คอลัมนิสต์

“ยื้อ” แยบยล...ระวัง “ไฟลามทุ่ง” !!

“ยื้อ” แยบยล...ระวัง “ไฟลามทุ่ง” !!

05 ก.พ. 2561

(คอลัมน์ขยายปมร้อน) ที่ลุ้น ที่เรียกร้องให้มีการเลือกตั้ง ถึงวันนี้ต้องเข้าใจให้ตรงกันนะว่า เลือกตั้งแล้ว คสช. ก็สามารถเล่นเกม "ยื้อ" อยู่ต่อได้อีก

 

               การเมืองตอนนี้แม้แรงกดดันต่อ คสช. จะมากขึ้น โดยมี 2 เรื่องหลักเป็น “หัวเชื้อ” แต่ก็ดูเหมือน “บิ๊กตู่” ยังชิลๆ

               หนึ่ง คือ “ปมนาฬิกา” “บิ๊กป้อม” ที่เป็นเรื่องมาตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคม ปีที่แล้ว ตอนนี้จะเต็ม 2 เดือนแล้ว ยังไม่มีทีท่าว่าหยุดพ่นพิษใส่ พล.อ.ประวิตร และดูเหมือนจะลามเข้าใส่ “น้องตู่” และ คสช. ด้วย

               เพราะเรื่องปราบทุจริตคอร์รัปชั่น คือ จุดขายหนึ่งของรัฐบาล คสช. แต่กรณีของ “บิ๊กป้อม” ก่อให้เกิดคำถามโด่งดังไปทั่วโลก

               “รองนายกฯ อันดับหนึ่ง” มีนาฬิกาหรูสลับสับเปลี่ยนในข้อมือ “จำนวนมาก” แม้ทาง ป.ป.ช. ซึ่งเป็นองค์กรที่มีหน้าที่ตรวจสอบเรื่องนี้จะออกมาช่วยแก้ต่างให้ว่า มีไม่ถึง 25 เรือน ตามที่ปรากฏภาพออกมาในเพจ CSI LA ก็ตาม

               สอง คือ ปมเลื่อนโรดแม็พวันเลือกตั้งครั้งแล้วครั้งเล่า จนทำให้แทบจะไม่มีใครเชื่อแล้วว่า จะไม่มีการเลื่อนการเลือกตั้งออกไปอีก จากล่าสุดที่ขยับจากภายในเดือนพฤศจิกายน ปีนี้ ไปเป็นภายในเดือนกุมภาพันธ์ ปีหน้า

               แหล่งข่าวฝ่าย คสช. บอกตรงๆ ว่า “หากยังไม่มั่นใจว่าจะชนะ ก็คงจะขยับออกไปอีก”

               ทั้งสองปมนี้ ก่อให้เกิดการขยับตัวของภาคส่วนต่างๆ จากเดิมที่มีแต่ความเคลื่อนไหวของฝ่ายการเมือง ล่าสุด ภาคประชาชนเริ่มมีความเคลื่อนไหว แม้บางส่วนอาจจะเป็น “คนหน้าเดิม” ที่ไม่สนับสนุน คสช. อยู่แล้วก็ตาม

               นอกจากนี้ ยังมีความเคลื่อนไหวของนักวิชาการ และภาคส่วนอื่นๆ ที่ “กล้า” ออกมาแสดงตัวมากขึ้น

               อย่างไรก็ตาม ในมุมของ คสช. ตอนนี้เลือกที่จะใช้ “กฎหมาย” มาเป็นเครื่องมือ “จัดการ” กับฝ่ายที่ออกมาเคลื่อนไหว โดยการแจ้งความดำเนินคดีกับทุกคนที่ออกมา โดย “กฎหมาย” สำคัญที่ใช้คือ คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 ที่ห้ามชุมนุมทางการเมืองห้าคนขึ้นไป

