คอลัมนิสต์

วิ่งสู้ฟัดกัดไม่ยอมปล่อย

วิ่งสู้ฟัดกัดไม่ยอมปล่อย

28 ก.พ. 2552

อ่า! ข่าวฮือฮาเรื่อง “พระเจ้ามูลเมือง” กลับชาติมาเกิดใช้กรรมชาตินี้ สร้างความตื่นเต้นให้ชาวบ้านได้วูบเดียวเหมือนไฟไหม้ฟาง สร้างกระแสสั้น น่าเชื่อว่าความเพ้อเจ้อเป็นผลพวงของอากาศร้อนผิดปกติ ทำให้เมาแดด ส่งผลให้สติเลอะเลือน หากไม่เข้ารับการรักษาอยากถูกวิธีอ

เมื่อไม่มีใครสามารถพิสูจน์ด้วยวิทยาศาสตร์ได้ ใครจะเชื่อหรือไม่ย่อมเป็นสิทธิส่วนบุคคล ล่าสุด “พระเจ้ามูลเมือง” เปิดศึกรอบใหม่ ด้วยการเปิดตัวแบบเปิดเผย กำหนดเวลาเจ๊าะแจ๊ะเรื่องวิบากกรรมให้คนฮ่องกงฟังวันจันทร์หน้านี้ ณ สโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศ

เป็นผลของการประสานงานกันระหว่างสื่อเทศหรือไม่ อย่าเสียเวลาเดา ที่แน่ๆ ต้องถือว่าเป็นโอกาสเหมาะสำหรับตำรวจและอัยการได้ทำเรื่องเดินทางไปฮ่องกง เพื่อขอให้ตำรวจสากลจับกุม นำตัว “พระเจ้ามูลเมือง” ชาตินี้มาใช้กรรมในคุกบ้านเกิด ทดสอบความอดทนกับอากาศร้อน

ติดคุกเร็วเท่าไหร่ ก็ได้ออกเร็วเมื่อนั้น เป็นโอกาสจะได้ก้าวย่างตามรัฐบุรุษ “เนลสัน แมนเดลา” ไม่ต้องให้ติดนาน 27 ปี ก็ได้

เพราะอายุคงไม่ยืนขนาดเฉียดร้อยปีแน่นอน !

การไปกล่าวปาฐกถากับผู้สื่อข่าวในฮ่องกง และบุคคลในอาชีพอื่น คงหนีไม่พ้น ประเด็นคร่ำครวญถึงชะตาชีวิตที่พลิกผัน จากผู้นำประเทศเป็นผู้ลี้ภัย ผู้ร้ายหนีคุก สปอนเซอร์หลักมวลชนเสื้อแดง และซากเดนของพวกหลงเหลือจากการโดนยุบพรรค 2 ครั้ง จนมีแนวโน้มว่าโอกาสทำแฮตทริกเป็นไปได้สูงยิ่ง

การเปิดตัวครั้งนี้อาจอยู่บนพื้นฐานของความมั่นใจว่ากฎหมายไทยไม่สามารถเอาตัวมากินข้าวแดงใส่แกงผักบุ้งกับวิญญาณหมูได้ เพราะ “พระเจ้ามูลเมือง” ได้เปลี่ยนสถานภาพเป็นพลเมืองพิเศษของประเทศนิการากัวไปแล้ว

คงเป็นคนไทยคนแรก ซึ่งได้เป็นพลเมืองพิเศษของประเทศไกลปืนเที่ยง ถ้านั่งเครื่องบินจากเมืองไทย คงใช้เวลานานกว่า 30 ชั่วโมง เว้นแต่ใช้เครื่องบินส่วนตัว ไม่ต้องแวะมาก หรือรอนานๆ

เมื่อเป็นแบบนี้ ทางการไทยจะทำอย่างไร!

ก็คงว่าไปตามกรรมวิธีทางกฎหมาย ประเภทเงื้อง่าราคาแพง เรื่องมาก เพราะการเปิดเผยตัว สถานที่อยู่ครั้งนี้ท้าทายความสามารถของเจ้าหน้าที่ อย่างน้อยผู้ลี้ภัยคงใช้เวลา 3 ชั่วโมงในสโมสรแห่งนั้น รวมทั้งเปิบอาหารก่อนเปิดปากเล่านิทานความทุกข์ยากข้ามชาติภพให้คนฟังซึ้งจนสะอื้นซับน้ำตา

