คอลัมนิสต์

พลเมืองพิเศษ

พลเมืองพิเศษ

28 ก.พ. 2552

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เป็นบุคคลหลายสถานภาพ นอกจากเป็นพลเมืองไทย นั่นคือเป็นผู้ร้ายหนีหมายศาล โทษจำคุก ผู้ลี้ภัย ล่าสุด มีรายงานข่าวแจ้งว่า ได้เป็นพลเมืองพิเศษของประเทศนิการากัว และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ มีเอกสิทธิทางการทูตคุ้มครองอีกด้วย

ไม่ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ อยู่ในสถานภาพใดก็ตาม กฎหมายไทยยังต้องการตัวมารับโทษในประเทศ และเป็นเพราะเหตุนี้เอง จึงพยายามไม่อยู่เป็นหลักแหล่งถาวร แต่อย่างน้อยความเคลื่อนไหวที่ผ่านมา เป็นที่รับรู้ว่าได้อยู่ในเมืองดูไบ และเดินทางไปฮ่องกงเพื่อพบปะกับนักการเมืองพรรคฝ่ายค้าน เครือข่ายบริวาร นักเคลื่อนไหวมวลชน และญาติมิตร อย่างเปิดเผย และเป็นข่าวรับรู้โดยสาธารณะ ไม่หวั่นเกรงต่อกฎหมาย

ล่าสุดมีข่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะไปกล่าวปาฐกถาที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ ที่ฮ่องกงในวันจันทร์ที่ 2 มีนาคม หลังจากได้พบปะกับนักการเมือง เจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งไม่ยอมปฏิบัติหน้าที่แจ้งเรื่องราวให้ตำรวจว่าผู้ร้ายหลบหนีหมายจับอยู่ที่ไหน เป็นการไม่รู้สำนึกว่าได้ละเมิดกฎหมาย ปกปิดแหล่งที่อยู่ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ทำให้มีเสียงเรียกร้องต่อรัฐบาลให้จัดการตามกฎหมาย นั่นคือการดำเนินคดีกับ ส.ส. เหล่านั้น และสั่งให้ตำรวจติดตามจับกุม พ.ต.ท.ทักษิณมารับโทษจำคุก

นายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กล่าวต่อผู้สื่อข่าวว่า ต้องการให้คนไทยทุกคนภายใต้กฎหมาย แต่ต้องดูความเป็นไปได้ในเชิงข้อกฎหมายระหว่างประเทศด้วย ซึ่งมีกระบวนการขั้นตอนที่จะขอตัวหรือไปดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า จะดำเนินการขอตัวล่วงหน้าก่อนหรือไม่ เพราะที่ผ่านมาพ.ต.ท.ทักษิณเดินทางไปมาโดยตลอด นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ปัญหาที่ผ่านมารัฐบาลไม่ทราบที่พักพิงที่ชัดเจนในการที่จะดำเนินการ ดังนั้นจะไปตรวจสอบกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง

ดังนั้น การปรากฏตัวอย่างเปิดเผย มีหลักแหล่งชัดเจนให้ทางการได้รับรู้ จึงเป็นครั้งแรก และเป็นการพิสูจน์ว่ารัฐบาลและหน่วยงานของรัฐจะทำอะไรได้หรือไม่ ทั้งยังต้องพิจารณาว่า พ.ต.ท.ทักษิณได้เป็นพลเมืองพิเศษของประเทศอื่น มีเอกสิทธิ์ทางการทูตคุ้มครอง จึงต้องสอบถามว่าได้สละความเป็นพลเมืองของประเทศไทย และใช้หนังสือเดินทางไทยอีกต่อไปหรือไม่ เพราะถ้าหาก พ.ต.ท.ทักษิณอยากเป็นพลเมืองพิเศษของประเทศอื่นเพื่อหนีโทษจำคุก ก็ต้องเป็นประเด็นทางการทูตแต่สถานภาพของการเป็นผู้ร้ายหนีคุก และคดีอาญาในประเทศไทยยังไม่เปลี่ยนแปลง หากจำเป็น อาจนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของกระบวนการทางกฎหมายนานาชาติให้ดำเนินการกับประเทศซึ่งแทรกแซงกิจการภายในของประเทศไทยก็ได้

แต่ก่อนถึงขั้นนั้น รัฐบาลและทางการไทยต้องแสดงให้เห็นเจตนาและความตั้งใจอย่างแท้จริง รวมทั้งดำเนินการติดตามตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ผ่านกระบวนการอื่นๆ เสียก่อน ให้ประชาชนเชื่อว่าต้องการรักษากฎหมายด้วยการพิจารณากรณี ส.ส.ไปพบปะกับ พ.ต.ท.ทักษิณว่าผิดกฎหมายหรือไม่