คอลัมนิสต์

13ล้านคนเลือกตั้ง “21 อรหันต์” กองทุนประกันสังคม

13ล้านคนเลือกตั้ง “21 อรหันต์” กองทุนประกันสังคม

27 ม.ค. 2561

ทีมข่าวรายงานพิเศษ

 

          1.68 ล้านล้านบาท เงินกองทุนก้อนใหญ่สุดของไทย มาจากน้ำพักน้ำแรงของมนุษย์ทำงาน 13 ล้านคน ที่ตัดเงินรายได้ทุกเดือนส่งเข้าไปรวมในนาม “กองทุนประกันสังคม” คำถามสำคัญ คือ ใครเป็นผู้ดูแลผลประโยชน์และจัดการเงินก้อนนี้ ?

          ที่ผ่านมาการตัดสินใจทั้งหมดอยู่ที่บอร์ด “อรหันต์ 15 กรรมการ” หรือ “คณะกรรมการประกันสังคม” ประกอบด้วยตัวแทนรัฐบาล 5 คน มาจากกระทรวงแรงงาน กระทรวงการคลัง กระทรวงสาธารณสุข สำนักงบประมาณ สำนักงานประกันสังคม และตัวแทน "ฝ่ายนายจ้าง" 5 คน “ฝ่ายลูกจ้าง” หรือ ผู้ประกันตน อีก 5 คน

          อำนาจหน้าที่หลักคือ เสนอความเห็นต่อรัฐมนตรีเกี่ยวกับนโยบายและมาตรการในการประกันสังคม ออกกฎหมาย กฎกระทรวงระเบียบต่างๆ ให้ความเห็นชอบกระทรวงการคลังเกี่ยวกับการรับเงินการจ่ายเงินและการเก็บรักษาเงินของกองทุนฯ นอกจากนี้ ยังต้องวางระเบียบเกี่ยวกับการจัดหาผลประโยชน์ของกองทุนด้วย

          ภาระหน้าที่อันยิ่งใหญ่มีเพิ่มขึ้นทุกปี เป็นไปตามจำนวนเม็ดเงินกองทุนที่ไหลเข้ามา ย้อนไป 10 ปีที่แล้ว ปี 2550 มีเงินเพียง 5 แสนล้านบาท ปัจจุบันไม่ต่ำกว่า 1.68 ล้านล้านบาท

 

13ล้านคนเลือกตั้ง “21 อรหันต์” กองทุนประกันสังคม

 

          “บอร์ดอรหันต์” หรือ คณะกรรมการประกันสังคมที่ผ่านมานั้น ถูกคัดเลือกจาก 3 ส่วน “ฝ่ายรัฐบาล” เช่น มาจากตำแหน่งที่รับผิดชอบ ระดับปลัดหรือรองปลัดกระทรวง “ฝ่ายนายจ้าง” และ “ลูกจ้าง” 2 ฝ่ายหลังนี้ถูกทักท้วงมาโดยตลอดว่าไม่โปร่งใส ไม่เป็นธรรม และไม่ใช่ตัวแทนของผู้ประกันตนอย่างแท้จริง เพราะใช้วิธีการเลือกตั้งแบบเน้นความสะดวก แบ่งเป็น 10 เขตใหญ่ตามภูมิภาคและส่วนกลางในพื้นที่กระทรวงแรงงาน เริ่มจากเปิดรับสมัครให้เสนอชื่อตัวแทนฝ่ายนายจ้าง ที่เป็นสถานประกอบการมีลูกจ้าง 50 คนขึ้นไป ส่วนฝ่ายลูกจ้างคัดจาก “สหภาพแรงงาน” มีทั้งหมดประมาณ 1,500 แห่งทั่วประเทศไทย สมาชิกรวมกันประมาณ 3 แสนคนจะเป็นสหภาพเล็กหรือใหญ่ก็ได้แค่ 1 คะแนนเสียงเท่ากันหมด การเลือกตั้งในแต่ละครั้งมีการใช้สิทธิลงคะแนนเสียงเพียงร้อยละ 40-50 เท่านั้น

          เมื่อได้ผลคะแนนออกมากระทรวงแรงงานจะรวบรวมแล้วประกาศผลโดยเปิดให้คัดค้านผลการเลือกตั้งได้ภายใน 7 วัน สามารถดำรงตำแหน่งได้คราวละ 2 ปีไม่เกิน 2 วาระ

          สรุปคือเป็นการเลือกตั้งทางอ้อมผ่านตัวแทนสภาองค์การนายจ้างและสภาองค์การลูกจ้างตามกฎหมายแรงงาน

