คอลัมนิสต์

“ศรัทธา” ที่ไร้อคติ

“ศรัทธา” ที่ไร้อคติ

05 ก.พ. 2561

คอลัมน์ - รู้ลึกกับจุฬาฯ

              ข่าว คุณอัจฉราวดี วงศ์สกล หรือ “อาจารย์อ้อย” ประธานองค์กรมูลนิธิ โนอิ้ง บุดด้า เจ้าของหนังสือ ฆราวาสบรรลุธรรม กลายเป็นกระแสในสังคมไทยหลังจากมีการแชร์ข้อความจำนวนมากในโลกออนไลน์ที่เป็นการยกคำพูดของอาจารย์อ้อยในเชิงวิพากษ์วิจารณ์พระสงฆ์

             คุณอัจฉราวดี หรืออาจารย์อ้อย เป็นผู้นำเสนอการปฏิบัติธรรมสายใหม่ที่เรียกว่า “เตโชวิปัสสนา” โดยระบุว่าเป็นการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานตามหลักสติปัฎฐานสี่ เน้นที่การเพียรเผากิเลสในใจตนเอง แต่หลายฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย ต่างมองว่าเป็นการบิดเบือนคำสอนทางพุทธศาสนาและการกระทำของอาจารย์อ้อยก็เป็นพุทธพาณิชย์อีกรูปแบบหนึ่ง

             “ก่อนอื่นดิฉันขอบอกว่าดิฉันคงไม่ไปตัดสินว่าสิ่งที่อาจารย์อัจฉราวดีสอนหรือทำเป็นสิ่งถูกหรือผิด แต่จะมาชี้ให้เห็นประเด็นพื้นฐานที่กำลังที่เกิดขึ้น” คือใจความสำคัญที่ ศ.ดร.สุวรรณา สถาอานันท์ จากภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองเห็นในกรณีนี้

               อาจารย์สุวรรณา ระบุว่า คำว่า “ฆราวาสบรรลุธรรม” ที่อาจารย์อัจฉราวดีพูดถึงเป็นเรื่องที่ทำได้ ในสมัยพุทธกาลก็มีฆราวาสที่บรรลุธรรมมาแล้ว แต่ไม่ใช่ในระดับพระอรหันต์ เพราะพุทธศาสนาเถรวาทถือว่าการบรรลุธรรมขั้นพระอรหันต์จะต้องบวช

                “ดิฉันเห็นว่าประเด็นพื้นฐานในกรณีนี้คือ ความรู้บางอย่างที่เคยอยู่กับเฉพาะคนใน เช่น ความรู้ทางธรรมอยู่เฉพาะกับพระ หรือแม้กระทั่งความรู้ทางการแพทย์ที่สมัยก่อนมีแต่หมอเท่านั้นที่รู้ ก็กลายมาเป็นความรู้ที่คนนอกเข้าถึงได้มากขึ้นผ่านสื่อต่างๆ มันไม่ถูกปิดกั้นอีกต่อไป ในสมัยนี้ฆราวาสก็มีความรู้ทางธรรมได้”

            อาจารย์สุวรรณาชี้ว่า สังคมไทยควรเปิดกว้างให้ฆราวาสเป็นคนสอนธรรมะได้ แต่สิ่งที่สำคัญคือคนไทย จะต้องมีความสามารถในการคิด วิเคราะห์ แยกแยะได้ว่าคำสอนแบบใดคือคำสอนที่ดี ที่ถูกต้องไม่ว่าใครจะเป็นผู้สอนก็ตาม

             “ดิฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมคนไทยถึงดูเป็นคนที่เชื่อและศรัทธากับอะไรง่าย ทั้งๆ ที่การเรียนการสอนพุทธศาสนาของไทยมีมานานหลายร้อยปี ดิฉันไม่ได้หมายถึงกรณีของอาจารย์อัจฉราวดี แต่ขอพูดมุมกว้างว่าคนไทยควรปฏิเสธ หรือไม่เชื่อ ถ้าใครมาสอนอะไรประหลาดเลอะเทอะ” คือสิ่งที่อาจารย์สุวรรณาต้องการสื่อ

