
“เหตุผล” อันมาแต่เหตุแห่ง “เจตนา”
เมื่อ สนช. แก้กฎหมายขยายเวลาเลือกตั้ง แรงเสียดทานพุ่งสู่ทั้งรัฐบาลและ สนช. ทุกส่วนจึงดาหน้ามาแถลงเหตุผล แต่เหตุผลที่ว่ามาจากเหตุอันใดแฝงหรือไม่
ถึงนาทีนี้ไม่มีเรื่องการเมืองอะไรร้อนไปกว่าท่าทีการขยับปฏิทินเลือกตั้งออกไป แม้จะยังไม่เป็นที่สุด แต่จากรูปการณ์ที่ออกมาต้องเรียกว่าวันนี้มีวันขยายออกไปอีก 90 วันอยู่แล้วแน่ๆ ในกระเป๋า แต่จะขยายออกไปอีกเท่าไหร่จะเป็น 120 วัน 150 วัน หรือ 1 ปี ก็ยังเป็นเรื่องที่ยังตอบไม่ได้
เหมือนที่เคยบอกกันไว้ว่าข้อได้เปรียบของรัฐบาลนี้คือ ไม่เคยบอกให้แน่ชัดว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ แม้จะถูกเรียกร้องก็ตามที มีเพียงครั้งเดียวเท่านั้นที่นายกรัฐมนตรีพูดถึงเดือนที่จะเลือกตั้งคือ พฤศจิกายน 2561 ส่วนที่เหลือเป็นการบอกเพียงว่ายังเป็นไปตาม “โรดแม็พ” ซึ่งโรดแม็พนี้เป็นเพียงการบอกแผนและขั้นตอนเท่านั้นว่าต้องเดินไปทางไหน ผ่านหลักหมุดใดบ้างการเลือกตั้งจึงจะเกิดขึ้น
และเมื่อยังไม่ผ่านหลักหมุด การเดินไปสู่ขั้นต่อไปก็ทำไมได้ เช่นที่ผ่านๆ มา ไม่ว่าจะเป็นการที่รัฐธรรมนูญร่างแรกของ “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” ถูกคว่ำ ที่ตามมาด้วยประโยคที่ทำให้ทุกคนถึงบางอ้อว่า ร่างรัฐธรรมนูญทำไมถึงถูกตก ตกนั่นก็เพราะ “เขาอยากอยู่ยาว”
ตามมด้วยเรื่องเชิงเทคนิคอีก อาทิ ระยะเวลาการพิจารณาและทำกฎหมายลูก แต่เมื่อเวลาผ่านไปทุกคนก็คิดว่าอีกไม่นานน่าจะได้เลือกตั้ง เพราะหลักหมุดที่ว่าด้วยการทำกฎหมายลูกทั้ง 4 ฉบับกำลังจะจบลง และรัฐธรรมนูญก็เขียนไว้ว่าเมื่อกฎหมาย 4 ฉบับ อันประกอบด้วยกฎหมายพรรคการเมือง กฎหมาย กกต. กฎหมายเลือกตั้ง ส.ส. และกฎหมายการได้มาซึ่ง ส.ว. มีผลบังคับใช้จะต้องมีการเลือกตั้งขึ้นภายใน 150 วัน จะไม่ทำไม่ได้
และขณะนี้กฎหมายสองฉบับสุดท้ายกำลังจะผ่านสนช. แต่จู่ๆ กรรมาธิการพิจารณากฎหมายของสนช. ก็งัดอภินิหารทางกฎหมาย หาทางลอดช่องยืดเลือกตั้งเอาดื้อๆ โดยแก้ไขร่างกฎหมายเลือกตั้งว่าให้กฎหมายมีผลบังคับใช้หลังจากที่ประกาศในราชกิจานุเบกษาใน 90 วัน เล่นเอาเซียนการเมืองอึ้งไปตามๆ กัน
ว่ากันว่าหมากเกมนี้มาจาก “มือกฎหมายชั้นเซียนเหยียบเมฆ” ที่ปรึกษาของผู้มีอำนาจที่คิดทางออกแบบ “เหนือเมฆ” เช่นนี้
เอาเป็นว่าเมื่อมีเรื่องเช่นนี้กรรมาธิการก็ต้องออกมาแจงถึงเหตุผลของการแก้ไขเช่นนี้ โดยสรุปว่าหากให้กฎหมายมีผลบังคับใช้ในทันที พรรคการเมืองเตรียมตัวสำหรับเลือกตั้งไม่ทันแน่ จึงต้องให้โอกาสในการแต่งเนื้อแต่งตัว ซึ่งก็คล้ายหลักการการกำหนดวันบังคับใช้กฎหมายทั่วไป
ผลจากการแถลงทำให้ได้รู้ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาอันว่าด้วยกฎหมายพรรคการเมือง ไม่ใช่กฎหมายเลือกตั้ง
