
สนช. คว่ำ กกต. ซ่อนกลอะไร ?
สนช. คว่ำ กกต. ซ่อนกลอะไร ? : คอลัมน์... ขยายปมร้อน โดย... โอภาส บุญล้อม
ถือเป็นครั้งแรกและเป็นประวัติศาสตร์ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่ไม่ให้ความเห็นชอบผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นกรรมการองค์กรอิสระยกชุด กับการที่ สนช.ลงมติไม่เห็นชอบบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทั้ง 7 คน
ประกอบด้วย 5 คนที่มาจากคณะกรรมการสรรหา ได้แก่ นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช., นายเรืองวิทย์ เกษสุวรรณ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ, นางชมพรรณ์ พงษ์เจริญ สุธีรชาติ ที่ปรึกษากฎหมายบริษัทวรวิสิฏฐ์ จำกัด และหัวหน้าสำนักงานกฎหมายสุธีรชาติ, นายอิสสรีย์ หรรษาจรูญโรจน์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ , นายประชา เตรัตน์ อดีตรองปลัดกระทรวงมหาดไทย และอีก 2 คน มาจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา คือ นายฉัตรไชย จันทร์พรายศรี ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา และ นายปกรณ์ มหรรณพ ผู้พิพากษาศาลฎีกา
สำหรับเหตุผลหลักๆ ที่อ้างในการคว่ำ ว่าที่ กกต.ทั้ง 7 คน พอสรุปได้ว่า 1.ไม่เชื่อมั่นในฝีมือของผู้ได้รับการเสนอชื่อ ที่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักของสาธารณชน ขณะที่ สนช.ต้องการคนที่มีความเชี่ยวชาญและมีประสบการณ์เกี่ยวกับการเลือกตั้ง 2.ถูกร้องเรียน 3.ผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา 2 คน อาจมีปัญหาเรื่องที่มาการสรรหาว่าได้ดำเนินการถูกต้องหรือไม่ จึงเกรงว่าอาจมีผู้ไปยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัย ซึ่งจะเกิดความวุ่นวายตามมามากมาย
แต่การที่ สนช.ลงมติไม่เห็นชอบกับผู้ที่่ได้รับการเสนอชื่อเป็น กกต.ยกชุดนี้ เป็นเรื่องที่ไม่เคยมีใครคาดคิดมาก่อน และเกิดขึ้นอย่างกะทันหันก่อนการประชุม ทำให้เกิดข่าวว่ามี “ใบสั่ง” คสช. ให้คว่ำ ว่าที่ กกต.ยกแผง
คำถาม คือ คสช.จะสั่งให้คว่ำ ว่าที่ กกต.ไปเพื่ออะไร ในเมื่อ กกต.ชุดปัจจุบัน ก็ยังทำหน้าที่จัดการเลือกตั้งได้ตราบใดที่ยังไม่มี กกต.ชุดใหม่ จึงไม่น่ามีผลต่อโรดแม็พ ทั้งนี้เป็นไปตามบทเฉพาะกาล มาตรา 70 ของ พ.ร.ป.กกต. พ.ศ.2560 ที่ให้ กกต.ชุดปัจจุบันยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้แม้ว่าพ้นตำแหน่งไปแล้ว จนกว่าจะมี กกต.ชุดใหม่เข้ารับหน้าที่
แต่ก็ยังมีการเชื่อกระแสที่ว่ามี “ใบสั่ง” มีมูล ด้วยเหตุผลที่ว่า 1.ทั้ง 7 คน ที่ได้รับการเสนอชื่อเป็น กกต.อาจไม่ถูกใจ คสช. จึงต้องสั่งคว่ำเพื่อให้ได้คนที่ต้องการ 2.เป็นช่องทางหนึ่งที่ทำให้การเลือกตั้งเกิดขึ้นได้ช้าที่สุด คือ เต็มกรอบระยะเวลา 150 วัน นับแต่ ก.ม.ลูกเกี่ยวกับการเลือกตั้งใช้บังคับ (ซึ่งรัฐธรรมนูญกำหนดว่าจะต้องมีการเลือกตั้งภายในระยะเวลาดังกล่าว) เพราะเมื่อยังไม่มี กกต.ชุดใหม่ ทาง คสช.ก็สามารถอ้างได้ถึงความไม่พร้อมในการจัดการเลือกตั้ง
