คอลัมนิสต์

เปิดใจ “สมชัย ศรีสุทธิยากร” วันที่ถูก ม.44 ปลดกลางอากาศ

เปิดใจ “สมชัย ศรีสุทธิยากร” วันที่ถูก ม.44 ปลดกลางอากาศ

22 มี.ค. 2561

เปิดใจ “สมชัย ศรีสุทธิยากร” วันที่ถูก ม.44 ปลดกลางอากาศ : คอลัมน์ ... เจาะประเด็นร้อน โดย... ขนิษฐา เทพจร


 

          “เป็นบุญกุศลที่ปลดผม จากนี้ผมจะให้ความเห็นในกรอบที่กว้างขึ้น”

          หลังจากที่ “พล.อ.ประยุทธ์​ จันทร์โอชา” นายกฯ และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีคำสั่งเมื่อค่ำวันที่ 20 มีนาคม ให้ “สมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการการเลือกตั้ง” ยุติการปฏิบัติหน้าที่ เพราะพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ส่อสร้างความสับสนและเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และการจัดการเลือกตั้งให้สำเร็จลุล่วง เพราะการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนถึงความเห็นของตนเกี่ยวกับกระบวนการและกำหนดการการเลือกตั้ง

          ล่าสุด เมื่อวันที่ 21 มีนาคม เวลา 10.00 น. “สมชัย” ฐานะอดีต กกต. เดินทางเข้าสำนักงาน เพื่อเก็บของใช้ส่วนตัวและย้ายออกจากการปฏิบัติหน้าที่ พร้อมกับให้สัมภาษณ์เปิดใจอย่างเป็นทางการหลังถูกคำสั่งปลดฟ้าผ่า

          เขายืนยันว่า คำสั่งหัวหน้าคสช. ที่ 4/2561 ที่สั่งให้ยุติการทำหน้าที่นั้น ขอน้อมรับอย่างไม่มีข้อวิจารณ์หรือความเห็นใดๆ ยอมรับว่าคำสั่งดังกล่าวถือเป็นบุญกุศลที่ให้ออกจากตำแหน่ง กกต.

          “หลังทราบคำสั่ง ผมยังนอนหลับฝันดี และมีเวลาอ่านหนังสือออริจิ้น ที่แดน บราวน์ เป็นผู้เขียน ซึ่งผมเพิ่งซื้อมาจนจบเล่ม และนอนตื่นเช้าเหมือนที่เคยเป็นทุกวัน ส่วนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นผมไม่คิดอะไร ว่าจะใช้ช่องทางไหนเรียกร้องความเป็นธรรม ตามที่หลายคนซักถามว่าจะใช้ช่องทางศาลปกครองฟ้องร้องหรือไม่ และผมเองไม่คิดว่าจะไปถึงขั้นนั้น อย่างไรก็ดีหลังมีคำสั่ง มีผู้โทรศัพท์ถึงผม 30-40 สาย มีทั้งที่รับสายและไม่ได้รับสาย”

          เมื่อถามถึงผลกระทบของคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ถูกสังคมวิจารณ์ว่าอาจจะมีผลเกี่ยวเนื่องกับการจัดการเลือกตั้งที่ใกล้จะมาถึง “อดีต กกต.” ปฏิเสธที่จะให้ความเห็น โดยให้เหตุผลว่ายังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสม แต่ได้นัดหมายสื่อมวลชนให้เข้าเก็บภาพบรรยากาศที่เขาจะปิดฉากการทำหน้าที่ในสำนักงาน กกต. ในวันศุกร์ที่ 23 มีนาคม เวลา 15.00 น. ส่วนการเก็บของใช้ส่วนตัวและสิ่งของอื่นๆ นั้นจะใช้เวลา 2-3 วัน โดยจะเริ่มเคลียร์สิ่งของและจะมอบของใช้บางส่วนให้แก่เจ้าหน้าที่ โดยเฉพาะเสื้อสูทประจำตำแหน่ง กกต. ที่จะยกให้แก่เจ้าหน้าที่ในสำนักงานที่ต้องการ

          ขณะที่การใช้ชีวิตต่อไปหลังจากนี้ “สมชัย” บอกว่าจะกลับไปทำหน้าที่ในบทบาทของ องค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตย (พีเน็ต) ที่มีหน้าที่จับตาการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ขณะที่การให้ความเห็นต่อประเด็นการเมืองการเลือกตั้งนั้นยังพร้อมจะนำเสนอสู่สาธารณะ หากมีสื่อมวลชนที่สนใจในความคิดเห็นและประเด็นที่จะสร้างประโยชน์ได้ โดยพร้อมจะตอบในประเด็นที่สมควรจะพูดได้ แต่หากเป็นประเด็นที่ไม่สมควรหรือไม่รู้ อาจขอไม่ตอบหรือให้ความเห็น

