่ยงพอดี นาค ต้องเสียเวลานั่งรอจนเนิ่นนาน เพราะเสมียนบนอำเภอยังไม่ยอมมาทำงานเสียที รอจนบ่าย รอในขณะที่ใจจดจ่ออยู่ที่ลูกชายซึ่งถูกงูกัด ว่าจะเป็นตายร้ายดีอย่างไรก็ไม่รู้ กว่าพวกเสมียนจะกลับเข้ามาทำงานก็บ่ายมากแล้ว นาคต้องคลานจากประตูไปที่โต๊ะเสมียนด้วยความพินอบพิเทา ครั้นเสมียนถามว่าทำไมถึงมีลูกดก นาคก็ตอบไปตามประสาซื่อว่า คนทุกข์อย่างเขาไม่มีผ้าห่มในหน้าหนาว ก็เลยเอาเมียนี่แหละทำผ้าห่ม ลูกก็เลยคลานตามกันมา คำตอบของนาค ทำให้พวกเสมียนหัวเราะกันอย่างขบขัน แถมถากถางให้อีก พอได้เงินช่วยเหลือนาคก็รีบกลับมาบ้านด้วยความห่วงใยลูกชาย ระหว่างทางก็พบกับเพื่อนบ้านคนหนึ่ง เขาถามว่าได้เงินมาหรือเปล่า นาคตอบว่าได้ เพื่อนบ้านคนนั้นจึงบอกว่า “โชคดีแล้วละนาคเอ๊ย ถ้าแกไปช้าอีกวันเดียวก็ชวดเงินสองร้อย”

          เรื่องสั้นของลาว คำหอม เรื่องนี้ มันช่างบาดลึกลงในความรู้สึกของคนอ่าน เพราะเราได้เห็นว่า บรรดาข้าราชการไทยนั้นเขาปฏิบัติต่อประชาชนคนรากหญ้าอย่างไร เรื่องสั้นชุดฟ้าบ่กั้นนี่เอง ที่เป็นที่มาของวาทกรรม “โง่ จน เจ็บ” ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงสภาพของคนจนในชนบทอีสานในอดีต ที่ไร้การศึกษา อยากจน และเจ็บทั้งกายและใจจากการปฏิบัติของพวกข้าราชการอยู่เสมอ แต่นั่นมัน 60 กว่าปีมาแล้ว...

          ประโยคที่ว่า “ทำอย่างไรให้ประชาชนหายโง่" ฟังดีๆ ก็เหมือนว่า ข้าราชการกระทรวงมหาดไทยนี่ช่างห่วงใยราษฎรเสียจริงๆ อุตส่าห์หาวิธีการช่วยเหลือให้พวกเขาหายโง่ แต่ฟังในฐานะประชาชนทั่วไปแล้วก็ได้แต่จุกและรู้สึกเจ็บแค้นชนิดที่รับไม่ได้ ต่อให้รองผู้ว่าราชการผู้ลงนามในหนังสือ หรือผู้ว่าฯ จะยกทีมออกมาแถลงข่าวขอโทษ มันก็ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นมาเลย

          คิดอีกที กรณี “ทำอย่างไรให้ประชาชนหายโง่” ก็ช่วยให้เราได้ประจักษ์แจ้งเสียทีว่า ต่อให้เวลาผ่านมานานแสนนานแค่ไหน แต่ทัศนคติของข้าราชการไทยที่มีต่อประชาชนคนรากหญ้า ก็ไม่มีวันเปลี่ยน พวกเขามองผู้คนที่เสียภาษีให้เป็นเงินเดือนแก่เขาว่า “โง่” เสมอมา เมื่อคิดว่าประชาชนโง่เสียแล้ว พวกเขาก็จะทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น

          อย่าว่าแต่ข้าราชการมหาดไทยที่ศาลากลางจังหวัดขอนแก่นเลยที่คิดแบบนี้ อันที่จริงรัฐบาลทั้งคณะนั่นแหละที่คิดว่าประชาชนชาวไทยล้วนโง่เง่าเต่าตุ่น เพราะเวลามีเรื่องเสียหายอะไรเกิดขึ้นมา คำแก้ตัวของพวกเขายิ่งทำให้เรารู้สึกว่า คนไทยล้วนแต่กินหญ้ากันทั้งนั้น.