คอลัมนิสต์

เลือกตั้ง62 กับเส้นทางที่ขรุขระ

เลือกตั้ง62 กับเส้นทางที่ขรุขระ

15 มี.ค. 2561

เลือกตั้ง62 กับเส้นทางที่ขรุขระ

 

 

ขนิษฐา เทพจร

นึกว่าทางจากนี้จะโล่งเตียนไม่มีอุปสรรคเสียแล้ว หลังจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติผ่านร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และ ร่าง พ.ร.ป. ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. เมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้ว

ซึ่งตามกระบวนการพิจารณาร่างกฎหมาย 2 ฉบับสุดท้าย เพื่อชี้ชะตาวันเลือกตั้ง ถือว่าเสร็จสิ้น และเมื่อนับตามกระบวนการโรดแม็พเลือกตั้ง ถือว่าเกือบจะครบกระบวนความได้อย่างสมบูรณ์แบบ เพราะเหลือแค่ขั้นตอนทางธุรการ และการประกาศใช้เป็นกฎหมายเท่านั้น

แต่ข้อเท็จจริง ขณะนี้ กระบวนการที่จะเดินตามโรดแม็พ ของ “บิ๊กตู่" พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) คือ จัดการเลือกตั้งภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2562 ส่อแววว่าไม่ราบรื่น และอาจถึงขั้นสะดุด เพราะปรมาจารย์ด้านรัฐธรรมนูญ อย่าง มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) หรืออีกฐานะหนึ่งคือ สมาชิก และมือกฎหมายของคสช. ชี้ตำหนิ ของร่างกฎหมายลูกทั้ง 2 ฉบับ แถมวิเคราะห์ฉากทัศน์ทางการเมืองหลังจากที่กฎหมายลูกประกาศใช้ ด้วยว่า อาจกระทบต่อกระบวนการเลือกตั้งได้

รอยตำหนิที่ว่า มี 3 จุด คือ ในร่าง พ.ร.ป.เลือกตั้งส.ส. ในรอยแรก คือ มาตรา 35 ว่าด้วยการตัดสิทธิบุคคลที่ไม่ใช้สิทธิเลือกตั้งโดยไม่แจ้งเหตุผลหรือแจ้งเหตุที่ไม่สมควร ต่อการดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง, ข้าราชการรัฐสภาฝ่ายการเมือง และตำแหน่งบุคลากรของการเมืองท้องถิ่นส่วนที่ต้องแต่งตั้ง เช่น รองผู้บริหาร, เลขานุการ, ประธานที่ปรึกษา เป็นต้น เหตุผลสำคัญคือ บทบัญญัติดังกล่าวไม่ใช่ กระทบหรือการระงับสิทธิเข้าสู่ตำแหน่ง ฐานะ งานอาชีพ ของบุคคลเท่านั้น แต่ยังถือว่าเป็นการลิดรอนบุคคลที่มีอำนาจแต่งตั้งบุคคลเข้าทำหน้าที่ด้วย

รอยตำหนิที่สอง ในร่าง พ.ร.ป. ส.ส. คือ มาตรา 92 ที่เขียนให้บุคคลอื่น หรือกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง ออกเสียงลงคะแนนแทนคนพิการ หรือทุพพลภาพ หรือผู้สูงอายุ ที่ไม่สามารถทำเครื่องหมายลงในบัตรเลือกตั้งได้ แม้ร่างกฎหมายจะระบุว่าให้เป็นไปโดยความยินยอมและเป็นไปตามเจตนาของคนพิการ ผู้ทุพพลภาพ หรือผู้สูงอายุ และเขียนอนุโลมให้การกระทำดังกล่าวเรียกว่าเป็นการออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ

แต่ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา 85 กำหนดไว้ด้วยคำเฉพาะว่า วิธีเลือก ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งนั้น ต้องเป็นการออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ หมายถึงการใช้สิทธิกาคะแนนนั้น ต้องเป็นไปด้วยตัวของผู้มีสิทธิเลือกตั้งเอง ดังนั้นประเด็นนี้จึงส่อจะขัดกับรัฐธรรมนูญได้ พร้อมกับยกตัวอย่างคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญว่ากรณีการกาบัตรผ่านคูหาที่หันผิดด้านและมีบุคคลอื่นสามารถมองเห็นการลงคะแนนเสียงได้ คือการลงคะแนนที่ไม่เป็นความลับ

ขณะที่ ร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. เป็นรอยตำหนิที่สาม และประเด็นสุดท้าย ว่าด้วยความตามบทเฉพาะกาล ที่ระบุถึงวิธีสมัคร ซึ่งแยกประเภทผู้สมัคร ส.ว. ให้เป็น 2 ประเภท คือ สมัครโดยอิสระ กับ สมัครผ่านการเสนอชื่อ หรือคัดเลือกโดยองค์กรนิติบุคคล

