
“เงินชราภาพ” ทำไมห้ามยืดจ่าย! สิทธิลุงป้า 55 ปี ...
“เงินชราภาพ” ทำไมห้ามยืดจ่าย! สิทธิลุงป้า 55 ปี ...
กลายเป็นประเด็นถกเถียงร้อนแรงกับแนวคิดแก้ไข “พ.ร.บ.ประกันสังคม” ยืดขยายอายุคนรับเงินบำนาญชราภาพจากอายุ 55 ปี เป็น 60 ปี โดยอ้างคำเตือนของ “ไอแอลโอ” ว่าอีกประมาณ 40 ปี เงินกองทุนประกันสังคมอาจหมด หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “ถังแตก !”
องค์การแรงงานระหว่างประเทศ หรือ ไอแอลโอ (International Labour Organization : ILO) แนะนำให้รัฐบาลไทยรีบเตรียมพร้อมรับมือปัญหาสถานะเงินกองทุนประกันสังคมที่อาจไม่พอจ่าย เมื่อสังคมไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ
ปัจจุบันกองทุนประกันสังคมมีเงินในกองทุนรวมกันราว 1.6 ล้านล้านบาท และมีสมาชิกประมาณ 13 ล้านคน
“นพ.สุรเดช วลีอิทธิกุล” เลขาธิการสำนักงานประกันสังคมให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า ณ ห้วงเวลานี้ สัดส่วนเงินเก็บเข้าสมทบกองทุนประกันสังคมยังไม่สมดุลระหว่างเงินที่จ่ายออกไปกับเงินที่ได้รับเข้ามา โดยเฉพาะ “สิทธิประโยชน์ชราภาพ” ที่ผ่านมาเก็บเงินจากผู้ประกันตนและนายจ้างร้อยละ 3 ของทั้ง 2 ฝ่าย แต่กองทุนต้องจ่ายเงินออกไปในอัตราร้อยละ 20 ตั้งแต่ปี 2533 ปัจจุบัน กองทุนชราภาพเป็นกองทุนที่มีขนาดใหญ่สุดของกองทุนประกันสังคม คิดเป็นร้อยละ 90 หากขาดเสถียรภาพอาจส่งผลต่อกองทุนทั้งหมดได้
ทั้งนี้ สำนักงานประกันสังคมทดลองวิเคราะห์รูปแบบการจ่ายผลประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพเพื่อให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ จากข้อมูลปี 2557 มีผู้ประกันตนอายุครบ 55 ปีตามกำหนดยื่นขอรับสิทธิ์จำนวน 2 หมื่นราย ซึ่งรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 370 ล้านบาท ผ่านไป 3 ปีในปี 2560 เพิ่มเป็น 2 แสนราย และตัวเลขจะเพิ่มทวีคูณทุกปี ภายในปี 2570 หรืออีก 10 ปีข้างหน้า จะเพิ่มเป็น 1 ล้านคน คาดว่าจะใช้งบประมาณ 2.4 แสนล้านบาท และทะลุถึง 3 ล้านคน ในปี 2577 และในปี 2588 เพิ่มไม่ต่ำกว่า 6 ล้านคนตามสภาพของสังคมผู้สูงอายุ
เมื่อถึงเวลานั้น “เงินกองทุนชราภาพ” คงไม่พอจ่ายอย่างแน่นอนหากไม่เร่งหาวิธีการเปลี่ยนแปลงการเก็บเงินหรือบริหารเงินให้มีประสิทธิภาพมากกว่านี้...
