
โหวตสีรถเมล์ : ประชาธิปไตยแบบไทยๆ
โหวตสีรถเมล์ : ประชาธิปไตยแบบไทยๆ เมื่อ“ภาครัฐ” กำหนดให้เลือก
เห็นข่าว ขสมก. เปิดให้ประชาชนโหวตสีรถเมล์เอ็นจีวีแล้วก็สะท้อนใจกับความเป็นไปของสังคมแบบไทยๆ เพราะหากดูแค่พาดหัวเหมือนจะดูดีที่ภาครัฐเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจในเรื่องต่างๆแม้แต่เรื่องเล็กน้อยที่เป็นเรื่องใกล้ตัว
โครงการดังกล่าวสืบเนื่องจากที่ ขสมก. จัดซื้อรถเมล์เอ็นจีวี 489 คัน และต้องส่งมอบรถล็อตสุดท้ายในเดือน มิ.ย. 2561 ทำให้ พวกเขามีความคิดที่จะเปิดโหวตหาสีให้รถเมล์เอ็นจีวีดังกล่าว โดยระบุว่าจะให้โหวตทางเว็บไซต์ www.bmta.co.th จนถึงวันที่ 20 ม.ค. ที่จะถึงนี้ ซึ่งหากสีใดชนะก็จะใช้สีดังกล่าว
แต่ช้าก่อนยังมีเรื่องราวที่น่าสนใจซ่อนเร้นอยู่ภายใต้แคมเปญนี้พอสมควรจนถูกตั้งคำถามว่า ขสมก. กำลังฟังเสียงหรือให้ประชาชนมีส่วนร่วมจริงๆหรือ ????
เพราะการโหวตครั้งนี้เอาจริงๆ ไม่ใช่การโหวตเลือกสีด้วยซ้ำไป เพราะโดยเนื้อแท้แล้วเป็นเพียงการโหวตเฉดสี โดยพวกเขาตัดสินใจเลือกมาแล้วว่าจะให้ใช้สีฟ้า ส่วนที่ให้ประชาชนเลือกนั้นอยู่ที่จะเป็นฟ้าแบบไหน และฟ้าแบบที่ให้เลือกนั้นก็ไม่ใช่เฉดสีที่มีความต่างกันได้ชัดเจนเช่น ฟ้าน้ำทะเล ฟ้าแก่ หรือฟ้าอ่อน แต่สีที่นำมาให้เลือกกลับเป็นสีที่มีความใกล้เคียงกันเป็นอย่างยิ่ง จนหลายคนไม่สามารถแยกออกได้ด้วยซ้ำไป (หากสนใจสามารถดูได้จากเว็บไซต์ของ ขสมก.)
นี่คือสิ่งที่สะท้อนวิธีคิดเรื่องการมีส่วนร่วม และประชาธิปไตย จากระบบราชการได้เป็นอย่างดี
ภาวะการปกครองที่หน่วยงานรัฐเป็นใหญ่เช่นที่กำลังเกิดขึ้นกับสังคมไทยทุกวันนี้ พวกเขากำลังผูกขาดความคิดและกระบวนการ แต่ขณะเดียวกันก็ต้องพยายามหาสิ่งมาสนับสนุนว่ามีการยึดโยงกับประชาชน ดังนั้นเราจึงจะเห็นแคมเปญที่ว่าด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชนเต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่ีอง “ประชารัฐ” หรือ “การรับฟังความเห็นในทางกฎหมาย” แต่ในเนื้อแท้จริงๆแล้วกลับไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างจริงจังในการกำหนดกระบวนการตั้งแต่แรกเริ่ม
หรือกระทั่งการเลือกว่าพวกเขาควรได้เลือกอะไรก็ยังไม่มีสิทธิขนาดนั้น
การเลือกที่ภาครัฐมักนิยมคือ เลือกในสิ่งที่ภาครัฐจำกัดตัวเลือกมาให้แล้ว ด้วยเหตุผลปัจจัยแฝงต่างๆไม่ว่าจะเป็น เห็นว่าดีที่สุด เหมาะสมที่สุด หรือมีประโยชน์มากที่สุด แต่ก็ไม่รู้ว่าดีที่สุดในมุมของใคร เหมาะสมที่สุดกับใคร และมีประโยชน์มากที่สุดกับกลุ่มไหน
สีที่ ขสมก. เลือกมาให้คือสีฟ้าในเฉดคล้ายๆกันขาดเพียแสงและเงา เช่นเดียวกับโครงการประชารัฐที่มีการยกชื่อประชาชนมาเป็นกลไกหลัก แต่เอาเข้าจริงก็เป็นการกำหนดนโยบายมาจากภาครัฐและภาคเอกชนที่มีบทบาทต่อการตัดสินใจในนโยบายรัฐเท่านั้น โดยประชาชนไม่ได้มีสิทธิเลือกจริงๆว่าอยากหรือไม่อยากให้รัฐมาร่วมกับเรื่องไหน หรืออยากให้รัฐมาร่วมในแบบใด
