คอลัมนิสต์

จัดตั้งตลาดต้องทำอย่างไร

จัดตั้งตลาดต้องทำอย่างไร

26 ก.พ. 2561

คอลัมน์ - รู้ลึกกับจุฬา

                   “ป้าทุบรถ” ที่ซอยศรีนครินทร์ 55 ถนนหมู่บ้านเสรีวิลล่า แขวงหนองบอน เขตประเวศ กทม. เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา จากแรกเริ่มที่เป็นเพียงคลิปแอบถ่ายในโลกโซเชียล ได้กลายเป็นประเด็นใหญ่ที่หลายฝ่ายตั้งคำถามถึงการมีอยู่ของตลาดทั้ง 5 แห่ง ในหมู่บ้าน และนำมาซึ่งกระแส #ทีมป้า ในโลกออนไลน์ ที่ชาวเน็ตไม่เพียงเห็นอกเห็นใจกับเคราะห์กรรมของคุณป้าแต่ยังเห็นด้วยกับสิ่งที่ชาวบ้านในหมู่บ้านเรียกร้องมาตลอด

               ล่าสุดกระแสโจมตีในโลกโซเชียลมีเดีย ยังนำพาให้ พล.ต.อ. อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการจังหวัดกรุงเทพมหานคร ต้องออกมาลงพื้นที่และเร่งสั่งปิดตลาดที่ไม่มีใบอนุญาต พร้อมดำเนินคดีกับเจ้าของตลาดเป็นที่เรียบร้อย

          การจัดตั้งตลาดต้องทำอย่างไร คือคำถามที่หลายคนสงสัย ซึ่ง รศ.ดร.คณพล จันทน์หอม ผู้ช่วยอธิการบดีด้านกฎหมาย และอาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ชี้แจงไว้ว่า เรื่องนี้มีกฎหมายหลายส่วนมาเกี่ยวข้อง ได้แก่ กฎหมายว่าด้วยการสาธารณสุข กฎหมายว่าด้วยผังเมือง กฎหมายว่าด้วยการจัดสรรที่ดิน และกฎหมายควบคุมอาคาร

          อาจารย์คณพลชี้ว่า กฎหมายว่าด้วยการประกอบกิจการตลาดมีการบัญญัติไว้โดยตรงในพ.ร.บ.การสาธารณสุข พ.ศ.2535 มาตรา 34 หลักการมีอยู่ว่า ห้ามมีการจัดตั้งตลาดเว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น ดังนั้นการขออนุญาตตั้งตลาดจึงเป็นเรื่องสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นตลาดประจำหรือตลาดนัด มิฉะนั้นจะมีโทษ

         ขั้นตอนการดำเนินการผู้ที่ต้องการจะประกอบกิจการตลาดต้องยื่นเรื่องต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่น หลังจากมีการตรวจความถูกต้องและสมบูรณ์ของเอกสารแล้ว เจ้าหน้าที่ก็จะเดินทางไปตรวจสอบสภาพของสถานที่ว่าถูกสุขลักษณะของตลาดหรือไม่ ถ้ามีข้อบกพร่องต้องปรับปรุงแก้ไข จนกว่าจะได้ใบอนุญาต

        ในการตรวจสอบเจ้าหน้าที่จะตรวจสอบว่าเป็นไปตามกฎกระทรวงว่าด้วยสุขลักษณะของตลาด พ.ศ.2551 ใน กทม. ก็จะมีข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง ตลาด (พ.ศ.2546) เช่น พิจารณาว่าตลาดประเภทไหน มีโครงสร้างอย่างไร ลักษณะสินค้าที่ขายเป็นอย่างไร เป็นต้น