แนวคิด “ขยายอายุการรับเงินชราภาพของผู้ประกันตนจากอายุ 55 ปี เป็น 60 ปี” พร้อมยืนยันว่าไม่กระทบต่อสิทธิของผู้ประกันตนอย่างแน่นอน ได้ผ่านการพิจารณาของคณะอนุกรรมการกลั่นกรองกฎหมายระเบียบปรับปรุงอัตราเงินสมทบเรียบร้อยแล้ว
สำนักงานประกันสังคมกำลังทำประชาพิจารณ์รับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในระหว่างนี้ เครือข่ายสิทธิแรงงานได้ออกมาร่วมกันประท้วงไม่เห็นด้วยกับแนวคิดนี้ เพราะเป็นการลิดรอนสิทธิของผู้ประกันตน เหมือนสัญญาว่าจะให้แล้วเบี้ยวยืดเวลาออกไป สร้างความผิดหวังให้มนุษย์เงินเดือนที่นั่งนับวินาทีรอวันเกษียณจากงาน
“ป้าวิ” หรือ วิไลวรรณ แซ่เตีย หนึ่งในแกนนำผู้บุกเบิกต่อสู้เพื่อสิทธิแรงงานมานานหลายสิบปี ปัจจุบันเกษียณจากโรงงาน เดินทางกลับไปเปิดร้านขายของชำเล็กๆ ที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งใน จ.ขอนแก่น ป้าวิยืนยันว่านโยบายยืดอายุรับเงินออกไป 5 ปีเป็น 60 ปี คือ การปล้นหรือละเมิดสิทธิของคนไทย โดยเฉพาะกลุ่มคนงานในโรงงาน ผู้ก้มหน้าทำงานหนักมาตลอดชีวิต คนงานเหล่านี้สภาพร่างกายโรยรา เพราะโหมทำงานทำโอทีต่อเนื่อง 20–30 ปี พอเริ่มเข้าสู่วัย 50 กว่า ก็แทบจะไปทำงานไม่ไหวแล้ว
“ต้นทุนชีวิตไม่เหมือนกัน สุขภาพก็ไม่เหมือนกัน พี่น้องแรงงานต้องทำงานหนักแทบทุกวันตลอดปี ไม่ค่อยได้หยุดพักผ่อน ส่วนใหญ่โรงงานจะให้ออกตอนอายุ 55 หรือบางคนขอลาออกเองเพราะร่างกายไม่ไหวแล้ว เงินที่สะสมมาก็ไม่ได้มากมาย บางคนได้เงินชราภาพแค่เดือนละพันกว่าบาทหรือสองพันกว่าบาทเท่านั้น หากขยายอายุเกษียณไปเป็น 60 ปี พวกเขายิ่งลำบากมากขึ้นไปอีก สิทธิของผู้ประกันตนต้องดีกว่าเดิมไม่ใช่แย่ลง”
ป้าวิ เปิดเผยชีวิตตัวเองให้ฟังว่า 30 ปีที่ผ่านมา ทำงานโรงงานได้เงินเดือนไม่กี่ร้อยบาท จนเขยิบขึ้นไปเรื่อยเป็นหลักพันบาท ในแต่ละเดือนส่งเงินเข้ากองทุนประกันสังคมประมาณ 300-400 บาท ในวันนี้ได้เงินบำนาญชราภาพประมาณเดือนละพันกว่าบาทเท่านั้น แต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้อะไรเลย แม้เงินจำนวนไม่มากแต่สำหรับชาวบ้านแล้วถือว่าเป็นก้อนเงินสำคัญในแต่ละเดือน
“รัฐบาลประกาศอยากให้ประชาชนมีเงินออม ก็ต้องมาช่วยกัน สมทบเงินเข้ามาเพิ่ม ตอนนี้คนทำงานจ่ายร้อยละ 3 นายจ้ายร้อยละ 3 แต่รัฐบาลไม่ช่วยจ่าย ถ้าคนอายุมากมีเงินใช้จ่าย พวกเขาจะไม่กลายเป็นภาระของครอบครัวและสังคม ไม่ใช่ยิ่งแก่ยิ่งแย่ ทั้งสุขภาพการงานชีวิต หลายคนคิดว่าคนแก่ไม่ต้องใช้เงิน แต่ที่จริงคนแก่มีค่าใช้จ่ายเยอะ เช่น ค่าหาหมอ เลี้ยงหลาน ค่าดูแลบ้านต่างๆ”