เชื่อเถอะ! กว่าทางการจะคิดทำอะไรได้ คงไม่ทันกิน จากนั้นคงมีข้ออ้างอีกว่าคลาดกันหน้าสโมสรเดี๋ยวเดียว ตอนนี้ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน

ถ้า “พระเจ้ามูลเมือง” แน่จริง ต้องรอให้ตำรวจนำตัวกลับเมืองไทย เพื่อให้มวลชนเสื้อแดงได้มีเหตุชุมนุมต่อ หวังน้ำเลี้ยงแก้ไขปัญหาความยากจน

แต่คงไม่แน่จริงหรอก ถ้าเป็นอย่างนั้น คงไม่ดิ้นรนขอสถานภาพพลเมืองพิเศษจากประเทศอื่น เอาไว้คุ้มครองตัวเอง ให้รอดจากเงื้อมมือกฎหมายไทย

เป็นความไม่น่าอภิรมย์อย่างยิ่ง ถ้าต้องเสี่ยงถูกจับตัวยัดคุกไทยหน้าร้อน อุณหภูมิใกล้ 40 องศา เหมือนทะเลทรายในดูไบ แม้จะคุ้นอย่างไร การได้ใช้เงินวันละ 200 บาทย่อมไม่สนุกเหมือนกับการถลุงปีกว่า 100 ล้านบาท

แถมยังต้องเสี่ยงกับมาเฟียในคุก โจทย์เก่าๆ จากคดียาบ้าอีกด้วย!

การรอให้เจ้าหน้าที่จับกุมคงไม่ประสานเวลากับมวลชนเสื้อแดงชุมนุมหน้าทำเนียบ กว่าจะถึงวันนั้นพวกท้าทายอำนาจแสงแดดจะยื้อได้นานหรือไม่

เจ้าหน้าที่คงไม่อยากยุ่ง แม้จะอยากไปเที่ยวฮ่องกง กินเป็ดย่าง ช็อปปิ้งด้วยก็ตาม ดูแล้วไม่คุ้มกับความมั่นคงของอาชีพ เพราะเครือข่ายของคนลี้ภัยในองค์กรต่างๆ ยังแน่นปึ้ก มีแต่เจ๊ากับเจ๊ง ประวัติศาสตร์มีให้เห็นทุกยุค

มีนักวิเคราะห์มองว่าผู้ลี้ภัยอาจตัดสินใจรับบทนักสู้เหมือนอดีต “เณรถนอม” นุ่งผ้าเหลืองจากสิงคโปร์กลับเมืองไทย จนเกิดความปั่นป่วนวุ่นวาย

ก็ยังมีความแตกต่าง เพราะ “เณรถนอม” ไม่มีคดีติดตัว ไม่ต้องเข้าคุก!

การหักดิบ หรือประกาศศึกสงครามครั้งสุดท้าย ทุบหม้อข้าว หวังทุ่มตีเมืองให้แตก ให้รัฐบาลเด็กมาร์คล่ม ไม่ง่ายเหมือนนั่งกินเป็ดย่าง เป๋าฮื้อ หูฉลาม ปูขนในฮ่องกง เพราะการสู้ของมวลชนเสื้อแดงโดยมีน้ำเลี้ยงกะปริบกะปรอยนั้น ทำให้นักสู้เผ่นหนีอากาศร้อนกลับบ้านเร็วกว่าที่คิด

พิสูจน์ว่าการสู้ด้วยใจ และสู้เพื่อเงินนั้น ต่างกันเยอะ!

แล้วจะมีอะไรเกิดขึ้น? ถ้าจะให้เดา กลุ่มนักการเมือง นักยกมือในสภาแลกเงินคงคิดหนักว่าจะไปพบปะเสวนาอีกหรือไม่ ถ้ารัฐบาลเด็กมาร์คเอาจริง สั่งให้สอบสวนว่าใครมีพฤติกรรมละเมิดกฎหมาย สมควรโดนถอดถอนหรือไม่

ถ้ามวลชนเสื้อแดงแพ้พลังแดด ส.ส.ออกอาการฝ่อ การอภิปรายไม่ไว้วางใจไร้น้ำยา แถมยังโดนตอกหน้ากลับ ผลสุดท้ายพลเมืองพิเศษของนิการากัวคงต้องตะลอนๆ ต่อไปในประเทศโลกที่สาม จนกว่าคดีสิ้นอายุความ

ถ้าสู้ศึกชาตินี้ไม่ไหว คงต้องไปตั้งหลักสู้ในนรกสวรรค์จริงๆ นิ! อิอิอิ!!!