          “ผมไม่อยู่ในตำแหน่ง กกต.แล้ว อาจจะให้ความเห็นในมุมที่หลากหลายและกว้างขวางขึ้น จากเดิมที่ให้ความเห็นต่อระบบเลือกตั้ง การเลือกตั้ง กิจกรรมพรรคการเมืองตามบทบาทที่เคยเป็น กกต. แต่ตอนนี้ผมไม่ได้เป็นแล้ว ส่วนการให้ความเห็นหลังจากนั้นจะถูกคสช.ดำเนินการใดหรือไม่ ผมเชื่อว่าผมพูดด้วยความรู้ตัวว่าพูดอะไร เรื่องไหนพูดไม่ได้ ที่ผ่านมาสิ่งที่ผมพูดเป็นข้อเท็จจริง ไม่พูดหยาบคาย ไม่พูดเพื่อปลุกระดมจนเกิดความวุ่นวาย” อดีต กกต. กล่าว

          สำหรับบทบาทต่อไปของ “สมชัย” ที่ถูกจับตาคือ เข้าเป็นส่วนหนึ่งของพรรคการเมืองใดหรือไม่ หลังจากที่เขาโพสต์ความเห็นส่วนตัวว่า ในวันที่ 28 มีนาคม ที่กกต.จะเชิญผู้แทนพรรคการเมือง อาจจะเข้ามาร่วมในฐานะเป็นผู้แทนของพรรคการเมืองนั้น เขาชี้แจงว่า “วันนั้นผมไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องแล้วในฐานะ กกต. หากเข้ามาร่วมประชุมอาจถูกไล่ได้ ดังนั้นอาจมาฐานะเป็นตัวแทนพรรค”

          นั่นหมายความว่า เขาพร้อมเปิดทางให้พรรคการเมืองที่สนใจใช้ประสบการณ์ด้านการเลือกตั้งเข้าปรึกษา แต่จะร่วมงานการเมืองในพรรคใด หรือเป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดนั้น เขาปฏิเสธ เพราะกฎหมายไม่เปิดช่องให้สมัครเป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดได้ในขณะนี้ แต่พร้อมเป็นที่ปรึกษา

          “อนาคตด้านการเมือง ผมประเมินตัวเองว่าผมมีประสบการณ์ในเรื่องใดที่สามารถสร้างประโยชน์ได้ ผมพร้อม แต่ไม่ใช่เฉพาะอาชีพของนักการเมืองเท่านั้น เพราะยังมีอาชีพอื่นที่สามารถทำประโยชน์แก่บ้านเมืองได้อีก และประเด็นนี้เป็นเรื่องของอนาคต ผมพร้อมทำได้ทุกอาชีพ เว้นแต่กลับเข้ามาเป็นกรรมการองค์กรอิสระ เนื่องจากกรอบกฎหมายและรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ว่า ห้ามบุคคลที่ดำรงตำแหน่งองค์กรอิสระอื่นเป็นกรรมการองค์กรอิสระในสมัยที่สองอีก”

          อย่างไรก็ดี ในนาที “สมชัย” เข้าให้กำลังใจ “สมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด” ที่เตรียมยื่นจดแจ้งพรรคการเมือง “พรรคเกรียน” ต่อกกต.นั้น เขาพูดชัดเจนว่า พร้อมจะให้คำปรึกษากับทุกพรรค และทุกกลุ่มการเมือง แม้จะไม่มีตำแหน่งใดในขณะนี้

          กับตำแหน่ง “เลขาธิการ กกต.” ที่เขาสมัครไว้นั้น “สมชัย” ยืนยันว่าไม่ถอนตัว แต่ประเมินว่าเปอร์เซ็นต์ที่จะผ่านการคัดเลือกนั้นมีน้อย เพราะกรรมการคัดเลือก คือ กกต.​ทั้ง 4 คนที่เหลืออาจต้องพิจารณาด้วยความลำบากใจ เพราะมีประเด็นละเอียดอ่อน ที่เกิดจากคำสั่งหัวหน้า คสช. นอกจากการพิจารณาตามคุณสมบัติ และการแสดงวิสัยทัศน์ที่เป็นกรอบการสรรหาตามกฎหมาย ทั้งนี้ถ้อยคำในคำสั่งหัวหน้าคสช. ที่ 4/2561 ชี้ถึงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ไม่ทำให้คุณสมบัติการเข้ารับคัดเลือกเสียไป เนื่องจากไม่ใช่การประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง หรือการทุจริต ที่หลักเกณฑ์กำหนดว่าเป็นผู้ขาดคุณสมบัติ