ส่วนข้อกังวลว่า “เงินกองทุนประกันสังคม” จะไม่พอจ่ายในอนาคตนั้น ป้าวิยืนยันว่า เป็นเพียงคำกล่าวอ้างเท่านั้น เพราะตอนนี้มีเงินอยู่จำนวนมากถึง 1.6 ล้านล้านบาท เงินก้อนนี้ยังไม่ได้ถูกนำมาบริหารจัดการอย่างมืออาชีพ กองทุนจึงไม่มีกำไรหรือผลประโยชน์เพิ่มมากขึ้นอย่างที่ควรจะเป็น
หากมีการบริหารที่ถูกต้องเหมาะสม เชื่อว่าเงินจำนวนนี้จะนำมาซึ่งผลกำไรจำนวนมาก ในอนาคตก็จะสะสมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนสามารถจ่ายคืนเป็นเงินบำนาญให้ผู้ประกันตนที่ควักเงินจ่ายทุกเดือนอย่างไม่เดือดร้อน
“ป้าเห็นมานานแล้วว่าการใช้เงินในกองทุนประกันสังคมอย่างไม่เหมาะสมหลายอย่าง เช่นเอาไปดูงานต่างประเทศตลอด แต่ไม่เห็นเอามาปรับปรุงแก้ไขให้สิทธิประโยชน์คนไทยเพิ่มขึ้น มีแต่คิดวิธีลิดรอนสิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตน หรือเอาเงินไปจัดงาน ทำกิจกรรมต่างๆ ที่ไม่มีประโยชน์ ป้าอยากรู้มากเลยว่า ถ้าเปรียบเทียบเงินกองทุนประกันสังคมของไทยกับประเทศอื่น เราลงทุนอย่างไร หากำไรเข้ากองทุนได้มากกว่าของประเทศอื่นหรือเปล่า ที่ผ่านมามีแต่โชว์ตัวเลขว่าในแต่ละปีทำได้เท่านั้นเท่านี้ แต่ไม่เคยโชว์ตัวเลขเปรียบเทียบกับกองทุนประกันสังคมประเทศอื่นๆ ถ้าบริหารเงินกองทุนเก่งจริงก็ต้องกล้าโชว์ผลงานว่าเอาไปลงทุนอะไรบ้าง ลงทุนต่างประเทศแล้วทำกำไรมากกว่าคนอื่นอย่างไร หรือว่าทำกำไรได้น้อย บางครั้งอาจขาดทุนด้วยซ้ำแต่ไม่กล้าเปิดเผย” ป้าวิตั้งข้อสังเกตทิ้งท้าย
“ประทีป โมวพรหมานุช” ประธานสหภาพแรงงานสิ่งทอลัคกี้ 3 แสดงความเห็นคัดค้านการยืดอายุเป็น 60 ปี เนื่องจากปัจจุบันโรงงานส่วนใหญ่ให้พนักงานเกษียณ 55 ปี
“สิทธิที่เกิดขึ้นมาแล้วตามข้อตกลงตั้งแต่แรกว่า จะให้เงินชราภาพตอนอายุ 55 ปี แล้วจะเลื่อนมาเป็น 60 ปี บางคนเดือดร้อนมากเพราะบริษัทไม่มีค่าชดเชยให้ลูกจ้าง หรือเป็นแค่ลูกจ้างรายวัน คนงานอายุ 55 หลายคนรับเงินเดือนไม่ถึง 2 หมื่นบาท แต่พยายามกัดฟันส่งประกันสังคมทุกเดือนมาเป็นสิบปี สุดท้ายอาจได้เดือนละ 3-4 พันบาท หมายถึงมีเงินใช้จ่ายวันละร้อยบาท ดีกว่าไม่มีเลย”
ส่วนข้อกังวลที่กลัวว่าเงินในอนาคตจะไม่พอจ่ายนั้น นายประทีปเชื่อว่าเป็นเพียงคำกล่าวอ้างเท่านั้น เพราะในแต่ละปีมีมนุษย์เงินเดือนเข้าสู่ระบบประกันสังคมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนี้ยังมีเงินบางส่วนที่ผู้ประกันตนไม่ได้เบิกไปด้วยเหตุผลต่างๆ นานา เช่นเงินสงเคราะห์กรณีเสียชีวิตแต่ไม่มีญาติมารับ
