คอลัมนิสต์

ผู้เชี่ยวชาญนิวเคลียร์ ลองแล้ว !!  "ปลาฟุกุชิมะ"

ผู้เชี่ยวชาญนิวเคลียร์ ลองแล้ว !!  "ปลาฟุกุชิมะ"

07 มี.ค. 2561

ผู้เชี่ยวชาญนิวเคลียร์ "กินปลาฟุกุชิมะ" ...อาหารไทยเปื้อนแค่ไหน?

 

               สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) โพสต์ในเฟซบุ๊คของสถาบันฯ เกี่ยวกับกรณีข่าวการนำเข้าปลาจากฟุกุชิมะเพื่อใช้ประกอบอาหารใน 12 ร้านค้าในเขตกรุงเทพมหานคร ว่าหากประชาชนมีความกังวล สามารถส่งมาตรวจที่สถาบันฯได้ เพื่อให้มั่นใจว่าปริมาณสารกัมมันตรังสีในปลาไม่เกินมาตรฐาน โดยมีข้อความบางส่วนดังนี้          

             "หลังเกิดเหตุที่ฟุกุชิมะ รัฐบาลญี่ปุ่นได้ประกาศงดการจับสัตว์น้ำในน่านน้ำฟุกุชิมะทั้งหมด และมีการตรวจวัดปริมาณสารกัมมันตรังสีในเนื้อปลา (โดยเฉพาะปริมาณซีเซียม-137) เพื่อเก็บเป็นฐานข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ ก่อนการประกาศอนุญาตให้จับปลาที่ฟุกุชิมะ ซึ่งไม่รวมเขตรัศมี 10 กม. จากโรงไฟฟ้าฟุกุชิมะไดอิจิ รัฐบาลญี่ปุ่นได้ตรวจวัดปริมาณสารกัมมันตรังสีในเนื้อปลาแล้ว และอนุญาตให้จับเฉพาะชนิดของปลาที่ตัวอย่างปลาทั้งหมดมีปริมาณสารกัมมันตรังสีต่ำกว่ามาตรฐานญี่ปุ่น*ซึ่งเข้มงวดกว่ามาตรฐานสากล** 10 เท่า

           สิ่งสำคัญที่ประชาชนทัวไปอาจยังไม่ทราบ คือรังสีเป็นสิ่งที่มีอยู่ในธรรมชาติอยู่แล้ว และมนุษย์ก็รับสารกัมมันตรังสีเหล่านี้จากรังสีอวกาศ (cosmic ray) จากพื้นดิน จากอาหารที่รับประทานเข้าไป และจากการฉายรังสีเอกซเรย์ แต่เนื่องจากรังสีเหล่านี้อยู่ในระดับต่ำ จึงไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ

          มาตรฐานของสารกัมมันตรังสีก็ถูกกำหนดขึ้นโดยอ้างอิงจากรังสีที่มีอยู่ในธรรมชาติที่กล่าวมาข้างต้นนี้ โดยจะกำหนดปริมาณสารกัมมันตรังสีซึ่งถึงแม้บุคคลธรรมดาจะบริโภคอาหารชนิดนี้ทุกวันตลอดชีวิต ก็จะได้รับรังสีไม่เกินจากปริมาณรังสีที่ได้รับในธรรมชาติ*** กล่าวคือ ไม่ว่าจะบริโภคเท่าใดก็จะไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ

           อย่างไรก็ดี หากมีความกังวลในปริมาณสารกัมมันตรังสีที่อยู่ในอาหาร ก็สามารถส่งมาตรวจได้ที่สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ เพื่อให้มั่นใจว่าปริมาณสารกัมมันตรังสีในปลาไม่เกินมาตรฐานต่อข่าว ฟุกุชิมะ"          

           ดร.สมพร จองคำ ผู้เชี่ยวชาญด้านนิวเคลียร์ อดีตผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน. เล่าถึงกระแสต่อต้านปลาจากพื้นที่ฟุกุชิมะของประเทศญี่ปุ่นว่า ตนพึ่งเดินทางไปเยี่ยมโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะ เมื่อช่วงปลายปี 2560 ที่ผ่านมา เพื่อร่วมมือกับมหาวิทยาลัยของญี่ปุ่นในการติดตามดูแลความปลอดภัยและการฟื้นฟูโรงไฟฟ้าฯแห่งนี้

          "ผมไปอยู่ 10 กว่าวัน กินปลา กินอาหารทะเลที่นั่นปกติ ผมถามด้วยว่าปลานี้เป็นปลาฟุกุชิมาใช่ไหม พวกเขาก็บอกว่าใช่ ทั้งญี่ปุ่นทั้งไทยพวกเรากินกันไม่ได้มีใครกลัวอะไร เพราะเรื่องที่ห้ามกินอาหารทะเลแถวนั้น เป็นการห้ามเมื่อเกิดเหตุการณ์ใหม่ๆ ประมาณปี 2554 พอผ่านไป 2-3 ปี พวกคนญี่ปุ่นเริ่มกินกันแล้ว ไม่เห็นมีปัญหาอะไร เพราะสารกัมมันตรังสีอยู่ในธรรมชาติ ปกติมนุษย์รับเข้าร่างกายทุกวันอยู่แล้ว และร่างกายจะขับออกไปเอง"