ถามว่าคำชี้แจงฟังขึ้นหรือไม่ ก็ต้องยอมรับว่ามีความเป็นเหตุเป็นผลเช่นเดียวกัน เพราะที่ผ่านมาพรรคการเมืองยังไม่สามารถขยับปรับตัวตามกฎหมายพรรคการเมืองฉบับใหม่ได้ หากต้องเดินตามเส้นตรงมีปัญหาอย่างแน่นอน แต่ก็ต้องบอกว่า “ทางตัน” ที่ทำให้การเลื่อนมีเหตุและผลไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นเรื่อง “จงใจ”
เราลองมาไล่ไทม์ไลน์เหตุการณ์กันดูว่าทำไมถึงคิดได้เช่นนั้น
เริ่มแรกจากการที่มีการทำกฎหมายพรรคการเมือง โดยกำหนดขั้นตอนต่างๆ ให้พรรคการเมือง “แต่งเนื้อแต่งตัว” ตามรัฐธรรมนูญใหม่ พร้อมทั้งกำหนดว่าหากไม่ทำตามขั้นตอนและระยะเวลาที่กำหนดให้จะมีผลอย่างไร แน่นอนว่าส่งผลต่อการรับสมัครเลือกตั้งในตอนท้าย
แต่เมื่อกฎหมายผ่านและมีผลบังคับใช้กลับปรากฏว่าพรรคการเมืองไม่สามารถทำได้ เพราะติดล็อกคำสั่ง คสช. เรื่องการห้ามดำเนินกิจกรรมทางการเมือง แม้จะมีเสียงเรียกร้องจากพรรคการเมิืองขอให้ คสช. ปลดล็อกเสียที เพราะเวลาตามกฎหมายเดินไปข้างหน้าอย่างไม่รอใคร แต่ คสช. ก็ไม่นำพา
จนในขณะนั้นหลายคนสงสัยว่าทำไมคสช.ไม่ยอมปลดล็อก เพราะหากกังวลเรื่องความเรียบร้อยก็เลือกปลดเฉพาะเรื่องเชิงธุรการก่อนก็ได้ แต่พวกเขาก็ไม่ทำ คล้ายกับมีอะไรในใจ แต่ก็ไม่แถลงไข
จนเสียงเรียกร้องมากขึ้นเรื่อยๆ หัวหน้าคสช.ก็ออกคำสั่งตาม มาตรา 44 ซึ่งหลายคนเรียกว่าคำสั่ง “ปลดล็อก” แต่เอาจริงๆ เป็นคำสั่งที่ยืนยันว่าจะไม่ปลดล็อกจนกว่าจะ “มีนาคม 2561 และเมษายน 2561” จากนั้นจึงจะให้ดำเนินการในกระบวนการต่างๆได้ และกำหนดเวลาในการทำอะไรต่างๆ ที่กินเวลา 180 วัน หรือ ครึ่งปี
เมื่อกำหนดเช่นนี้ก็เแปลว่าพรรคการเมืองจะ “แต่งตัว” ไม่ทันตามกฎหมายพรรคการเมือง จึงต้องมีการแก้กฎหมายเลือกตั้งเพื่อให้เตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งและทำให้การเลือกตั้งต้องเลื่อนออกไปอย่างเลี่ยงไม่ได้
ทุกอย่างดูเป็นเหตุและผล และทุกอย่างถูกวางมาอย่างเป็นแผนเป็นขั้นตอน ส่วนที่เหลือก็แค่เลือกว่าจะขยายอีกกี่วัน
แต่เหตุผลเช่นนี้ก็ไม่อาจทำให้ผู้มีอำนาจพ้นจากข้อครหา “ยื้อ” ได้เพราะแม้จะโยนว่าเป็นเรื่องการออกกฎหมาย แต่เรื่องทุกเรื่องก็เริ่มต้นขึ้นจาก คสช. รวมถึง สนช. เองก็ตั้งโดย คสช. ผลงานที่ผ่านมาก็การันตีการทำตามได้เป็นอย่างดี
90 วันอาจดูไม่มาก แต่หากการเลื่อนแล้วเลื่อนอีก กับเจตนาที่ถูกตั้งคำถามหลายๆ ครั้งแบบซ้ำแล้วซ้ำเล่า และไม่รู้ว่าจะต้องตั้งคำถามอีกกี่ครั้งอาจจะนำมาซึ่งผลอย่างไม่อาจคาดเดาได้ รวมถึงสถานการณ์ของรัฐบาลในขณะนี้ก็ไม่ได้สวยงามเช่นเมื่อก่อน ฟางเส้นสุดท้ายบนหลังลามีให้เห็นมานักต่อนักแล้ว
--------------
(คอลัมน์ ขยายปมร้อน ทาง หนังสือพิมพ์ "คมชัดลึก" โดย อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ)



