
เลื่อนเลือกตั้ง? คำถามที่ถูกย้ำจากความ “สงสัย”
เกิดอะไรขึ้นกันแน่ เมื่อไม่ว่าเกิดเหตุอะไรคนมักตั้งคำถามว่า "จะเลื่อนเลือกตั้งอีกหรือไม่" เป็นเรื่องของ "วิกฤตความเชื่อใจ" หรืออำนาจแห่งความ "สงสัย"
ต้องบอกว่าไม่แปลกที่ถึงนาทีนี้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นทางการเมืองก็มักจะถูกตั้งคำถามว่า "วันเลือกตั้งจะถูกเลื่อนออกไปอีกหรือไม่" นั่นเพราะที่ผ่านมารัฐบาลไม่เคยมีความชัดเจนเกี่ยวกับวันเลือกตั้ง ซ้ำยังมีทีท่าว่าวันเลือกตั้งอาจไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญหรือเป็นภารกิจหลักของรัฐบาลชุดนี้
หรือหากจะให้ชัดกว่านั้นต้องบอกว่าแทบไม่มีสักครั้งที่รัฐบาลจะบอกว่าการเลือกตั้งนั้นจะมีขึ้นเมื่อใด แต่เลือกใช้คำว่า “โรดแม็พ” ซึ่งเป็นกระบวนการขั้นตอน ทำให้หมายความว่าหากขั้นตอนไม่เสร็จเรียบร้อย ก็จะไม่มีการเลือกตั้ง
มีเพียงครั้งเดียวเท่านั้นที่นายกรัฐมนตรีประกาศว่าจะเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายน 2561 แต่เมื่อเกิดข้อเสนอเรื่องให้เลื่อนวันบังคับใช้กฎหมายและจะทำให้วันเวลาของการเลือกตั้งเขยิบออกไปเป็นเดือนกุมภาพันธ์ปี 2562
หรือแม้กับเรื่องล่าสุดที่มีคนออกมาพร่ำชี้แจงว่าไม่เกี่ยวกับการเลื่อนเลือกตั้ง แต่คนโดยมากกลับไม่เชื่อและตั้งคำถามว่านัยเช่นนี้จะกระทบกับการเลือกตั้งอย่างไร นั่นคือการที่จู่ๆ สภานิติบัญญัติแห่งชาติก็พร้อมอกพร้อมใจกันลงมติ“คว่ำ” หรือไม่รับรอง ผู้ที่ได้รับการสรรหาเป็น กกต. ทั้ง 7 คน ส่งผลให้การสรรหาต้องเริ่มต้นกันใหม่ทั้งหมด ยืดเวลาการมี กกต.ชุดใหม่ออกไปอย่างน้อยๆ ก็หกเดือน ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ยังมีการยืนยันว่าถ้าไม่ผ่านก็ไม่ผ่านเฉพาะบางคนเท่านั้น
แม้ตามรัฐธรรมนูญจะบอกว่าให้ชุดเก่าปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ แต่คนก็ยังสงสัยว่าจะกลายเป็นหนึ่งในข้ออ้างที่จะพูดถึงความไม่เหมาะสมในการจัดการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญใหม่ โดย กกต.ที่มาจากรัฐธรรมนูญเก่าหรือไม่ และช่วงนั้นก็มีคนตั้งข้อสังเกตว่า ระหว่างนี้จะมี กกต.คนหนึ่งที่ต้องหมดวาระไปในเดือนกันยายน เนื่องด้วยอายุ 70 ปี และหากถึงวันนั้นยังไม่มี กกต.ใหม่เข้ามาจะทำอย่างไร ยิ่งหากอีก 4 คนที่เหลือ มีใครคนใดคนหนึ่งลาออก หรือปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้อาจกระทบต่อเรื่ององค์ประชุมและการตัดสินใจสำคัญๆ ซึ่งการตัดสินใจสำคัญๆ จะเป็นเรื่องอื่นไปไม่ได้นอกจากเรื่องเลือกตั้ง ที่เป็นหน้าที่หลักของ กกต.
ผ่านพ้นไปไม่ถึงอาทิตย์ “สมชัย ศรีสุทธิยากร” ก็ทำเรื่องน่าแปลกใจเมื่อไปลงสมัครเป็น “เลขาธิการ กกต.” ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ต่ำกว่าที่ตนเองกำลังเป็นอยู่ และหากได้รับการคัดเลือกก็จะต้องลาออกจากการเป็น กกต.