          ประเด็นสุดท้ายที่ “สมชัย” เลือกที่จะไม่พูดชัดเจนในขณะนี้ ถึงบทบาทของ 4 กกต. ที่ยังปฏิบัติหน้าที่ได้หลังจากนี้ และแม้กกต.บางคนที่คุณสมบัติขัดรัฐธรรมนูญ เพราะอายุเกิน แต่ได้รับการต่ออายุ ที่สังคมจับตาว่าหลังจากนี้อำนาจรัฏฐาธิปัตย์จะมีอำนาจเหนือ กกต. และแทรกแซงการเลือกตั้งได้หรือไม่นั้น เขาขอให้สังคมและสื่อมวลชนจับตาสิ่งที่เกิดขึ้น

          “กกต.ทั้ง 4 คนที่ทำหน้าที่เขาก็ทำหน้าที่ได้ต่อ เพราะเป็นผู้มีความรู้ มีประสบการณ์ ซึ่งผมเชื่อว่าจะไม่มีผลกระทบต่อองค์ประชุม หรือโรดแม็พเลือกตั้ง แม้จะไม่มี กกต.สมชัยอยู่ หากจะมีเรื่องกระทบโรดแม็พคงมาจากปัจจัยอื่น”

          ในตอนท้าย “อดีต กกต.สมชัย” นัดหมายสื่อมวลชน ให้มาเก็บภาพบรรยากาศสุดท้ายที่สำนักงาน กกต. วันศุกร์นี้ เวลา 15.00 น. ที่จะมีฉากของการเดินออกจากสถานที่ที่เคยทำงาน กว่า 4 ปี และวันนั้นเอง เขาอาจจะเปิดใจให้สัมภาษณ์แบบไม่ต้องกลัวอำนาจหน้าไหน หรือเกรงใจผู้ใดอีกต่อไป

          “ตระกูล มีชัย” นักรัฐศาสตร์การเมือง
          หัวหน้า คสช. ไม่ควรใช้อำนาจดังกล่าวในการปลดบุคคลให้ออกจากตำแหน่ง เพราะเหตุที่ว่าด้วยมีพฤติกรรมหรือผลประโยชน์ที่ขัดกันต่อการสมัครเข้ารับเลือกเป็นเลขาฯ กกต.​ ทั้งที่ยังปฏิบัติหน้าที่เป็นกกต. เนื่องจากจะถูกใช้เป็นเกณฑ์มาตรฐานกับองค์กรอื่นๆ ได้เช่นกัน อีกทั้งบทบาทของนายสมชัยต่อการแสดงความเห็นไม่มีผลกระทบหรืออิทธิพลใดต่อสังคม ขณะที่การลงสมัครเลขาฯ กกต. ที่เข้าข่ายมีผลประโยชน์ขัดกันนั้น ทางสังคมมีระบบจัดการและลงโทษได้ด้วยตัวเอง

          ส่วนมุมมองการใช้อำนาจมาตรา 44 ที่หลายฝ่ายวิจารณ์ว่าเป็นสัญญาณเข้าแทรกแซงองค์กรอิสระและการเลือกตั้งที่จะมาถึงนั้น เขามองว่าเรื่องเลือกตั้งอาจไม่มีผลกระทบ เพราะ กกต.ที่เหลือ 4 คนสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ตามอำนาจของตนเอง และคสช.คงไม่ใช้อำนาจที่เหนือกว่าเข้าไปจัดการ ขณะที่บทบาทของ กกต.หลังจากนี้ เชื่อว่าจะต้องระวังท่าทีและรอบคอบ

          “ประเด็นแทรกแซงองค์กรอิสระนั้น ตอนนี้ยังไม่ชัดเจนว่าคสช.จะทำหรือไม่ แต่การใช้อำนาจลักษณะนี้ทำให้คิดได้ว่าเป็นเช่นนั้น เพราะสิ่งที่คสช.สะท้อนภายใต้คำสั่ง คือต้องการประกาศส่งสัญญาณไปยังฝ่ายการเมืองว่าตัวเองมีอำนาจ สามารถทำอะไรก็ได้ และทำได้ทุกเรื่อง แต่ยอมรับว่าอาจมีส่วนกระทบต่อบรรยากาศการเลือกตั้ง ทั้งนี้กระบวนการขับเคลื่อนไปสู่ประชาธิปไตยต้องมีบรรยากาศที่ไม่สร้างความอึดอัด เมื่อผู้นำประเทศเรียกร้องความสงบสุข สันติ ต้องสร้างบรรยากาศที่ดี โดยไม่ใช้อำนาจที่เหนือกว่าเข้าไปจัดการ”