               ทาง คสช. เชื่อว่าวิธีนี้จะสามารถสร้าง “ความกลัว” ให้คนที่จะออกมาต่อต้าน คสช. ได้

               ส่วนที่มีเสียงเรียกร้องจากนักวิชาการและภาคส่วนต่างๆ ให้ยุติดำเนินคดีกับคนที่ออกมาเคลื่อนไหว รวมทั้งยกเลิกคำสั่งหัวหน้า คสช. ฉบับดังกล่าว เพราะเห็นว่าเป็นการละเมิดสิทธิ์ในการแสดงความคิดเห็นนั้น ฝั่ง คสช. ก็ประเมินว่า ทำได้แค่เรียกร้อง แรงต้านจุดไม่ติด ไม่มีอะไรต้องกังวล

               อย่างไรก็ตาม นอกจากแผน “ดำเนินคดีให้กลัว” ฝั่ง คสช. ยังมีแผนอื่นไว้ด้วย

               สำหรับปมปัญหาจากนาฬิกาบนข้อมือ “บิ๊กป้อม” นั้น มีข้อมูลว่าจะใช้วิธีลากไปเรื่อยๆ จนกว่า ป.ป.ช. จะมาสรุป หลังจากนั้น หาก “เอาไม่อยู่” เลี่ยงไม่ได้ ก็ให้ “บิ๊กป้อม” ลาออกไป เพราะเชื่อว่าเรื่องนี้จะไม่ส่งผลกับ คสช. ถึงขนาดจะล่มไปทั้งคณะ

               ส่วนเรื่องวันเลือกตั้งนั้น ตามที่บอกข้างต้นคือ ใช้ยุทธศาสตร์ “ยื้อ” จนกว่าจะมั่นใจว่า “บิ๊กตู่” จะสามารถกลับมาเป็นนายกฯ ได้อีกครั้ง

               ไม่ต้องถามว่าจะใช้วิธีไหน เพราะดูจากที่ผ่านมาจะเห็นว่า “อภินิหารกฎหมาย” สามารถจัดการได้

               ในระหว่างการ “ยื้อ” เลือกตั้ง เราคงจะได้เห็น “ประชานิยม” ที่มาในคราบของ “ประชารัฐ” หรือ “ไทยนิยมยั่งยืน” ถี่ขึ้น

               แต่ถ้าต้องเลือกตั้งจริงๆ “บิ๊กตู่” ก็ยังมีอีกหลายก๊อกไว้ให้อุ่นใจ

               ตามขั้นตอนการเลือกนายกฯ หลังเลือกตั้ง ขั้นตอนแรก คือ การเลือกนายกฯ ในบัญชีพรรคการเมือง ซึ่งรัฐธรรมนูญนี้กำหนดให้พรรคแจ้งรายชื่อผู้ที่พรรคจะเสนอให้เป็นนายกฯ ไม่เกิน 3 คน หรือจะไม่เสนอก็ได้

               ย้ำว่า ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 88 วรรคสอง กำหนดไว้ว่า พรรคที่ส่งผู้สมัคร ส.ส. จะไม่เสนอรายชื่อคนที่จะเสนอให้เป็นนายกฯ ก็ได้

               ทำไมเป็นเช่นนั้น ทำไมไม่บังคับให้ทุกพรรคเสนอชื่อคนที่จะสนับสนุนเป็นนายกฯ ?

               ท่าทีของ “ไพบูลย์ นิติตะวัน” แห่งพรรคประชาชนปฏิรูป พรรคที่ประกาศแต่หัววันว่าจะสนับสนุน “บิ๊กตู่” เป็นนายกฯ น่าจะพอเป็นคำตอบได้

               “ไพบูลย์” ประกาศว่า พรรคเขาจะไม่เสนอบัญชีรายชื่อนายกฯ เพราะต้องการ “นายกฯ คนกลาง”

               นี่น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างกระแส “นายกฯ คนกลาง” !!