          ดังนั้น กลุ่มเครือข่ายภาคประชาชนพยายามผลักดันเรียกร้องให้มีการจัดการเลือกตั้ง คณะกรรมการ “อรหันต์ประกันสังคม” มีการต่อสู้ชิงไหวพริบหลากหลายรูปแบบโดยเฉพาะในเนื้อหาของร่างกฎหมายประกันสังคมฉบับใหม่ที่ผ่านมา มีการแบ่งเป็น 2 เวอร์ชั่นด้วยกัน คือ “ร่าง พ.ร.บ.ประกันสังคม ฉบับคณะรัฐมนตรี” มาจากภาครัฐ และ “ร่าง พ.ร.บ.ประกันสังคม ฉบับบูรณาการแรงงาน” มาจากภาคประชาชนคนทำงาน
จนกระทั่ง การต่อสู้ประสบความสำเร็จ เดือนมิถุนายน 2558 “พ.ร.บ.ประกันสังคม ฉบับที่ 4 พ.ศ. 2558” ระบุให้เปลี่ยนวิธีการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตน โดยใช้วิธีเลือกตั้งโดยตรง นับเป็นหนึ่งในชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของเครือข่ายแรงงานและนายจ้างที่จะได้ใช้สิทธิของตัวเองในการเลือกผู้แทนไปดูแลรับผิดชอบเงินก้อนสำคัญในอนาคต

          ฝันสลาย “คำสั่งฟ้าผ่า คสช.
          เครือข่ายภาคประชาชนคึกคักได้ไม่กี่เดือน ฝันทั้งหมดก็หยุดชะงักลง ในวันที่ 8 พฤศจิกายน 2558 หลังประกาศของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ใช้อำนาจตาม ม.44 สั่งปลดคณะกรรมการประกันสังคมชุดเดิม แล้วแต่งตั้งคณะกรรมการประกันสังคมขึ้นใหม่ โดยอ้างเหตุผลว่า
“ปรากฏข้อเท็จจริงถึงสภาพปัญหาและข้อขัดข้องในการดำเนินการของระบบประกันสังคมและสำนักงานประกันสังคม ทำให้มีผลกระทบต่อสิทธิประโยชน์ของนายจ้าง ลูกจ้าง และผู้ประกันตนอันส่งผลไปถึงความเสียหายต่อรัฐด้วย กรณีนี้จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องมีการปฏิรูประบบของงานประกันสังคม งานเงินทดแทน และสำนักงานประกันสังคมเพื่อให้มีการดำเนินงานที่โปร่งใส มีธรรมาภิบาล และเกิดประโยชน์สูงสุดแก่นายจ้าง ลูกจ้างและผู้ประกันตน โดยจำเป็นต้องยุติการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการประกันสังคม... รวมทั้งให้ระงับกระบวนการสรรหาและคัดเลือกคณะกรรมการประกันสังคมและคณะกรรมการการแพทย์ตามกฎหมายว่าด้วยการประกันสังคมไว้ก่อน แล้วแต่งตั้งบุคคลที่มีความเหมาะสมเข้ามาทำหน้าที่แทน เพื่อให้การปฏิรูประบบประกันสังคมเป็นไปอย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ เพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปราชการแผ่นดิน”

 

13ล้านคนเลือกตั้ง “21 อรหันต์” กองทุนประกันสังคม

 

          จนถึงวันนี้ผ่านไป 2 ปี หลายฝ่ายหวังว่า คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) จะคืนอำนาจให้ผู้ประกันตน 13 ล้านคน เพื่อไปใช้สิทธิออกเสียงเลือกผู้แทนดูแลผลประโยชน์ของตนในกองทุน

          วิธีเลือกตั้ง “บอร์ดอรหันต์” ยุคใหม่
          หลังจากผ่านการถกเถียงมาหลายเวที ในทีสุดตัวแทนแรงงานและนายจ้างได้วิธีการเบื้องต้นที่จะลงคะแนนเสียงเลือกตั้งเรียบร้อยแล้ว เมื่อใดก็ตาม คสช.ยอมปลดล็อกคำสั่ง ม.44 การเลือกตั้ง “บอร์ดอรหันต์” คงคึกคักไม่น้อยไปกว่าการเลือกตั้งทั่วไป เพราะมีผู้ไปลงคะแนนเสียงได้ถึง 13 ล้านคน
“มนัส โกศล” ประธานเครือข่ายประกันสังคมคนทำงาน (คปค.) อธิบายว่าวิธีการที่ คปค.เสนอคือกำหนดให้จังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง 77 เขต ผู้ประกันตนมีสิทธิลงคะแนนเลือกตั้งได้หนึ่งเสียง กำหนดอัตราส่วนผู้ประกันตน 150,000 คน มีผู้แทนผู้ประกันตน 1 คน เลือกมาทั้งหมด 125 คน ส่วนของนายจ้างน้น หากเป็น นายจ้าง นิติบุคคลหรือบุคคลธรรมดา 5,000 ราย ต่อผู้แทนนายจ้าง 1 คน จากนั้นเลือกให้ได้ผู้แทน 125 คน เช่นกัน
ทั้ง 2 ฝ่ายจะประชุมคัดเลือกจาก 125 ให้เหลือเพียงฝ่ายละ 7 รายเท่ากัน หมายความว่าจะมีตัวแทนฝ่ายผู้ประกันตน 7 คน จาก 125 คน และฝ่ายนายจ้าง 7 คน จาก 125 คน เท่าเทียมกัน ไปรวมกับตัวแทนภาครัฐอีก 7 คน เป็น คณะกรรมการ 21 คน มากกว่าเดิมที่มีเพียง 15 คน