ข้างต้นคือความคิดเห็นของตัวแทนแรงงาน ที่ออกมาต่อต้านนโยบายนี้อย่างกว้างขวาง พร้อมยื่นหนังสือคัดค้านไปที่กระทรวงแรงงาน แต่การตัดสินใจไม่ได้ขึ้นกับผู้กุมอำนาจของรัฐเท่านั้น ต้องผ่านการมีส่วนร่วมของ “คณะกรรมการประกันสังคม” อีกขั้นหนึ่ง
“ธีระวิทย์ วงศ์เพชร” หนึ่งใน “บอร์ด สปส.” หรือ คณะกรรมการประกันสังคม แสดงความเห็นส่วนตัวว่า ปัจจุบันเงินในกองทุนประกันสังคมยังมีจ่ายค่าบำนาญชราภาพ แต่ในอนาคตเงินก้อนนี้จะลดลงเรื่อยๆ เพราะคนเกษียณอายุมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น แต่การยืดเวลาเป็น 60 ปีทันทีทันใดนั้น ไม่เห็นด้วย เพราะอาจเป็นการลดทอดสิทธิของผู้ประกันตน การยืดอายุรับเงินชราภาพควรให้ผู้ประกันตนรุ่นใหม่เป็นผู้ริเริ่มวางแผนชีวิตตัวเองว่า จะรับเงินตอนเกษียณ 50 หรือ 60 ปี ส่วนรุ่นที่ผ่านมาต้องให้ตามสิทธิที่ควรได้
“อาจจัดทำเป็นการยืดอายุจาก 55 เป็น 56, 57, 58, 59 และ 60 ควรค่อยๆ ทำ ไม่ใช่ทำรวดเดียว 5 ปี หรืออาจจัดทำทางเลือกให้เงินก้อนหนึ่งร้อยละ 30 พออายุครบ 60 ค่อยได้รับเป็นเงินบำนาญรายเดือน วิธีนี้อย่างน้อยช่วยคนเกษียณให้มีเงินส่วนหนึ่งนำไปใช้จ่ายหรือลงทุนทำรายได้ เพราะบางคนอายุ 55 ยังแข็งแรงทำงานต่อได้ แล้วก็สะสมเงินเพิ่มเข้าไปอีก จะยิ่งได้เงินชราภาพในแต่ละเดือนเพิ่มมากขึ้น” นายธีระวิทย์กล่าวแสดงความเห็น
จากท่าทีของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายฝ่าย การออกนโยบายให้ยืดจ่าย "เงินบำนาญชราภาพ” ออกไป 5 ปี น่าจะไม่ใช่เรื่องง่าย เครือข่ายแรงงานผนึกกำลังคัดค้านเสียงแข็ง เพราะนั่นคือคำสัญญาที่คุณลุงคุณป้ารอมานานกว่า 20 ปี
อีกแค่เพียง 3 ปีเท่านั้น สังคมไทยจะกลายเป็น “สังคมผู้สูงอายุ” อย่างสมบูรณ์ หมายความว่า ร้อยละ 20 ของคนไทย มีอายุเกิน 60 ปี คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 1 ใน 5 ของประชากรทั้งหมด
เมื่อประเมินสถานะของกองทุน หากไม่ได้รับการบริหารจัดการใหม่ คาดว่ามีเงินจ่ายแค่ถึงปี 2588
ต้องลุ้นกันต่อไปว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมี “วิธีแก้” หรือ “ช่องทางปลดล็อก” แบบไหนมานำเสนอสมาชิกประกันสังคม 13 ล้านคน
แต่ที่เห็นในวันนี้ แนวทางยืดจ่าย ขยายอายุจาก 55 เป็น 60 ปีนั้น คงสำเร็จได้ยาก แม้แต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ยังสั่งให้เอากลับไปพิจารณาใหม่
เพราะคนคัดค้านล้วนแต่มีเหตุผลหนักแน่น เกินกว่าจะมองข้าม..โดยเฉพาะประเด็นกองทุนประกันสังคมกำลัง “ละเมิดสิทธิมนุษย์ลุงป้า” ...
............................
ทีมข่าวรายงานพิเศษ



