
ขยายปมร้อน-เกลียดตัวกินไข่..
ประกาศิตของ ทักษิณ ชินวัตร ไม่ว่าจะอย่างไร อยู่ที่ไหน ลงได้ชี้เปรี้ยงลงมาแล้ว สำหรับพรรคเพื่อไทย ก็ต้องเป็นไปอย่างนั้น
หลังจากส่ง "จิ๋ว หวานเจี๊ยบ" มาเป็นประธานพรรคแล้ว ล่าสุดในการประชุมพรรควันอังคารที่ผ่านมาก็สั่งล้มโต๊ะร่วมหาทางแก้ไขรัฐธรรมนูญ กับรัฐบาลแอนด์เดอะแก๊ง
หะแรกที่ฟังยังไม่อยากเชื่อหูตัวเองว่า "เดอะแม้ว" จะมามุกนี้
ก็ในเมื่อความพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เผด็จการทำคลอดนี่มันภารกิจอันยิ่งใหญ่ของพลพรรคเพื่อไทยในก่อนหน้านี้ เพราะเชื่อว่าหากลบ มาตรา 309 ออกจากรัฐธรรมนูญได้ แล้วเอาฉบับปี 2540 กลับมาใช้ มลทินทั้งหลายที่เกิดขึ้นกับ "นายใหญ่" จะมลายหายสิ้นไม่ใช่หรือ ?
จู่ๆ มาตัดฉับชนิดสิ้นไร้เยื่อใยเช่นนี้มันเกิดขึ้นด้วยเพราะเหตุใด ?
ที่ประชุมวิปฝ่ายค้าน (ใครหลายคนสงสัยว่าจะประชุมกันทำไมเพราะยังไงก็ไม่เคยขัดพรรคเพื่อไทยอยู่แล้ว) ซึ่งทำพิธีกรรมกันในวันถัดมามีมติว่าให้ถอนตัวออกจากการเป็น 1 ใน 3 ฝ่ายที่คิดการใหญ่แก้ไขรัฐธรรมนูญ
ด้วยเหตุผลอันเลิศหรูดูดีราศีจับว่า เพื่อประหยัดเงินงบประมาณราวๆ 2,500 ล้านบาท ที่รัฐบาลจะเอาไปผลาญทำประชามติ ตามที่กฤษฎีกาให้คำแนะนำมา
อีกทั้ง 6 ประเด็นที่กรรมการสมานฉันท์ไปประชุมกันแทบตายจนได้ข้อสรุปมานั้น ก็ไม่เกี่ยวกันกับชาวบ้านร้านตลาดเลยแม้แต่น้อย (ทั้งที่มีตัวแทนของทุกพรรคอยู่ในกรรมการชุดนี้)
ที่สำคัญวิปฝ่ายค้านมองว่า นี่คือเกมยื้อเวลาของรัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
เพราะเอาเข้าจริง ไม่รู้ว่า กว่าจะแก้ไข กว่าจะทำประชามติเสร็จ รัฐธรรมนูญอาจเป็นตัวประกันให้รัฐบาลอภิสิทธิ์ นอนกอดยาวๆ ไปเป็นปีเป็นชาติเลยก็ได้
นั่นคือเรื่องราวที่พรรคเพื่อไทยนำเสนอต่อสาธารณะ
แต่วงในที่คุยกันก่อนหน้านี้ เชื่ออยู่แต่แรกแล้วว่า ประชาธิปัตย์ ไม่ได้กระสันจะแก้รัฐธรรมนูญตั้งแต่แรก
ยิ่งเห็นกฤษฎีกาให้คำแนะนำที่ไม่อาจปฏิเสธแก่รัฐบาล ให้ทำประชามติก่อนที่จะทำการแก้ ก็ยิ่งชัดเจนว่า เอามาเป็นข้ออ้างเพื่อสร้างความชอบธรรมในการยื้อเวลาออกไป
อีกทั้งยังเห็นว่ากฎหมายประชามติ ก็อาจจะขัดรัฐธรรมนูญ เพราะมีปัญหาเรื่องเสียงโหวต
