นศ.ถาม อยู่ทำไม!! พูดเบาๆ ก็เจ็บ
บางคนบอกรัฐบาล หรือ คสช. พลาดเองในหลายจุดพร้อมๆ กัน ความเคลื่อนไหวในกลุ่มก้อนของคนรุนใหม่จึงค่อยๆ ปรากฏขึ้นตามลำดับอย่างสอดประสาน!!
"การศึกษามิใช่เรื่องของการเติมน้ำใส่ถัง หากแต่เป็นเรื่องของการจุดไฟ” วิลเลียม บัตเลอร์ เยตส์ (กวีเอกชาวไอริช)
วันนี้การเรียนรู้ของนักศึกษารูปแบบหนึ่งที่เป็นคำอธิบายข้างต้น กำลังขับเคลื่อนพลังออกมาเรื่อยๆ
นั่นคือการเคลื่อนไหว แสดงท่าทีต่อการเมืองไทยในใบบังคสช. ที่เวลานี้ไม่เพียงจากการนำโดยกลุ่มก้อนต่างๆ “นอกรั้ว” ที่ก่อตั้งขึ้นมานับแต่ปี 2557 แล้วก็วนเวียนเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายต่อเนื่องมาถึงขณะนี้
แต่ยังมีขบวนการ “ในรั้ว” ที่วันนี้พากันลุกขึ้นถือคบเพลิง หรือเทียนเล่มน้อย ค่อยตามมาติดๆ ด้วยอุดมการณ์เดียวกัน คือจุดไฟประชาธิปไตย!
อย่างกรณีที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่กี่วันมานี้ ก็นับเป็นภาพที่สอดประสานกับบรรยากาศทางการเมืองที่ไม่เป็นใจให้ฝ่ายรัฐเลย
บางคนบอกรัฐบาล หรือ คสช. พลาดเองในหลายจุดพร้อมๆ กัน นอกเหนือจากเรื่องการยืดระยะเวลาเลือกตั้งออกไปแล้ว ยังมีเรื่องนาฬิกาที่อธิบายยังไงก็ฟังไม่ขึ้น!
ความเคลื่อนไหวในกลุ่มก้อนของคนรุนใหม่จึงค่อยๆ ปรากฏขึ้นตามลำดับอย่างสอดประสาน
งานเปิดฉากท้าทาย คสช.
ความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญนับจากวันที่ 27 มกราคม ที่ผ่านมา กับกิจกรรม “นัดรวมพลประชาชนอยากเลือกตั้ง แสดงพลังต้านสืบทอดอำนาจ คสช.” บริเวณสกายวอล์ก แยกปทุมวัน ของนักศึกษากลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย (DRG) แถมยังประกาศนัดชุมนุมบนที่ดังกล่าวทุกวันเสาร์ จนถึงวันที่ 22 พฤษภาคม ซึ่งเป็นวันครบรอบในการรัฐประหาร 4 ปี และจะชุมนุมต่อไปจนกว่าจะมีการเลือกตั้ง!!!
นี่ไม่ใช่การลุกขึ้นมาชิงพื้นที่สื่อธรรมดาๆ แต่ถือเป็นการขับเคลื่อนพันธกิจแบบรุกไม่ยั้ง เต็มสูบ และไม่ได้มาแบบไหลเทไม่รู้ที่ไป เพราะทุกอย่างมีลำดับขั้นของการเคลื่อนไหวที่วางมาอย่างดี
อย่างที่รู้กันว่างานนี้นำโดย รังสิมันต์ โรม แกนนำกลุ่ม พร้อมด้วย สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือ “จ่านิว” ที้กล่าวปราศรัยโจมตีรัฐบาล และคสช. ที่เลื่อนการเลือกตั้งออกไปอีกครั้ง
โดยใจความสำคัญคือ ถ้านายกฯ รักประเทศจริงๆ ต้องคืนอำนาจให้ประชาชน จัดการเลือกตั้งให้เร็วที่สุด
ขณะที่ทางกลุ่มยังออกแถลงการณ์ประณาม คสช.ในการตั้งข้อหาดำเนินการทางกฎหมาย 8 แกนนำ ที่รณรงค์เดินเพื่อมิตรภาพ จากกรุงเทพฯ ถึงขอนแก่น โดยอ้างว่าผิดคำสั่งคสช. ที่ 3/2558 ที่ห้ามชุมนุมเกิน 5 คนขึ้นไป
โดยระบุว่าการกระทำเช่นนี้ของรัฐบาลคสช. แสดงให้เห็นว่าเป็นการใช้อำนาจตามอำเภอใจจนเลยเถิด ทำให้ คสช.มีอำนาจ เหนือพลเมืองตามรัฐธรรมนูญ ดังนั้นในฐานะประชาชนขอประณามการกระทำที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน และสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ
แน่นอนเหตุการณ์นี้นำมาสู่การถูกดำเนินคดี “ตามกฎหมาย” สำหรับนักกิจกรรมทั้ง 7 คน ประกอบด้วย 1.รังสิมันต์ โรม 2.สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ 3.ณัฎฐา มหัทธนา 4.อานนท์ นำภา 5.เอกชัย หงส์กังวาน 6.สุกฤษฎ์ เพียรสุวรรณ 7.เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล ในข้อหาฝ่าฝืนข้อ 12 ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 3/2558 และกระทำการยุยงปลุกปั่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 เมื่อวันที่ 30 มกราคม ที่ผ่านมา
ถามว่าทางฝ่ายผู้เคลื่อนไหวจะสะทกสะท้านหรือไม่ในเมื่อพวกเขารู้ดีว่าจะเจออะไร และรู้ว่าจากนั้นจะเคลื่อนไหวยังไง
เพราะในทางหนึ่งนี่ก็คือการ “เรียกแขก” เพิ่มเข้ามาอีกโดยฝ่ายรัฐเอง ที่ก็จำเป็นต้องทำตามสูตร แม้รู้ว่าจะเข้าทาง แต่ก็มิอาจปล่อยผ่านไปได้!
งานรับลูกชง ส่งต่อ?
และก็ราวกับเขียนบท วันนี้ คสช.มีงานเอกสารตามมาให้เคลียร์เพิ่มเพราะบรรดากลุ่มนักศึกษาในรั้วก็ทยอยออกมาแสดงจุดยืนต่อการกระทำของรัฐบาลกันคึกคัก
โดยเฉพาะวันที่ 1 กุมภาพันธ์ วันเดียว คสช.ต้องเจอแถลงการณ์ไปหลายฉบับ!
เริ่มจาก “สภานักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต” ได้ออกแถลงการณ์ผ่านเฟซบุ๊ก เรื่อง "การแสดงจุดยืนต่อคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 3/2558” หรือกฎหมายที่ใช้ในการเอาเรื่องกับกลุ่มกิจกรรมข้างต้น
จากนั้นก็ร่ายยาว โดยอ้างถึงข้อกฎหมายต่างๆ แบบทำเอา คสช. ต้องกลับไปอ่านอีกหลายรอบ เช่น สภานักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต แถลงถึงความกังวลใจต่อคำสั่งดังกล่าว ซึ่งมีเนื้อหาที่เป็นการขัดและส่งผลกระทบต่อเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นตามมาตรา 34
และเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ ตามมาตรา 44 ซึ่งได้ถูกรับรองไว้ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560
อีกทั้งยังเป็นการละเมิดต่อกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและการเมือง ข้อที่ 19 และ 20 ซึ่งไทยมีพันธะกรณีที่จะต้องปฏิบัติตาม
ทั้งหมดก็เพื่อขอให้มีการยุติการตั้งข้อกล่าวหากับนักกิจกรรมที่เข้าร่วมกิจกรรม “นัดรวมพลประชาชนอยากเลือกตั้ง แสดงพลังต้านสืบทอดอำนาจ คสช.” ซึ่งเป็นการใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่ได้รับรองไว้ซึ่งเสรีภาพ การแสดงความคิดเห็นและเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ
อีกทั้งเป็นไปตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิ พลเมืองและการเมือง ดังที่ได้กล่าวไว้ ณ ข้างต้น
ตามมาด้วยนิสิตจากรั้วสีชมพู นำโดยสโมสรนิสิตคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ได้ออกแถลงการณ์ตามมาติดๆ ในเนื้อหาไม่ต่างกัน
ทั้งหมดก็คือการกระทุ้งถามถึงรัฐบาลและความตั้งใจจริงในการนำพาประเทศไปสู่ประชาธิปไตยตามที่ได้สัญญาไว้กับประชาชนในตลอดระยะเวลา 3 ปี!
งานล้อการเมือง ล้อกระแสสังคม!
บางคนอาจจะมองว่าเป็นแค่สีสันชั่วคราววันหยุด แต่หากจะมองว่าเป็นอีกกลุ่มที่ร่วม “เขย่า” คสช.ก็คงไม่ผิด!
เพราะส่วนหนึ่งของงานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-มธ. ทุกครั้ง ขบวนพาเหรดล้อการเมืองคือสิ่งที่ทุกคนเฝ้าจับตาดู เพราะมันคือภาพสะท้อนทางการเมืองไทย เป็นหน้าประวัติศาสตร์ที่นำเสนอ ผ่านหุ่น
กิจกรรมเมื่อวันเสาร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา กับการล้อการเมืองที่ทุกคนยอมรับว่าเป็นงานเขียนโครงมาแล้วแต่เริ่ม ด้วยการเปิดฉากด้วยข่าวการเซ็นเซอร์จากฝ่ายทหาร เรียกเสียงฮือฮา ด่าทอจากประชาชนไปล่วงหน้า
แต่พอไปดูหุ่นทั้ง 5 ที่ได้ปรากฏกาย ก็ชัดเจนว่า “ตัวแทน” ภาพปัญหาใหญ่ๆ ของสังคมไทย ออกมาทำงาน “ล้อ” ไปกับกระแสเรียกร้องการเลือกตั้งตอนนี้นั่นเอง
เริ่มด้วยหุ่น “ยักษ์นนทก” นิ้วเพชร ที่แปลว่ามีอำนาจในการปลิดชีวิตใครก็ได้ แต่ที่สุดก็ชี้มาที่ตัวเอง ส่วนบนข้อมือซ้ายเขียนข้อความว่า “คืนเพื่อนแล้ว” ขณะที่อีกมือของยักษ์นนทกถือ “ส้อม” ขนาดใหญ่ ส่วนด้านหลังการสักยันต์ 5 แถว พร้อมคำว่า “แต่ผมไม่ตาย”
นี้ถือเป็นหุ่นล้อการเมืองที่ทุกคนมองออกว่าสะท้อนถึงการใช้อำนาจที่มีจนเกินขอบเขต และมันก็หวนกลับมาทำร้ายตนเอง
หุ่นตัวต่อมาคือ “หุ่นตาชั่ง” สะท้อนปัญหาการใช้จ่ายงบประมาณของรัฐที่ถูกใช้ไปในโครงการต่างๆ ที่อาจไม่สอดรับกับความต้องการและประโยชน์ของประชาชน
เช่นเดียวกับหุ่นตัวที่สาม จะเรียกว่า “ม้วนแผ่นดิน” สื่อถึงบรรดาคนรวยที่เป็นเจ้าของที่ดิน 80% ของประเทศ และความเหลื่อมล้ำที่แก้ไม่ได้
หุ่นตัวที่สี่ “รถไฟ” สะท้อนโครงการพัฒนาด้านต่างๆ ซึ่งเกิดขึ้นได้ด้วยการใช้กฎหมายพิเศษ โดยบางโครงการก็ได้ส่งผลกระทบต่อประชาชน
หุ่นตัวสุดท้าย “รัฐธรรมนูญ” สะท้อนถึงปัญหาการบังคับใช้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่ดูเหมือนเป็นการปูทางขึ้นสู่อำนาจของบางคนบางกลุ่ม
หรือในขบวนล้อของฝ่ายจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็กล่าวถึงประเด็น “ห้ามล้อเลียนนาฬิกา” ในงานฟุตบอลประเพณีครั้งนี้!
ทั้งหมดนี้เมื่อนำมาปะติดปะต่อกันจะพบว่าเป็นความเคลื่อนไหวที่เหมือนเป็นเนื้อเดียวที่สอดรับกัน จะด้วยตั้งใจชง ส่งต่อ รับลูก หรือไม่ก็ตาม
อย่างไรก็ดี ยังมิอาจประเมินได้ว่าการเคลื่อนไหวของพวกเขาจะมีรูปแบบเหมือนต่างกับเหตุการณ์เรียกร้องประชาธิปไตยของขบวนการนักศึกษา ช่วงเดือนตุลาในอดีตอย่างไร
เพราะโลกยุคใหม่การเคลื่อนไหวบอกต่อมีช่องทางให้ทำอีกมาก และสกายวอล์กก็ไม่ใช่ถนน หรือถึงจะไม่มีความรุนแรง แต่ก็ไม่ติ๋ม!
เพราะเมื่อมันได้เกิดขึ้นแล้วพวกเขาจะยังคงปล่อยของ แสดงพลังออกมาเรื่อยๆ ชนิดที่ฝ่ายใช้อำนาจมิควรมองข้าม จนออกมาติดกับดักของตนเอง!
/////////