อีกทั้งก่อนหน้านี้ได้มีคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 53/2560 ข้อ 8 ระบุว่า เมื่อ พ.ร.ป.เลือกตั้ง ส.ส. ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ซึ่งคาดว่าประมาณเดือนมิถุนายนนี้ ให้ คสช.หารือร่วมกับ กกต., คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ, ประธาน สนช., ผู้แทนพรรคการเมือง เพื่อนำไปสู่การเลือกตั้ง แต่เมื่อยังไม่มี กกต.ชุดใหม่ เข้ามาทำหน้าที่ ก็ยังไม่มีการร่วมหารือในการเลือกตั้ง
นอกจากนี้ ที่ผ่านมาก็มีหลายสิ่งหลายอย่างซึ่งถูกมองว่าเป็นการยื้อเลือกตั้งออกไปให้เกิดขึ้นช้าสุดเท่าที่สามารถทำได้ ไม่ว่าจะเป็นคำสั่งหัวหน้า คสช.ฉบับข้างต้น ที่ล็อกพรรคการเมืองไว้ไม่ให้ดำเนินกิจกรรมทางการเมือง เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้ง ทั้งที่ พ.ร.ป.พรรคการเมือง มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 8 ตุลาคม 2560 การขยายเวลาการบังคับใช้ร่าง พ.ร.ป.เลือกตั้ง ส.ส.ออกไป 90 วัน นับแต่ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งมีผลให้การจัดการเลือกตั้งต้องขยับออกไปอีก 3 เดือน หรืออาจมีการคว่ำ ร่าง พ.ร.ป.เลือกตั้ง ส.ส. และร่าง พ.ร.ป.ส.ว. ของ สนช. ซึ่งทำให้ร่างกฎหมายตกไป อันส่งผลต่อการเลือกตั้งที่จะมีขึ้น
อย่างไรก็ตาม อีกกระแสหนึ่งมีเสียงแว่วว่า...เหตุที่มีการคว่ำว่าที่ กกต.ก็เพราะมีบางคนที่ได้รับการเสนอชื่อ มีความสัมพันธ์กับ “บิ๊กป้อม” พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ จึงเกรงว่าหากคนเหล่านี้ได้รับเลือกและมารู้กันภายหลัง ก็จะส่งผลกระทบต่อรัฐบาล เหมือนกับกรณีที่ พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช.มีสายสัมพันธ์กับ “บิ๊กป้อม” อีกทั้งรัฐบาลก็กำลังประสบปัญหาอยู่หลายเรื่อง รวมทั้งปม “นาฬิกาหรู” ที่สั่นคลอนรัฐบาลอยู่ในขณะนี้ จึงไม่อยากเพิ่มปัญหาขึ้นอีก
นอกจากนี้ ผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อเป็น กกต. 2 คน ซึ่งผ่านการคัดเลือกจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ที่อาจเป็นเหตุหนึ่งของการไม่เห็นชอบของ สนช.กับว่าที่ กกต.ทั้งชุด เพราะมีปัญหาว่าอาจเป็นการเลือกที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย เนื่องจาก พ.ร.ป.กกต.2560 มาตรา 12 วรรค 3 ระบุว่า ในการสรรหาหรือคัดเลือกผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็น กกต. ให้ใช้วิธีลงคะแนนโดยเปิดเผย
แต่การที่ี่ทางศาลฎีกา ใช้วิธีให้ผู้พิพากษาหย่อนบัตรลงคะแนนลงในหีบบัตรซึ่งวางไว้ในที่ประชุมของผู้พิพากษา โดยทุกคนจะมองเห็นการหย่อนบัตรลงในหีบบัตร ถือว่าเป็นการลงคะแนนโดยเปิดเผย ตามที่กฎหมายกำหนดแล้วหรือไม่ เพราะมีผู้แย้งว่าการลงคะแนนโดยเปิดเผย หลักคือ “ต้องรู้ว่าใครลงคะแนนให้ใคร” แต่วิธีการที่ทางศาลใช้ ไม่ได้เป็นไปตามหลักการดังกล่าว
อย่างไรก็ตามเมื่อ สนช.ไม่ให้ความเห็นชอบกับผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อเป็น กกต. ศาลฎีกาก็ต้องทำการเลือกใหม่ ซึ่งศาลอาจจะเปลี่ยนวิธีการคัดเลือก กกต. เพื่อตัดปัญหาเรื่องนี้
จับตาดูต่อไป...การคว่ำ 7 ว่าที่ กกต.จะเป็นการ “ปลดชนวน” หรือ สร้างเงื่อนไขให้ “คสช.ขาลง” มากขึ้น!!