          “สาระสำคัญของการการปฏิรูปประกันสังคม คือ โปร่งใส ยืดหยุ่น บูรณาการ ครอบคลุมทุกกลุ่ม ที่ผ่านมากรรมการประกันสังคมมีมาแล้ว 13 คณะ แต่ดูเหมือนยังอยู่ในความมืดมน ทำหน้าที่แค่ให้คำปรึกษาเท่านั้น ไม่มีความหลากหลายในกลุ่มผู้ประกันตน เลขาธิการสำนักงานประกันสังคมที่มาจากข้าราชการมีอำนาจตัดสินใจ ถ้ามีการเลือกตั้งกรรมการโดยตรงจากทุกคน น่าจะทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนสิทธิประโยชน์ต่างๆ เช่น ปรับเพิ่มเงินบำนาญ เงินค่าเสียชีวิต คลอดบุตร ฯลฯ ” นายมนัสกล่าวอย่างมีความหวัง

          ขณะที่ “ภาคภูมิ สุกใส” ประธานสหภาพแรงงานธนบุรีประกอบรถยนต์ อธิบายให้ฟังว่า ในอดีตผู้ประกันตนได้รับสิทธิน้อยกว่ากองทุนอื่นๆ ตอนนี้พยายามมีการปฏิรูปสิทธิประโยชน์ต่างๆ แต่การทำงานยังอยู่ในรูปแบบบริหารแบบระบบข้าราชการ อาจเกี่ยวเนื่องมาจากสำนักงานประกันสังคมถูกครอบงำจากบางกลุ่ม การคัดเลือกผู้แทนแรงงานมาจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งกรรมการประกันสังคมเพียง 500 กว่าแห่งเท่านั้น จากผู้ใช้แรงงานหลายสิบล้านคน ทำให้เกิดความไม่ยุติธรรมในเรื่องต่างๆ อยากเสนอให้แก้ไขเรื่องสิทธิของผู้ประกันตน ให้มีโอกาสได้ไปเลือกตั้งกรรมการประกันสังคมด้วยตัวเองทุกคน

          “ตอนนี้ทางเครือข่ายแรงงานพยายามทำสูตรการเลือกตั้ง ขอส่งให้สำนักงานประกันสังคมได้พิจารณา เช่น ให้ผู้ประกันตนทุกคนไปลงคะแนนเสียงในสถานที่เดียวกัน ด้วยการใช้บัตรประชาชน เพื่อคัดเลือกตัวแทนขึ้นมาจนเหลือสุดท้าย 7 คนขึ้นมาเป็นตัวแทนของนายจ้างและลูกจ้างอย่างแท้จริง” นายภาคภูมิกล่าว

          “อำพันธ์ ธุววิทย์” ผู้ตรวจราชการกรมสำนักงานประกันสังคม ให้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า ขณะนี้สำนักงานประกันสังคมกำลังจัดทำร่างระเบียบกระทรวงแรงงานว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้าง และผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตนเพื่อมาเป็นคณะกรรมการประกันสังคม อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาร่างกฎหมายของกระทรวงแรงงาน จากนั้นจะส่งให้รัฐมนตรีพิจารณา เนื้อหาสาระสำคัญ คือ การกำหนดเขตเลือกตั้ง วิธีการให้ผู้ประกันตนและนายจ้างมีสิทธิลงคะแนนเลือกตั้งพร้อมกัน กำหนดให้มีคณะกรรมการการเลือกตั้งเพื่อดำเนินการจัดให้มีการเลือกตั้งรวมถึงการกำกับดูแลการลงคะแนนเสียง การนับคะแนนและประกาศผลการเลือกตั้ง

          จากข้อมูลข้างต้นแสดงว่าอีกไม่นานผู้ประกันตน 13 ล้านคน จะได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งทั่วประเทศไทยอย่างแน่นอน !