เช่นเดียวกับการรับฟังความเห็นเกี่ยวกับกฎหมายต่างๆที่ปัจจุบันทุกคนเข้าใจไปในทางตรงกันแล้วว่าเป็นเพียง “พิธีการ” เท่านั้น การรับฟังเกิดขึ้นในวงที่ไม่กว้าง และถกเถียงในเรื่องที่รัฐกำหนดมาให้ถกเถียงเท่านั้น
กฎหมายต่างๆที่ถูกนำมารับฟังความเห็นนั้นถูกกำหนดมาแล้วจากผู้มีอำนาจรัฐว่าต้องการควบคุมอะไรบ้าง ดังนั้นสิ่งที่นำมารับฟังความคิดเห็นจึงเหลือเพียงดีกรีว่าจะควบคุมแบบอ่อนแก่เพียงใด
เมื่อเทียบกับกรณี “โหวตสีรถเมล์” หาก ขสมก. และภาครัฐแห็นประโยชน์และต้องการให้มีส่วนร่วมจริงๆ ก็น่าที่จะรับฟังในหลายเรื่องไม่ว่าจะเป็น สีที่จะใช้ว่าแต่ละสาย หรือแต่ละโซนควรมีสีแตกต่างกันเพื่อให้มองชัดเจนหรือไม่ หรือควรจะใช้สีเดียวกันเพื่อความเป็นเอกภาพ
ควรหรือไม่ที่จะให้โหวตว่าจะปรับปรุงคุณภาพการบริการเป็นอย่างไร หรือสายรถสายไหนควรให้ประชาชนแสดงความเห็นว่าสมควรปรับปรุงมากที่สุดในเรื่องไหน
หรือกระทั่งแนวคิดการปฏิรูปสายรถเมล์ที่เคยทดลองทำเมื่อปีที่แล้ว ก็เป็นสิ่งที่ควรรับฟังความเห็นประชาชนผู้ใช้บริการมากที่สุด แต่ก็กลับไม่มีการรับฟังความคิดเห็นเรื่องนี้ จนกระทั่งยกเลิกการทดลองทุกสิ่งก็เงียบหายไป และล่าสุดกับการใช้เครื่องสแกนบัตร ที่สุดท้ายก็ยกเลิกใช้ก็ไม่เคยมีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเช่นเดียวกัน
เหล่านี้คือตัวอย่างของการไม่มีส่วนร่วมที่แท้จริง ขณะที่ “การมีส่วนร่วม” ในนิยามของภาครัฐนั้นดูเหมือนจะเป็นไปในลักษณะTop Down หรือ “บนลงล่าง” กล่าวคือกำหนดมาจากระดับบน ส่วนประชาชนในระดับล่างนั้นก็มีหน้าที่เลือกตามที่ถูกกำหนดมาเท่านั้น
ที่สำคัญ “การมีส่วนร่วม” คือพื้นฐานของ “ประชาธิปไตย”
เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้น เพราะภาครัฐมักมองว่าเมื่อประชาชนเลือกจะก่อให้เกิดปัญหา แต่การไม่ให้เลือกหรือคัดค้านการมีส่วนร่วมก็เหมือนการเดินสวนกระแสแห่งสมัย ดังนั้นการจำกัดตัวเลือก หรือบอกว่าสิ่งที่ประชาชนเลือกนั้นไม่ถูกต้องจึงถูกปลูกฝังซ้ำไปซ้ำมา ดูได้จากการเลือกตั้งที่ผ่านๆมา
จริงอยู่ที่การเลือกการใช้ดุลพินิจย่อมมีสิทธิ ผิด ถูก หรือผิดพลาด แต่ผู้เลือกในฐานะเจ้าของอำนาจก็ย่อมมีสิทธิเลือกและต้องรับผิดชอบต่อการเลือกของตัวเอง ในทางตรงข้ามหากผู้มีอำนาจนั้นเลือกให้ ใครเล่าจะเป็นผู้รับผิดชอบเพราะเมื่อผู้มีอำนาจพ้นจากตำแหน่งไปประชาชนต่างหากที่ต้องรับผิดชอบแทนผู้ที่เลือก
เมื่อรัฐตัดสินใจเข้ามาเป็นผู้กำหนดการเลือกแทนเจ้าของอำนาจ ทุกอย่างจึงดูผิดฝาผิดตัว และผิดความต้องการไปเสียหมด
-----
คอลัมน์ขยายปมร้อน : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก โดย อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ



