คอลัมนิสต์

ต้นธาร...การป้องกันอาชญากรรมในโลกตำรวจ?

ต้นธาร...การป้องกันอาชญากรรมในโลกตำรวจ?

07 ต.ค. 2552

“จับงูในบ้านก็ตำรวจ จับช้างเดินถนนก็ตำรวจ เด็กทำผิดเยอะขึ้นก็โทษว่าตำรวจไม่บังคับใช้กฎหมาย ทุกเรื่องตำรวจหมด เราไม่มีปัญหานะ เราจับได้ จะให้จับเท่าไหร่ก็จับได้แต่ต้องถามต่อว่าจับแล้วหน่วยไหนทำอะไรต่อไป" นายตำรวจบ่นระบายด้วยความอึดอัดใจ

 ดิฉันฟังอย่างตั้งใจทำให้นายตำรวจเล่าต่อว่า “พอผู้ต้องหาได้ประกันตัว ชาวบ้านที่เขาช่วยเราสอดส่อง เขาก็บ่น เข้าใจผิดตำรวจ ไม่อยากจะช่วยตำรวจแล้ว เขาบอกว่าพอให้ข่าวตำรวจไปจับ ก็แกล้งจับแล้วก็ปล่อย เขาไม่รู้หรอกว่า ตำรวจไม่ได้ปล่อยนะ แต่เขาคิดว่าตำรวจปล่อย คิดว่ารับสินบน คราวหลังเขาก็ไม่อยากให้ความร่วมมือ อย่างนี้คนแจ้งเขาก็รู้สึกกลัวเหมือนกัน แล้วใครจะอยากมายุ่งเกี่ยวให้ความร่วมมือ มันก็ต่างคนต่างอยู่”

 นายตำรวจเสนอความเห็นว่า “ต้องแก้ ต้องป้องกันตั้งแต่ครอบครัว โรงเรียน ไม่ใช่อะไรๆ ก็ตำรวจ ตำรวจมันปลายทางแล้วนะ ไม่ใช่ต้นทาง”

 ปรากฏการณ์การกระทำผิดของเด็กและเยาวชนนั้นเกี่ยวข้องกับการทำหน้าที่ขององค์กรตั้งแต่ระดับปฐมภูมิที่เกี่ยวข้องแวดล้อมกับตัวเด็กและเยาวชนประกอบด้วย ครอบครัว ชุมชน โรงเรียน บริบททางวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นจากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ระหว่างกันในชุมชน การทำหน้าที่ของสื่อสารมวลชนต่างๆ และแม้กระทั่งบริบททางการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเมืองในระดับท้องถิ่นนั้น เป็นบริบทที่มีความใกล้ชิดและมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งกับเด็กและเยาวชน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการช่วยเหลือในการประกันตัว การไกล่เกลี่ยเมื่อมีข้อพิพาทในชุมชน หรือแม้กระทั่งการที่เด็กและเยาวชนอ้างความสัมพันธ์ระหว่างตนกับเครือข่ายของนักการเมืองเพื่อสร้างตัวตน อำนาจ และใช้เป็นวิถีหนึ่งในการต่อรอง ต่อต้านเมื่อตนเองกระทำความผิด ดังนั้น การป้องกันการกระทำผิดจึงควรเริ่มต้นที่บริบทปฐมภูมินี้

 เด็กและเยาวชนส่วนใหญ่ที่ดิฉันพูดคุยใช้ชีวิตร่วมอยู่ด้วยในวิถีของการใช้ความรุนแรงนั้น มีความรู้เกี่ยวกับกฎหมายในส่วนที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตประจำวันของพวกเขา

 “พี่ ไม่ต้องเป็นห่วงนะ มันถูกจับคดีเสพ เดี๋ยวพวกเราจะหาเงินหมื่นนึงมาประกันตัวมัน ตำรวจต้องทำคดีส่งศาล เราก็ไปประกันที่ศาล แล้วศาลก็จะเรียกไปตัดสินคุมประพฤติ พอถึงเวลาก็แค่ไปรายงานตัว พี่ไม่ต้องห่วง” คำพูดของเด็กชายอายุ 18 ปี ปลอบใจดิฉัน เงินหนึ่งหมื่นพวกเขาหาได้จาก เจ๊ สาวประเภทสองที่พวกเขามีความสัมพันธ์ทางเพศด้วยและเงินส่วนแบ่งจากการเดินยา (ขายยาเสพติดรายย่อย)

 "เจ้าหน้าที่เรามีจำกัด เรารับโอนงานมาแต่เราไม่มีเจ้าหน้าที่เพิ่มนะ ในความเป็นจริงแล้วเราควรที่จะต้องไปดูเขาที่บ้าน ที่ชุมชน ว่าเขาใช้ชีวิตอย่างไร เพื่อนบ้านรู้สึกอย่างไรกับเขา เราก็อยากทำอย่างนั้นแต่เราทำไม่ได้ เราก็ใช้วิธีการให้รายงานตัว ขนาดให้มารายงานตัวที่สำนักงานคุมประพฤติ เจ้าหน้าที่กับเด็กก็พูดคุยกันไม่ถึง 5 นาทีเลย” เจ้าหน้าที่สำนักงานคุมประพฤติพูดถึงอุปสรรคในการทำงานคุมประพฤติ การกระทำรุนแรงของเด็กและเยาวชนเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคมไทยอย่างซ้ำซาก ทวีความรุนแรงและดูเหมือนว่าการกระทำดังกล่าวจะเป็นการกระทำที่ไร้เหตุผล

 คำพูดของนายตำรวจกล่าวถึงองค์กรที่ควรเข้ามามีส่วนร่วมในการป้องกันการกระทำรุนแรงของเด็กและเยาวชนว่า “ครูประจำชั้นเขารู้นะว่าลูกศิษย์เขาคนไหนเสี่ยง ถ้าเขาทำเต็มที่ เขาทำได้ดีกว่าตำรวจอีก” นายตำรวจพูดตอกย้ำด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า “ต้องช่วยกัน โรงเรียน พ่อแม่ต้องช่วยกันป้องกัน ตำรวจมันปลายทางแล้ว”

ผศ.ดร.ปนัดดา ชำนาญสุข
[email protected]