         อาจารย์คณพล กล่าวต่ออีกว่า พ.ร.บ.การผังเมือง พ.ศ.2518 เป็นกฎหมายที่ต้องนำมาพิจารณาด้วยว่าพื้นที่ดังกล่าวจะนำมาสร้างตลาดได้หรือไม่ จะมีการจำแนกประเภท เช่น “ย” หรือประเภทที่อยู่อาศัย และมีการแยกย่อยของ “ย” แต่ละชนิด เช่น ประเภท “ย 3” เป็นที่ดินที่อยู่อาศัยหนาแน่นน้อย มีวัตถุประสงค์เพื่อดำรงรักษาการอยู่อาศัยที่มีสภาพแวดล้อมดีในบริเวณชานเมือง หรือพื้นที่สีเหลือง กำหนดว่าห้ามตั้งตลาด ยกเว้นจะเป็นไปตามที่กำหนด

          นอกจากนี้กรณีตลาดมีสิ่งปลูกสร้างก็ต้องมีใบขออนุญาตก่อสร้างอาคารตามพ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ในมาตรา 21 กำหนดชัดเจน ผู้ใดจะก่อสร้าง ดัดแปลง หรือเคลื่อนย้ายอาคารต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น อาคารสำหรับการพาณิชยกรรม ต้องมีมาตรฐานตามที่กำหนด เช่น มีเครื่องมือดับเพลิง มีที่ทิ้งขยะมูลฝอย เป็นต้น

        และยังมีพ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 ที่กำหนดว่าที่ดินนั้นมีเพื่อวัตถุประสงค์ใด และต้องถือตามที่จดทะเบียนไว้ เช่น ใช้เป็นที่อยู่อาศัยก็ต้องเป็นที่อยู่อาศัย จะดัดแปลงเป็นอย่างอื่นไม่ได้ ไม่ว่าจะผ่านมากี่มือก็ตาม

        “ผมเห็นว่ากฎหมายมีมากพออยู่แล้วในการจัดการตลาด ในการดำเนินการเรื่องหนึ่งผู้ประกอบการหรือเจ้าหน้าที่ต้องศึกษากฎหมายหลายฉบับ ซึ่งถ้าไม่ระวังก็อาจมีข้อผิดพลาดหรือบกพร่องในการดำเนินการได้” อาจารย์คณพลกล่าว พร้อมเสริมว่า ปัจจุบันมี พ.ร.บ. ว่าด้วยการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตในปี 2558 ใช้บังคับ ทำให้หลายหน่วยงานจัดทำคู่มือประชาชนในการดำเนินเรื่องต่างๆ โดยจะมีศูนย์รับคำขออนุญาตในลักษณะ วัน สต็อป เซอร์วิส ให้ผู้ประกอบการขออนุญาตทุกเรื่องในคราวเดียวกัน กลไกดังกล่าวจะช่วยอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน และช่วยป้องกันการทุจริตเจ้าหน้าที่ในระดับหนึ่งด้วย

         อาจารย์คณพลให้คำแนะนำว่า หน่วยงานต่างๆ ควรเร่งทำคู่มือประชาชนที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ให้เสร็จโดยเร็ว และรัฐก็ควรทบทวนกฎหมายที่มีข้อยุ่งยากในการอนุญาตให้ง่ายขึ้น มีระบบตรวจสอบที่เข้มแข็งขึ้น เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเกิดความสมบูรณ์

         อย่างไรก็ดี กรณีที่เกิดความเสียหายขึ้นแล้วประชาชนผู้เดือดร้อนก็มีสิทธิ์ยื่นเรื่องต่อศาลปกครองได้ และต้องผ่านกระบวนการพิสูจน์ว่าถ้าเจ้าหน้าที่รัฐปฏิบัติตามหน้าที่หรือไม่ ถ้าไม่ เจ้าหน้าที่รัฐก็ต้องรับผิดชอบและได้รับบทลงโทษทางวินัย หรืออาจมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาเรื่องความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่

        ผู้เสียหายยังสามารถแจ้งความดำเนินคดีแก่เจ้าของตลาดในฐานะจงใจหรือประมาทเลินเล่อให้เกิดเหตุเดือดร้อนรำคาญ ส่วนบุคคลอื่นๆ ที่กระทำการนั้น ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายของในตลาดก็ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัว เรียกค่าสินไหมทดแทนได้