ยิ่งไปกว่านั้น 6 ประเด็นที่กรรมการสมานฉันท์สรุปมานั้น ก็ไม่น่าจะเกี่ยวกับชาวบ้าน เสี่ยงสุดๆ หากว่าชาวบ้านรู้ทัน กระแสตีกลับเมื่อไหร่เป็นได้เจ๊งกันทั้งคณะ
แล้วก็ตรงนี้แหละที่พรรคเพื่อไทยและฝ่ายค้าน น่าจะได้ช่องถล่มแหลก รัฐบาลประชาธิปัตย์แอนด์เดอะแก๊ง
โดยเฉพาะ ประชาธิปัตย์ น่าจะต้องโดนข้อหา บ้อท่า หงอพรรคร่วม ไปแบบเต็มๆ
ทุ่มเงิน 2,500 ล้านบาท ทำประชามติ ก็เพื่อให้แก้ไขรัฐธรรมนูญตามที่พรรคร่วมรัฐบาลอยากจะแก้
ไม่ว่าจะเป็นมาตรา 190 ที่ว่าด้วยการทำสัญญาระหว่างประเทศจะต้องมาขออนุญาตจากรัฐสภา หรือ 93 ที่เกี่ยวข้องกับการแบ่งเขตเลือกตั้ง
ตอกย้ำภาพลักษณ์ของ อภิสิทธิ์ ที่พักหลัง ภาพแบบนี้ติดตาตรึงใจเหลือเกิน
ตั้ง ผบ.ตร.ไม่ได้ไม่พอ เลขาธิการนายกฯ ออกไป จนป่านนี้ยังหาใครมาแทนไม่ได้
ครั้นจะโยก กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ จากรองนายกฯ ไปรับตำแหน่งเลขาธิการนายกฯ แทน ก็ติดขัดตรงที่ขาใหญ่ไม่เอาคนจากทศวรรษใหม่มานั่งเป็นรองนายกฯ
ถึงแม้วันถัดมาจะอ้อมแอ้มพูดว่าเรื่องปรับ ครม.เป็นอำนาจของนายกฯ แต่มันก็ช้าไปเป็นวันแล้ว เพราะก่อนหน้านั้นพูดกันคนละทิศกับนายกฯ ที่บอกว่า "ปรับเล็ก"
มาเจอดอกนี้เข้าแบบเต็มแข้งเต็มขา ไม่ถึงกับทรุดแต่ก็น่าจะเป๋
แต่ที่สำคัญกว่านั้น ถึงจะชิงชังรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่ถูกทหารทำคลอดออกมา แต่ก็ต้องยอมรับว่า ระบบเลือกแบบ "ยกพวง" มันเอื้อต่อพรรคการเมืองใหญ่อย่างพรรคเพื่อไทยจริงๆ แต่กับพรรคกลาง-พรรคเล็ก ร้องเจี๊ยก เพราะขนาดพื้นที่มันใหญ่เกินจะคลำเป้า
พรรคเพื่อไทยก็เลยต้องทำใจ เกลียดตัวกินไข่ เกลียดปลาไหลกินน้ำแกง !
เลื่อนกำหนดพานายใหญ่กลับบ้านไปเป็นหลังเลือกตั้งครั้งหน้า
พลิกเกมล้มข้อตกลงแก้ไขรัฐธรรมนูญ จากนั้นกินสามต่อเข้าฮอส แถมพกด้วยอานิสงส์จากเขตเลือกตั้ง แล้วยังได้ฟรีคิก ...ประชาธิปัตย์ขี้หงอ ซ้ำเอาไปโม้ให้ชาวบ้านฟังได้อีกว่า งานนี้ไม่มีแก้รัฐธรรมนูญเพื่อตัวเอง
แจ่มซะไม่มี
อดใจอีกเพียงนิด สภาพรัฐบาลป้อแป้แบบนี้ ลากกันไปไม่กี่น้ำรับรอง จอดไม่ต้องแจว
ยากก็แค่ให้ ทักษิณ ขยันโฟนอิน วิดีโอลิงก์ ที่นั่นที่นี่
เลือกตั้งเมื่อไหร่ ได้กลับมาผงาดเมื่อนั้น !
ณ ยา ในกาวัง