          เขาแนะว่าสังคมอย่าตระหนกกับปรากฏการณ์ที่ คสช.​ใช้อำนาจตามมาตรา 44 แต่ต้องจับตาทิศทางว่ากติกาที่เกี่ยวข้องนั้นกำหนดหรือมีกฎเกณฑ์อย่างไร หากพบผู้ใดที่ทำนอกเหนือกติกาต้องช่วยดู แม้ไม่มีอำนาจห้ามปรามก็ตาม เพราะเชื่อว่าเมื่อสนามการเมืองเปิด มีการแข่งขันทางการเมือง เหมือนการวิ่งแข่งกันคงไม่ชอบที่จะให้ใครวิ่งประกบเพื่อให้ชะลอฝีเท้า ดังนั้น การตัดสินใจของประชาชนต้องหนักแน่น
“อุดม รัฐอมฤต” กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.)

          การใช้อำนาจดังกล่าวเป็นไปภายใต้บทบัญญัติรัฐธรรมนูญกำหนดให้ทำได้ ซึ่งการใช้อำนาจรอบนี้ที่หลายฝ่ายตั้งข้อวิจารณ์ว่าเป็นความพยายามแทรกแซงองค์กรอิสระนั้น มองว่าต้องพิจารณาจังหวะเวลาและกาลเทศะด้วย หากคำสั่งดังกล่าวเกิดขึ้นช่วงที่ กกต.จัดการเลือกตั้ง อาจเกิดปัญหากับ คสช.ได้ แต่จนถึงขณะนี้ไม่พบว่าจะสร้างปัญหาใด

          สำหรับเหตุผลที่คำสั่ง คสช. อ้างอิงเพื่อยุติการทำหน้าที่ของนายสมชัยนั้น มี 2 กรณี คือ ให้สัมภาษณ์ที่อาจสร้างความสับสนต่อการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น และพฤติกรรมที่เข้าข่ายผลประโยชน์ขัดกันหลังลงสมัครเป็นเลขาฯ กกต. ทั้งที่เป็นกกต. ซึ่งถือเป็นประเด็นที่ไม่มีใครทำ ดังนั้น กรณีดังกล่าวไม่ใช่ความไม่ได้ดั่งใจ คสช. แต่คือการปฏิบัติตัวที่นอกเหนือความเป็น กกต. ที่ต้องให้ความเป็นธรรมในสังคม ไม่ใช่ชี้นำสังคม
“สดศรี สัตยธรรม” อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) 

          เชื่อว่าจะไม่ใช่เหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ กกต.​ที่เหลืออีก 4 คน หรือกระทบต่อการทำงานของกรรมการองค์กรอิสระอื่น ในทำนองที่ใช้อำนาจสั่งปลดกรรมการองค์กรอิสระเพื่อให้เกิดความกลัวหากไม่ยอมทำตามนโยบายของรัฐบาล เชื่อว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจะไม่กระทบต่อภาพใหญ่ขององค์กรกกต. ที่มีหน้าที่สำคัญต่อการจัดการเลือกตั้งที่จะมาถึง เนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ของกกต. ต้องพิจารณาตามบทบัญญัติของกฎหมาย ไม่ใช่ทำตามคำสั่งของบุคคลใดซึ่งเข้าข่ายอยู่นอกเหนือหรือกรอบของกฎหมาย

          “กรณีที่เกิดขึ้นกับนายสมชัย เชื่อว่าไม่ใช่การเชือดไก่ให้ลิงดู เพื่อให้องค์กรอิสระอื่นเกิดความกลัวหากทำสิ่งที่สวนทางกับนโยบายของรัฐบาลหรือคสช. เชื่อว่าเป็นภาวการณ์บางอย่างที่ไม่สามารถอดทนได้ และกรณีที่เกิดขึ้นน่าจะเกี่ยวกับตัวบุคคลมากกว่า เพราะการให้สัมภาษณ์ของนายสมชัยที่ผ่านมาแม้จะระบุว่าเป็นความเห็นโดยบริสุทธิ์ใจตามกรอบการทำงาน แต่มีส่วนที่คาบเกี่ยวกับโรดแม็พเลือกตั้งของรัฐบาล จึงทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่าง กกต.กับฝ่ายบริหารได้ ดังนั้นจึงเลือกใช้วิธีแก้ปัญหาที่ตัวบุคคลมากกว่า”