             ดร.จองคำ อธิบายต่อว่า  อาหารทุกชนิดไม่ว่าปลา พืช เนื้อสัตว์ จากธรรมชาติรวมถึงการฉายรังสีเพื่อถนอมอาหาร  ล้วนแล้วแต่มีรังสีปนเปื้อนอยู่ ไม่ได้ทำอันตรายให้ร่างกาย การฉายรังสี เป็นวิธีการถนอมอาหาร (Food preservation) ใช้กันแพร่หลายทั่วไป เช่น ฉายรังสีเอ็กซ์ รังสีแกมม่า ฉายแสงอิเล็กตรอน ผู้ผลิตอาหารใช้วิธีนี้เพื่อฆ่าเชื้อโรค ฆ่าแมลง และยืดอายุให้อาหารอยู่ได้นานขึ้น เช่น กล้วยหอมทอง ที่วางขายทั่วประเทศ โดยค่าปริมาณรังสีที่กำหนดไว้คือ ค่าอ้างอิงมาจากรังสีระดับที่มีอยู่ในธรรมชาติ  หลังเกิดเหตุการณ์ฟุกุชิมา ไทยกำหนดค่าการปนเปื้อนสารกัมมันตรังสี 2 ชนิด คือ ไอโอดีน-131 (lodine-131) ให้ไม่เกิน 100 เบคเคอเรลต่อกิโลกรัม และ ซีเซียมรวมกันไม่เกิน 500  โดยเฉพาะ ซีเซียม-137 (Cesium-137) ที่มีความอันตรายมากกว่า ไอโอดีน

              "เพราะไอโอดีน -131 เป็นก๊าซฟุ้งกระจายและปะปนไปในอากาศ ไม่เหมือน ซีเซียม-137 เป็นของแข็ง ปลาหรือสัตว์ที่อยู่ในทะเลบริเวณที่มีรังสีเหล่านี้ จะปนเปื้อนด้วยการดูดซึมเข้าร่างกายทางผิวหนังและทางปาก และถ้าคนกินเข้าไปจริง ร่างกายจะขับสารเหล่านี้ออกมาตามธรรมชาติภายใน 48 ชั่วโมง หรือ 2 วัน เช่น ซีเซียม-137 กำหนดในปลา 1 กิโลกรัมต้องไม่เกิน 500 เบคเคอเรล แต่ถ้าในระดับเกิดอันตรายจริงต้องเป็นหลักแสนเบคเคอเรลขึ้นไป คนปกติคงไม่มีใครกินปลาเป็นพัน ๆ โลในวันเดียว"

             ผู้เชี่ยวชาญด้านนิวเคลียร์กล่าวทิ้งท้ายว่า ไม่อยากให้คนไทยตื่นตระหนกจนเกินเหตุ เพราะเหตุการณ์ฟุกุชิมะ ผ่านไปแล้ว 7- 8 ปี  คนญี่ปุ่นที่นั่นก็กินอาหารของเขา ไม่ได้กลัวอะไร และของไทยมีการสุ่มตรวจเช็คอาหารนำเข้าทุกอย่างอยู่แล้ว

            อย่างไรก็ตามเครือข่ายผู้บริโภคไม่ค่อยให้ความเชื่อถือ ระบบตรวจสอบมาตรฐานด้านอาหารของหน่วยงานรัฐไทยมากนัก

          "สารี อ๋องสมหวัง" เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวยืนยันว่าตนไม่รู้สึกเชื่อถือข้อมูลจาก "กระทรวงเกษตรและสหกรณ์" ที่อนุญาตให้นำเข้าปลาตาเดียวจากจังหวัดฟุกุชิมะ ประเทศญี่ปุ่น รวมถึงไม่เชื่อถือ ตัวแทน "สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ที่ออกมาแถลงข่าวยืนยันความปลอดภัยของปลาเหล่านี้  

                "ขอเรียกร้องให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และกระทรวงเกษตรเปิดเผยใบรับรองการนำเข้าปลาตาเดียว พร้อมรายชื่อร้านอาหาร 12 แห่งเพื่อเป็นข้อมูลให้กับผู้บริโภค ให้ชะลอการใช้ปลานำเข้ามาขายให้ลูกค้า จนกว่าจะได้รับการตรวจสอบความปลอดภัยซ้ำจากหน่วยงานในประเทศไทย และให้หยุดการนำเข้าล็อตอื่นๆ" ตัวแทนผู้บริโภคกล่าวย้ำ

             สุดท้ายนี้หลายคนอาจยังไม่รู้ว่า อาหารของไทยที่ขายอยู่ท้องตลาดนานาชนิด ล้วนแต่ผ่านการฉายรังสีอาหารทั้งสิ้นเช่น  ผลไม้ กุ้งแช่แข็ง  หอมหัวใหญ่ ถั่ว กระเทียม มะขามหวาน ฯลฯ

              เป็นนิมิตรหมายอันดีที่กลุ่มคุ้มครองผู้บริโภคเข้ามาเรียกร้องให้ควบคุมและตรวจตราในเรื่องนี้เป็นพิเศษ หวังว่าจะไม่ได้ตรวจเฉพาะ "ปลา" จากฟุกุชิมะ

           แต่ขอให้ "สุ่มตรวจ" อาหารทุกชนิดที่วางขายในตลาดทั่วประเทศไทย

 และต้อง "เปิดเผย" รายงานให้ประชาชนรับทราบว่า อาหารที่พวกเรากินทุกวันปนเปื้อนกัมมันตรังสีมากน้อยเพียงไร !?!

 

ทีมข่าวรายงานพิเศษ