          โดยงบประมาณเลือกตั้งที่ประเมินเอาไว้อาจสูงถึง 1 พันล้านบาท !

          อย่างไรก็ตาม เชื่อกันว่า “ผู้ประกันตน” ส่วนใหญ่ที่จ่ายเงินทุกเดือน 13 ล้านคน ไม่รู้สึกลังเลที่จะมอบเงิน 1 พันล้านบาท จากเงินกองทุนที่มีทั้งหมด 1.68 ล้านล้านบาท เพื่อให้การเลือกตั้งครั้งนี้ได้ตัวแทนแท้จริงมาดูแลผลประโยชน์ทั้งตอนเจ็บป่วย ตกงาน ว่างงาน เกษียณอายุ นับเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่กำหนดให้กรรมการต้องคำนึงสัดส่วนระหว่างหญิงและชาย สัดส่วนคนพิการและผู้ด้อยโอกาสด้วย

          ยิ่งไปกว่านั้น ข้อที่ถูกใจประชาชนอย่างมากคือ การกำหนดให้คณะกรรมการทั้ง 21 คน ต้องแสดงบัญชีรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เพื่อยืนยันความโปร่งใสในการปฏิบัติหน้าที่

          นับเป็นการเริ่มต้นมิติใหม่ของกองทุนประกันสังคมอย่างแท้จริง หลังจากขมุกขมัวอยู่ในควันสีเทาๆ มาตั้งแต่ปี 2533


          มาตรา 8 พ.ร.บ.ประกันสังคม 2558
          ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งเรียกว่า “คณะกรรมการประกันสังคม” ประกอบด้วย ปลัดกระทรวงแรงงานเป็นประธานกรรมการ ผู้แทนกระทรวงการคลัง ผู้แทนกระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ ผู้แทนกระทรวงมหาดไทย ผู้แทนกระทรวงสาธารณสุข และผู้แทนสํานักงบประมาณ เป็นกรรมการ กับผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตนฝ่ายละเจ็ดคนซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้ง เป็นกรรมการ ให้เลขาธิการเป็นกรรมการและเลขานุการ

           ให้ผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตนตามวรรคหนึ่งมาจากการเลือกตั้ง โดยคํานึงถึงการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงของฝ่ายนายจ้างและฝ่ายผู้ประกันตน สัดส่วนระหว่างหญิงและชาย รวมทั้ง การมีส่วนร่วมอย่างมีประสิทธิผลของคนพิการ และผู้ด้อยโอกาส

          ทั้งนี้ หลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้ง ให้เป็นไปตามระเบียบที่รัฐมนตรีกําหนด คณะกรรมการจะแต่งตั้งข้าราชการในสํานักงานเป็นผู้ช่วยเลขานุการก็ได้

          ข้อเสนอการเลือกตั้ง ผู้แทนฝ่ายนายจ้างและฝ่ายผู้ประกันตน ในคณะกรรมการประกันสังคม ตามมาตรา 8 พระราชบัญญัติประกันสังคม ฉบับที่ 4 พ.ศ. 2558

          “นายจ้างที่เป็นนิติบุคคล” ใช้สิทธิเลือกผู้แทนนายจ้างในระดับจังหวัดได้ 1 เสียง

          “นายจ้างบุคคลธรรมดาหนึ่งคน” ใช้สิทธิเลือกผู้แทนนายจ้างระดับจังหวัดได้ 1 เสียง
ให้มีหลักเกณฑ์การกำหนดจำนวนผู้แทนผู้ประกันตนที่แต่ละจังหวัดจะพึงมี นำจำนวนผู้ประกันตนในจังหวัดเฉลี่ยด้วยอัตราส่วน 150,000/ผู้แทนผู้ประกันตนจังหวัด 1 คน เลือกทั่วประเทศได้มา 125 คน จากนั้นจะแบ่งให้เลือกกันเองจากที่ประชุมใหญ่สภาผู้แทนผู้ประกันตนจังหวัด จนกระทั่งเหลือฝ่ายนายจ้างและลูกจ้างฝ่ายละ 7 คน

          คุณสมบัติ “ผู้แทนนายจ้าง” ระดับจังหวัด
          1.สัญชาติไทย
          2.อายุไม่ต่ำกว่า 25 ปีนับถึงวันเลือกตั้ง
          3.ขึ้นทะเบียนนายจ้างประกันสังคมติดต่อกัน ไม่น้อยกว่า 3 สามปี หรือ 36 เดือน
          4.มีชื่ออยู่ในทะเบียนนายจ้างประกันสังคมในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้ง
          5.มีคุณสมบัติตามที่กฎหมายกำหนด