
ส่อง“ตาชั่ง” ใต้ปีก “ประจิน”
เก้าอี้ รมว.ยุติธรรม กลายเป็นอีกตำแหน่งที่สร้างความสงสัยว่า..ด้วยเหตุผลใด ทำให้ นายกฯ ตัดสินใจให้ "ประจิน จั่นตอง"มาคุมงานกระทรวงยุติธรรม
เก้าอี้ รมว.ยุติธรรม กลายเป็นอีกตำแหน่งที่สร้างความฉงนสงสัยว่าด้วยเหตุผลใด ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ตัดสินใจให้ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองหัวหน้าคสช.ด้านเศรษฐกิจ และรองนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลกระทรวงศึกษาธิการ,ยุติธรรม, ดิจิทัลฯ ,พลังงาน , สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ มาคุมงานกระทรวงยุติธรรมแบบเต็มตัว
เบื้องต้นคาดกันไปว่า อาจเป็นเพราะ พล.อ.อ.ประจิน เข้ามามีจุดเกาะเกี่ยวกับงานช่วยเหลือลูกหนี้ ของกระทรวงยุติธรรมอยู่ก่อนแล้ว ล่าสุดปัญหาหนี้่นอกระบบในพื้นที่จ.กาฬสินธุ์ มูลหนี้ 200 ล้านบาท ที่ลูกหนี้ร้องทุกข์ระหว่างครม.สัญจร ก็ถูกส่งเป็นวาระด่วนมาให้ดีเอสไอเร่งดำเนินการ
แม้ว่า พล.อ.อ.ประจิน จะไม่ได้พูดชัดว่า ได้รับมอบหมายจาก พล.อ.ประยุทธ์ ให้เข้ามาสานต่อภารกิจใดในกระทรวงยุติธรรม แต่เท่าที่รับฟังการแถลงข่าวทั้ง 2 ครั้ง ประเมินได้ว่า พล.อ.อ.ประจิน ถูกส่งเข้ามาเร่งรัดงานอำนวยความยุติธรรม แก้ปัญหาหนี้นอกระบบ ดูแลลูกหนี้ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม ดึงนายทุนนอกระบบให้เข้ามาปล่อยกู้ในระบบกับฟิโกไฟแนนซ์ ตลอดจนงานด้านยาเสพติด และงานปราบปรามการทุจริตของศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.)ซึ่งทั้งหมดเคยเป็นผลงานสำคัญของรัฐบาล ที่เคยเดินหน้าฉับไว ในยุค พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา
แต่ผลงานที่เคยเข้าตาประชาชน เดินเข้าสู่ภาวะชะลอตัวในยุค สุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ ซึ่งแม้จะพยายามอย่างที่สุดเพื่อสนองตอบนโยบายรัฐบาล แต่ด้วยบุคลิกของ “พี่โก้” ที่คลุกคลีอยู่กับการงานวิเคราะห์การข่าว และคุ้นชินกับการทำงานเบื้องหลัง จึงไม่เหมาะกับภารกิจที่ได้รับมอบหมาย เมื่อถึงเวลาปรับครม.จึงต้องปรับให้ สุวพันธุ์ กลับไปทำในงานที่ถนัด
ส่วนกระทรวงยุติธรรมที่ร่ำลือมาตลอดว่าทหารคัมแบ๊ก สุดท้ายก็เป็น พล.อ.อ.ประจิน นั่งถ่างขาควบเก้าอี้ รมว.ยุติธรรม รับภารกิจปฏิบัติการข่าวเก็บแต้มกวาดคะแนนในโค้งสุดท้ายจากการลงพื้นที่ยุติธรรมสัญจรคู่ขนานไปกับครม.สัญจร เพื่อเสริฟความยุติธรรมให้ถึงหัวบันไดบ้าน รวมถึงภารกิจช่วยเหลือลูกหนี้ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากนายทุนเงินกู้นอกระบบ ถูกเรียกเก็บดอกเบี้ยโหด ส่งแก๊งหมวกกันน็อคมาข่มขู่ทวงหนี้ ตลอดจนการช่วยเหลือผู้ยากไร้ที่เข้าไม่ถึงความเป็นธรรม ต้องตกเป็นแพะรับผิดที่ไม่ได้ก่อจากการเข้าไม่ถึงคำแนะนำในด้านกฎหมาย และกระบวนการแสวงหาหลักฐานไปพิสูจน์ผิด-ถูกในคดีความ