ประเด็นที่ติดใจคือ ส่วนกำหนดให้ผ่านการคัดเลือกจากองค์กรนิติบุคคล ที่ กรธ.มองว่าไม่ตรงความกับรัฐธรรมนูญ ที่ให้สิทธิบุคคลที่มีคุณสมบัติพอสมัครเป็นผู้ท้าชิงตำแหน่ง ส.ว.ได้ สามารถยื่นใบสมัครได้ในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง โดยไม่ถูกตัดสิทธิหรือผ่านการรับรองจากองค์กรใดองค์กรหนึ่ง

แม้ในชั้นประชุม สนช. ที่พิจารณาการตรวจทานจากกรรมาธิการ 3 ฝ่าย จะระบุเหตุผลที่ต้องแยกการสมัคร เป็น 2 ประเภท เพื่อให้เป็นประโยชน์และสอดคล้องกับภารกิจของ ส.ว.ชุดแรกที่ต้องกำกับและติดตามงานปฏิรูปก็ตาม แต่ กรธ.ยังต้องการความแน่ใจว่า การเขียนให้แยกสมัครแบบนั้นจะชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่

ตามบทวิเคราะห์ฉากทัศน์ทางการเมือง ทั้ง 3 รอยตำหนิ จาก ซือแป๋มีชัยว่า อาจเกิดปัญหา ข้อร้องเรียน หรือข้อเรียกร้องขึ้นได้ ทั้งระหว่างหรือหลังการเลือกตั้ง

ซึ่งในชั้นนี้ไม่กล้าวิเคราะห์ไปไกลว่า จะกระทบต่อกระบวนการได้มา ซึ่งฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติชุดใหม่หรือไม่ แต่มีเค้าลางที่จะส่งผลโยงหากันได้

เพราะตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ส่วนบทเฉพาะกาล มาตรา 269 ว่าด้วยวิธีการได้มาซึ่ง ส.ว. ชุดแรก 250 คน ตาม (1) ข้อ (ก) กำหนดให้การเลือกกันเองของ ส.ว. 200 คน จากผู้สมัครทั้งประเทศไล่เรียงมาจากระดับอำเภอ, จังหวัดและประเทศ ตามสูตรใหม่ ที่กรธ. กำหนดขึ้น ต้องทำให้เสร็จก่อนการเลือกตั้ง ส.ส. ไม่น้อยกว่า 15 วัน

หากปมปัญหาการสมัคร ส.ว. แบบ 2 ประเภท ถูกจับเป็นประเด็น ฟ้องร้อง ข้อร้องเรียน จนเกิดการไม่ยอมรับหรือข้อพิพาทที่หาข้อยุติทางกฎหมายไม่ทันกาล และกระทบต่อระยะเวลาที่กำหนดดังกล่าว อาจมีผลกระทบชิ่งไปยังขั้นตอนทางการเมืองที่เกี่ยวข้องได้ ไม่เฉพาะปัญหาต่อการเลือกตั้ง ส.ส.เท่านั้น แต่ยังหมายถึงขั้นตอนของการได้มาซึ่งคณะบริหารชุดใหม่

เพราะอย่าลืมว่า ส.ว.ชุดแรก มีสิทธิลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี ร่วมกับ ส.ส.ได้ หากในชั้นต้นมีปัญหา แม้จะได้บุคคลที่เข้าสู่รัฐสภาได้ก็จริง แต่หลังจากนั้น บรรยากาศทางการเมืองจะเป็นอย่างไร ไม่มีใครรับประกันได้

ขณะที่ ประเด็นของ ส.ส.โดยเฉพาะการกาคะแนนแทนผู้พิการ ผู้ทุพพลภาพ หรือผู้สูงอายุ หากบทบัญญัตินั้นสร้างปัญหา และถูกจับตา นำไปฟ้องร้องให้การเลือกตั้งนั้นไม่ชอบ อาจกระทบต่อขั้นตอนของการเลือกตั้งได้ และจะยิ่งกระทบไปสู่กระบวนการของรัฐสภา ที่ใช้เกณฑ์ประกาศรับรอง ส.ส. เกิน 95 เปอร์เซ็นต์ ถึงจะเปิดประชุมรัฐสภาครั้งแรกได้

ดังนั้น แค่เรื่องบางเรื่องที่ สนช. หรือ กรธ. อาจทำโดยหวังผล หรือไม่เล็งเห็นผลที่จะเกิดขึ้นก็ตาม แต่สุดท้ายก็ส่งผลต่อโรดแม็พเลือกตั้ง เดือนกุมภาพันธ์ 2562 และทำให้เห็นแล้วว่า เส้นทางสู่การเลือกตั้งหลังมีรัฐธรรมนูญใหม่ ไม่ได้ราบเรียบอย่างที่หลายฝ่ายคาดหวัง และอยากจะให้เป็น.