เราไม่อาจรู้ได้ว่า “สมชัย” ต้องการอะไร ต้องการที่จะ “กวน” ต้องการที่จะ “สานต่องาน” หรือต้องการอะไรแฝง แต่ผลที่เกิดขึ้นหากเขาได้รับคัดเลือกเขาก็ต้องลาออกไป และหากกกต.อีกคนต้องพ้นจากตำแหน่งในเดือนกันยายน ก็จะทำให้องค์ประชุมและการตัดสินใจในเรื่องสำคัญๆ มีปัญหาในทันที
แม้รัฐบาลจะบอกว่าแก้ปัญหาได้ ใช้มาตรา 44 ต่ออายุได้ แต่หากรัฐบาลไม่ต้องการให้เลือกตั้งก็ไม่ต้องใช้อำนาจอะไร และปล่อยให้เข้าสู่ทางตัน ก่อนที่จะใช้อำนาจพิเศษในทางอื่นเพื่อขยับวันเลือกตั้งก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้
ทำไมคนถึงสงสัย คำตอบมีง่ายๆ คือ ความไม่ไว้วางใจ และความไม่เชื่อใจว่ารัฐบาลต้องการให้มีการเลือกตั้ง และเหตุการณ์ที่ผ่านๆ มาก็ทำให้คิดได้เช่นนั้น
กี่ครั้งกี่หน ที่ “โรดแม็พ” ทำให้วันเลือกตั้งต้องขยับออกไป ถ้าเรามาไล่ย้อนกันดูจะเห็นท่วงท่าการขยับขยายเวลามาตลอด ไม่ว่าจะเป็นแบบขยับจังๆ ตามกฎหมาย หรือการขยับแบบการตีความ
ครั้งแรกที่มีการขยับวันเลือกตั้งคือ การที่จู่ๆ สภาปฏิรูปแห่งชาติตัดสินใจ “คว่ำ” ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” เปิดทางให้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ทำให้การเลือกตั้งต้องรอรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้วเสร็จ
จากนั้นเมื่อทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ “กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ” โฆษณาว่าหากกฎหมายลูก 4 ฉบับที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งเสร็จเมื่อไหร่ อีก 150 วันจากนั้นเลือกตั้งทันที และเมื่อถูกถามว่ากฎหมายลูกจะเสร็จเมื่อไหร่ คำตอบที่ได้รับคือ รัฐธรรมนูญเขียนไว้ให้ทำให้เสร็จใน 240 วัน แต่กฎหมาย 4 ฉบับนี้เป็นกฎหมายที่รีบเร่ง ก็จะทำให้เสร็จใน 4 เดือน
แต่แล้วก็อย่างที่เห็น กฎหมายเลือกตั้ง ส.ส. และกฎหมายเลือกตั้ง ส.ว. เป็นกฎหมายลูกสองฉบับสุดท้ายที่เสร็จและใช้เวลาเกือบเต็ม 240 วัน ไม่ใช่ 4 เดือนเสร็จตามคำโฆษณาแต่อย่างใด
ต่อมาคือการตีความว่า 240 วันที่กำหนดให้ทำกฎหมายแล้วเสร็จนั้นเป็นเพียงขั้นตอนของกรรมการร่างรัฐธรรมนูญเท่านั้น ไม่รวมเวลาพิจารณาของ สนช. อีก 60 วัน และยังมีขั้นตอนของการตั้งกรรมาธิการร่วมหากเห็นไม่ตรงกันอีก
ถัดมาคือการแก้ไขร่างกฎหมายเลือกตั้งชนิดหลายคนตกตะลึงว่ามีทางแบบนี้ด้วยคือ กำหนดให้กฎหมายมีผลบังคับใช้หลังจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาอีก 90 วัน แปลว่าแม้กฎหมายจะผ่าน แต่วันเลือกตั้งแทนที่จะมีขึ้นใน 150 วันนับแต่กฎหมายเสร็จ ก็ต้องขยับไปเป็น 240 วัน
นอกจากนี้ยังมีกระแสข่าวเรื่องการคว่ำกฎหมายทั้งกฎหมายเลือกตั้ง ส.ส. และกฎหมายการได้มาซึ่ง ส.ว. โดย สนช.ซึ่งจะส่งผลให้การเลือกตั้งเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนดอีกด้วย
ท่าทีเหล่านี้จึงไม่แปลกว่าจะถูกมองด้วยสายตา “สงสัย” และ “ไม่เชื่อใจ” ทุกครั้งที่เกิดประเด็นทางการเมือง และแรงสงสัยนี่เองที่จะสะท้อนย้อนกลับมากดดัน คสช.ให้หนักขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งเกิดประเด็นหนักๆ คำถามและข้อสงสัยจะยิ่งแรงขึ้น
อย่าประมาทพลังแห่งความสงสัย
--------------