รอบนี้นายกฯไม่ได้ให้ พล.อ.อ.ประจิน มาลุยเดี่ยว แต่ส่ง มล.ปนัดดา ดิศกุล มาเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรี รับผิดชอบงานของกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน และสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย เพื่อให้หม่อมปนัดดา มากระตุ้นงานส่งเสริมการศึกษาและฝึกทักษะอาชีพให้กับเยาวชนในศูนย์ฝึกฯ เป้าหมาย คือ คืนเด็กดี..คนใหม่ให้กับสังคม ไม่ใช่คืนคนเดิม หรือคนที่แย่กว่าเดิมกลับบ้าน ในภารกิจคืนคนดีสู่สังคมของสถานพินิจฯถูกกำหนดเดินคู่กับไปกับกรมราชทัณฑ์ ภายใต้นโยบายสร้างความปลอดภัยและความสงบสุขในสังคม เพื่อแก้ไขการกระทำความผิดซ้ำ
พล.อ.อ. ประจิน จั่นตอง
พล.อ.อ.ประจิน พูดชัดว่า คนในเรือนจำและเยาวชนในศูนย์ฝึกต้องผ่านการอบรม ฝึกทักษะ โดยรัฐจะสนับสนุนการสร้างอาชีพ จับมือกับเอกชนผู้ประกอบการ ช่างสี ช่างปูน ช่างไฟฟ้า ช่างยนต์ งานบริการในแรงแรม รวมถึงสนับสนุนทุนประกอบการ เพื่อให้ผู้พ้นโทษมีงานทำโดยจะเจาะลึกลงไปในแต่ละท้องที่ว่าตลาดแรงงานประเภทใดรองรับบ้าง เพื่อจัดหลักสูตรอบรมอาชีพให้สอดรับ ก่อนปล่อยต้องทำเอ็มโอยูกับผู้ประกอบการล่วงหน้า เรียกว่าพ้นโทษปุ๊บ มีงานรองรับทันที กรณีนักโทษที่มีทักษะด้านการผลิตอาวุธปืนไทยประดิษฐ์ 70 คน ขณะนี้เตรียมตำแหน่งงานพร้อมบรรจุเข้าทำงานในกระทรวงกลาโหม 33 อัตรา
สำหรับหน่วยงานที่ถูกจับจ้องอย่าง “ดีเอสไอ” ในยุค สุวพันธุ์ รับงานมาได้ก็สั่งการให้ทำบัญชีรายชื่ออดีตตำรวจในดีเอสไอทั้งหมด เพื่อโอนย้ายกลับสตช.ให้หมด เพราะรัฐบาลจะไปตั้งแท่งสอบสวนให้ที่ ตร. ส่วนพลเรือนกับทหารในดีเอสไอจะโอนไปสังกัดสำนักงานอัยการสูงสุด จนกลายเป็นประเด็นวิจารณ์กันถ้วนทั่วว่า ปฏิรูปตำรวจไม่ไหว จึงหันมารื้อดีเอสไอไปปะผุ
แต่เมื่อภารกิจปฏิรูปดีเอสไอมาถึงมือ พล.อ.อ.ประจิน นโยบายที่ส่งถึงดีเอสไอ คือ ต้องช่วยเหลือประชาชน ทำคดีที่เพิ่มความเชื่อมั่น โดยให้เริ่มต้นกำหนดกรอบหน้าที่ให้ชัดเจน ว่าดีเอสไอควรทำอะไร เมื่องานชัดเจน ก็จะเห็นภาพว่าโครงสร้างและอัตรากำลังควรเป็นอย่างไร ...คล้ายกับเป็นหนังคนละม้วน
หลังจากนี้ยังต้องติดตามว่า กระทรวงยุติธรรมภายใต้การนำของทหารอากาศ จะไปในลักษณะเนิบนาบ หรือวิ่งเหยาะๆคู่ขนานไปกับครม. และคำประกาศให้ปี 2561 เป็นปีแห่งการปฏิรูป แก้ปัญหาความยากจน ลดความเหลื่อมล้ำในสังคม ถึงเวลาลงมือจริง ... ทำได้แค่ไหน และช่วยกอบกู้ภาวะขาลงของรัฐบาลได้มากน้อยเพียงไร
มารู้จัก..“ประจิน จั่นตอง”
อาจเป็นไปได้ว่า ความสุขุม เยือกเย็น และ การทำงานไม่ตั้งกรอบเวลา ของ“บิ๊กจิน” พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกฯและ รมว.ยุติธรรม ที่เข้าตา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จนได้รับความไว้วางใจให้เข้ามาดำรงตำแหน่งสำคัญของรัฐบาลตั้งแต่ช่วงต้นๆจนถึงปัจจุบันนี้
พล.อ.อ.ประจิน เป็นอดีตผู้บัญชาการทหารอากาศ และเป็น ผู้บัญชาการเหล่าทัพเพียงคนเดียวที่เรียนจบปริญญาเอก และมี “ ดร.”นำหน้าชื่อ และเป็นทหารที่มีบุคลิกขัดกับการเป็นทหารสายนักบิน เพราะนักบินขับเครื่องบินขับไล่เอฟ 16 จะต้อง “บู๊ ล้างผลาญ” แต่สำหรับ พล.อ.อ.ประจิน แล้ว กลับมีบุคคลิค“ สุขุม นุ่มลึก พูดเนิบนาบ ไม่ดุ ”แต่จะมีความชัดเจนในการสั่งการ จริงจัง