             “ศรัทธา” หมายถึงสิ่งที่ดีงาม เป็นพลังทางบวก ช่วยให้ผู้ปฏิบัติไม่ท้อแท้สามารถปฏิบัติด้วยความขยันหมั่นเพียร แต่ต้องระวังไม่งมงาย ศรัทธาที่ถูกต้องจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อมนุษย์ไม่ขี้เกียจทำการบ้านทางความคิด ศึกษาค้นคว้า ใช้เหตุและผลในการไตร่ตรอง นี่คือสิ่งที่ช่วยให้พุทธศาสนาพ้นจากความเสื่อม เพราะหากคนไม่เชื่อคำสอนหรือความเชื่อที่ไม่ถูกต้องแล้ว สิ่งเหล่านั้นก็จะสลายไปเอง

              อีกประเด็นที่อาจารย์สุวรรณาต้องการชี้ให้เห็น คือ อาจารย์อัจฉราวดี มีสถานะเป็นฆราวาส “หญิง” ที่สอนธรรมะ ทำให้อาจมองได้ว่า เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ถูกโจมตีว่าไม่เหมาะไม่ควร

               “โดยปกติเรามีจารีตทางความเชื่อว่าผู้หญิงเป็นผู้สนับสนุนผู้ชายให้ปฏิบัติธรรม สนับสนุนให้ผู้ชายบวช เรามักได้ยินคำกล่าวที่ว่าแม่เกาะชายผ้าเหลืองลูกชายขึ้นสวรรค์ คราวนี้ดูเหมือนว่าธรรมะลึกซึ้งเคร่งครัดปรากกอยู่ในตัวผู้หญิง มันเลยดูผิดจารีต” พร้อมระบุอีกว่าผู้หญิงรุ่นใหม่ในศตวรรษที่ 21 มีความรู้ความสามารถในศาสนธรรม ดังนั้นสังคมควรมีการปรับเปลี่ยนเปิดกว้างต่อความคิดนี้โดยพิจารณาความเป็นจริงตรงนี้ให้เข้ากับยุคสมัยด้วย

             ทั้งนี้อาจารย์อัจฉราวดี ถูกโจมตีในโลกออนไลน์ว่าทำตัวเหนือสงฆ์ มีการเผยแพร่ภาพพระสงฆ์ยกมือไว้ตัวอาจารย์อัจฉราวดี และมีการใช้ถ้อยคำวิพากษ์วิจารณ์พระสงฆ์รุนแรง ซึ่งต่อมาอาจารย์อัจฉราวดีก็ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ว่าภาพถ่ายที่พระสงฆ์ไหว้นั้นเป็นภาพถ่ายที่ถูกเข้าใจผิด ส่วนประเด็นโจมตีพระสงฆ์ก็เป็นแคมเปญปกป้องศาสนาจากพระที่ประพฤติมิชอบ

             “ดิฉันไม่ขอชี้ถูกชี้ผิดเรื่องคำสอน และไม่ขอชี้ถูกชี้ผิดเรื่องข้อครหาเรื่องการหาเงินเข้ามูลนิธิ เพราะต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อไป แต่จะพูดถึงกรณีนี้ในฐานะที่เธอเป็นผู้หญิงและเป็นฆราวาส ว่าเรื่องเช่นนี้ถ้าเป็นผู้ชายและบวชเรียนมาแล้วคงถูกตั้งคำถามน้อยกว่านี้ การตั้งคำถามจะน้อยกว่าเพราะมันสอดคล้องกับจารีตเกี่ยวกับบทบาททางศาสนาของเพศชายหรือไม่”

               อาจารย์สุวรรณา ระบุว่า สังคมต้องใคร่ครวญ ทบทวนอคติที่มีมาแต่เดิมโดยเฉพาะการแยกแยะให้ออกระหว่างคำสอนกับเหตุผลที่มาที่ไปของคำสอน กับตัวผู้สอน สังคมไทยควรมีความคิดวิเคราะห์ เชื่อในสิ่งที่ถูกต้อง มิใช่โจมตีเพียงเพราะผู้สอนเป็นฆราวาสหรือเป็นผู้หญิง

              “แต่ดิฉันคิดและอยากเห็นว่าสังคมไทยต้องเข้มแข็งพอที่จะบอกว่าสอนอย่างนี้ไม่ได้ สอนอย่างนี้ผิด ดีกว่าจะไปโจมตีคนสอนด้วยอคติบางประการ นี่คือสิ่งที่ดิฉันอยากจะเห็นมากกว่า” อาจารย์สุวรรณากล่าวทิ้งท้าย