               ไพบูลย์ ประกาศด้วยซ้ำว่า หลังเลือกตั้ง จะรวบรวมเสียง ส.ส. ให้ได้ 125 คน เพื่อไปรวมกับเสียง ส.ว. อีก 250 คน เป็น 375 คน “เพื่อสกัดนายกฯ ในบัญชีพรรคการเมือง”

               ในขณะที่เป้าหมายของพรรคอื่นคือ การผลักดันคนในบัญชีของพรรคไปเป็นนายกฯ “ไพบูลย์” เลือกที่จะพลิกไปทำอีกอย่าง

               แน่นอนเขามั่นใจว่า ส.ว. 250 คน ที่มาจากการแต่งตั้งของ คสช. จะมีความเห็นเช่นเดียวกับเขา คือ ต้องการ “นายกฯ คนกลาง” ที่ชื่อ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา”

               ก็ต้องรอดูกันว่า การรวม ส.ส. 125 ของ “ไพบูลย์” กับ การรวม ส.ส. ให้ได้ 375 คน ของอีกฝั่ง เพื่อเลือกนายกฯ ในบัญชีพรรค ฝั่งไหนจะได้ครบก่อนกัน

               ทั้งนี้ หาก “ไพบูลย์” ทำได้อย่างที่ว่า คือ รวม ส.ส. จากพรรคต่างๆ ซึ่งก็คงจะเป็นพรรคเล็กพรรคน้อย ได้ครบ 125 คน ทำให้สภาไม่สามารถเลือกนายกฯ ได้ ก็ต้องไปสู่ขั้นตอนเลือก “นายกฯ นอกบัญชี” หรือที่ถูกเรียกว่า “นายกฯ คนนอก” แต่ไพบูลย์เรียก “นายกฯ คนกลาง”

               การที่จะเลือกนายกฯ นอกบัญชีได้ จะต้องใช้เสียง 2 ใน 3 ของ ส.ส. และ ส.ว. รวมกัน นั่นคือ 500 จากทั้งหมด 750 ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย

               แต่มีเสียงกระซิบออกมาจากฝั่ง คสช. ว่า เสียงไม่พอไม่เป็นไร เพราะถ้าสามารถ “บล็อก” ไม่ให้เลือกนายกฯ ในบัญชีได้ แม้เลือกนายกฯ นอกบัญชีไม่ได้ ก็หมายความว่า “บิ๊กตู่” จะยังคงเป็นนายกฯ ต่อไป

               แถมเป็นนายกฯ ที่ยังมีอำนาจตาม มาตรา 44 เป็นดาบอาญาสิทธิ์อีกด้วย

               เพราะบทเฉพาะกาลในรัฐธรรมนูญกำหนดไว้อยู่แล้วว่า ให้ คสช. อยู่ต่อไปจนกว่าคณะรัฐมนตรีภายหลังการเลือกตั้งจะเข้ารับหน้าที่

               นั่นคือ อีกก๊อกใหญ่ ที่มีการวางเอาไว้เพื่อ “ต่อลมหายใจ” ให้ คสช.

               เอาเป็นว่า ที่ลุ้น ที่เรียกร้องให้มีการเลือกตั้ง ถึงวันนี้ต้องเข้าใจให้ตรงกันนะว่า เลือกตั้งแล้ว คสช. ก็สามารถเล่นเกม “ยื้อ” อยู่ต่อได้อีก

               นี่คือความแยบยลในการวางแผน “เพื่อไม่ให้เสียของ” โดยใช้ “อภิหารกฎหมาย” ขั้นสูงสุด

               แต่ความจริงที่หนีไม่พ้น คือ ยิ่ง คสช. ยื้อออกไปมากเท่าใด แรงต้านก็ย่อมมากขึ้นเป็นเงาตามตัว

               คสช. มั่นใจจริงหรือว่าจะสามารถคุมแรงต้านได้เบ็ดเสร็จ กดไว้ได้ตลอดไป ไม่ผุดขึ้นมา และกลายสภาพเป็น “ไฟลามทุ่ง” !!??

 

เรื่องโดย สมฤทัย ทรัพย์สมบูรณ์ คมชัดลึกออนไลน์

 

ดูคลิป