นอกจากนี้ พล.อ.อ.ประจิน ยังมีส่วนสำคัญในการตัดสินใจโครงการต่างๆของกองทัพอากาศ เพราะในสมัยที่เคยดำรงตำแหน่งเสนาธิการทหารอากาศ ได้เคยให้ข้อมูล ข้อเสนอแนะ ต่อโครงการต่างๆ เมื่อขึ้นมาเป็นผู้บังคับบัญชาในระดับสูง ก็สามารถตัดสินใจได้อย่างชัดเจน ขณะเดียวกันยังมีไมตรีจิตต่อทหารชั้นผู้น้อย จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่กำลังพลในกองทัพอากาศ ให้ความเคารพรัก ต่ออดีตผู้บังคับบัญชาคนนี้เป็นอย่างมาก
พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง
เป้าหมายชีวิตของ พล.อ.อ.ประจิน อยากเป็นอาจารย์สอนหนังสือ หลังเกษียณราชการ เพราะเป็นทหารชื่นชอบงานด้านวิชาการ และไม่เคยพลาดเข้าร่วมงานเสวนาหลักสูตรต่างๆในกองทัพอากาศ เพราะเป็นนายทหารรู้จริง ให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์ในทุกด้านได้เป็นอย่างดี
จุดเปลี่ยนของ พล.อ.อ.ประจิน เกิดขึ้นในเหตุการณ์วันที่ 22 พ.ค.2557 เพราะนอกจากจะเป็นหนึ่งในผู้ร่วมในคณะรัฐประหาร กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.และ หัวหน้า คสช.ในขณะนั้น
แล้วยังได้รับมอบหมายให้ดำรงตำแหน่งสำคัญ คือ รองหัวหน้า คสช. และ หัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจของ คสช. กำกับดูแลงาน 7 กระทรวงที่เกี่ยวข้อง ในช่วงที่ยังไม่มีการจัดตั้งรัฐบาล
ด้วยความที่เป็นคนเรียนเก่ง ความจำเป็นเลิศ ทำให้ พล.อ.อ.ประจิน สามารถศึกษา มีความรู้ ทำความเข้าใจงานทั้ง 7 กระทรวง ในเวลาสั้นๆ สามารถตอบข้อซักถาม ให้คำแนะนำ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น จนผลักดันให้การทำงานเดินหน้าต่อไปได้ และเป็นนายทหารคนเดียวที่ได้รับคำชมและเป็นที่ยอมรับจากหัวหน้างานทั้ง 7 กระทรวงที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ
ในช่วงนั้น พล.อ.อ.ประจิน ทำงานไม่มีวันหยุด และไม่มีกรอบเวลาตายตัว งานอะไรเร่งด่วน สามารถสอดแทรกเข้ามาได้ตลอด ทั้งการเชิญนักธุรกิจ สภาหอการค้า มาพูดคุยช่วยกันแก้ไขปัญหาในด้านต่างๆ และมีบทบาทสำคัญในการแก้ไขปัญหาแหล่งน้ำมันที่มีความขัดแย้ง ในขณะเดียวกันต้องทำหน้าที่นักการทูต แก้ปัญหาภาพลักษณ์ของประเทศต่อสายตาต่างชาติ เพราะเป็นนายทหาร มีวาทะศิลป์ ในการพูดเจรจา ต่อรองดี
เมื่อมีการจัดตั้งรัฐบาล พล.อ.อ.ประจิน ได้ดำรงตำแหน่งเป็น รมว.คมนาคม ซึ่งถือเป็น 1 ใน 7 กระทรวง ที่อยู่ในความรับผิดชอบในฐานะรองหัวหน้า คสช.ฝ่ายเศรษฐกิจ และเดินหน้าโครงการต่างๆมาจนถึงทุกวันนี้ เช่น รถไฟฟ้าความเร็วสูง กทม.-หนองคาย มีการเจรจาพูดคุยกับประเทศต่างๆพร้อมทั้งนำข้อมูลไปเสนอนายกรัฐมนตรี
และสิ่งต้องยอมรับ พล.อ.อ.ประจิน มีความเป็นทหารมีวินัยสูง แม้เมื่อตอนถูกลดบทบาทลงมาดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ก็สามารถปฏิบัติงานได้ออกมาดี โดยอาศัยหลักการทำงานที่ว่า รัฐมนตรี เป็นเจ้ากระทรวงและผู้ปฏิบัติ ส่วน รองนายกฯ จะต้องสนับสนุนให้งานของรัฐมนตรีสําเร็จผลตามที่รัฐบาลต้องการ
แม้ว่า พล.อ.อ.ประจิน บอกไม่ทราบเหตุผลว่าทำไมคราวนี้ถึงได้รับความไว้วางใจ ให้มานั่งเป็น รมว.ยุติธรรม แต่เชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์ รู้จักรัฐมนตรีทุกคน และมีข้อมูลเพียงพอ ที่จะรู้ว่าแต่ละคนเหมาะที่จะทำอะไร



