คอลัมนิสต์

ถอดรหัส กม.พรรคการเมือง    "ใครได้ - ใครเสีย"

ถอดรหัส กม.พรรคการเมือง "ใครได้ - ใครเสีย"

14 ธ.ค. 2560

กระแสแก้กฎหมายพรรคการเมืองกำลังเป็นที่ถกเถียงว่า มีเจตนาซ่อนเร้นนำไปสู่อะไรหรือไม่ วันนี้เราเปิดดูกันว่าตามกฎหมายฉบับปัจจุบัน ใครได้เปรียบ ใครเสียเปรียบ

ก่อนถึงวันแก้ปัญหาทางเทคนิค ด้วยเทคนิคพิเศษ สูตรเฉพาะของ “คณะรักษาความสงบแห่งชาติ - คสช.” เพื่อให้ “พรรคการเมือง” ทำกิจกรรมทางการเมืองได้ ทันตามกรอบเวลาที่กำหนดไว้ในบทเฉพาะกาล ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560

ปัญหาข้อหนึ่ง ที่ควรยกมาพิจารณาให้ถ้วนถี่ คือ มาตรการภาคบังคับของ “กลุ่มการเมืองหรือพรรคการเมือง” ต้องปฏิบัตินั้น สร้างความได้เปรียบ หรือ เสียเปรียบอย่างไร ระหว่าง พรรคการเมืองที่จดทะเบียนไว้แล้ว ทั้งที่เป็นพรรคขนาดใหญ่, พรรคเก่าแก่, พรรคขนาดกลางถึงเล็ก รวมถึง กลุ่มการเมืองที่เตรียมตั้งพรรคการเมือง

อนึ่งต้องยอมรับว่า เจตนารมณ์ใหม่ของ “พ.ร.ป.พรรคการเมือง” มีภาคบังคับที่ชัดเจน ใน 3 ประการ คือ 1. กิจกรรมของพรรคการเมืองต้องเปิดเผย ตรวจสอบได้ 2.สมาชิกพรรคต้องมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางต่อกิจกรรมในพรรค ไม่ว่าจะเป็น ร่วมกำหนดนโยบาย การส่งผู้สมัคร ส.ส. ลงรับเลือกตั้ง และ 3.มีหลักประกันให้ สมาชิกพรรคและพรรคทำงานได้โดยอิสระ ไม่ตกภายใต้การครอบงำ หรือถูกชี้นำจากบุคคลที่ไม่เป็นสมาชิกพรรค

ทำให้กลไกที่ถูกออกแบบไว้ ใน 152 มาตราของ พ.ร.ป.พรรคการเมือง ถูกเขียนเพื่อเชื่อมโยงกับเจตนารมณ์ดังว่า โดยเป้าหมายสำคัญเพื่อปฏิรูปพรรคการเมือง ตามเจตนาผู้ร่าง ขณะที่คนการเมืองเขาคิด ว่า ทั้งหมดคือกติกาที่สร้างปัญหา

มุมที่ส่อเป็นปัญหาสำคัญ คือ มาตรการ ว่าด้วย “สมาชิกพรรคการเมือง” เริ่มจาก มาตรา 140 ของบทเฉพาะกาล ที่รับรองสถานะสมาชิกพรรคของพรรคที่จัดตั้งก่อนกฎหมายตัวใหม่ใช้ยังคงเป็นสมาชิกพรรคต่อไป แถมได้รับสิทธิ์ยกเว้นไม่ต้องชำระค่าบำรุงพรรคครบทุกคน

ประเด็นนี้ “ไพบูลย์ นิติตะวัน ผู้เตรียมจัดตั้งพรรคประชาชนปฏิรูป”  มองจุดเสียเปรียบ คือ เกิดความสองมาตรฐานภายในพรรค และกลุ่มคนที่จัดตั้งพรรคการเมืองขึ้นใหม่ โดยเฉพาะภายในพรรคเก่าที่ สมาชิกพรรค ซึ่งไม่ชำระค่าบำรุงพรรคจะได้สิทธิ์ร่วมในกิจกรรมของพรรคเท่ากับสิทธิ์ของผู้ชำระ ทั้งกำหนดนโยบาย หรือ การเลือกตั้งขั้นต้น (ไพรมารี่โหวต) เพื่อหาผู้สมัคร ส.ส.ของพรรค นอกจากนั้นการสมาชิกของพรรคการเมืองตามกฎหมายฉบับเก่า เป็นกระบวนการรวบรวมรายชื่อแบบง่าย เพื่อให้ได้จำนวนมาก ซึ่งอาจได้จำนวนสมาชิกมาจากการแอบอ้าง โดยไม่คำนึงถึงจุดร่วมทางอุดมการณ์และการมีส่วนร่วมทางการเมืองของบุคคลผู้นั้น

“เมื่อเป็นเช่นนั้น พรรคการเมืองที่เตรียมจัดตั้งใหม่ จึงเสียเปรียบพรรคการเมืองที่จัดตั้งแล้วและที่สำคัญการจัดตั้งพรรคการเมืองกับ กกต. ในปัจจุบันพบว่ามีขั้นตอนที่ยุ่งยาก เสมือนต้องการกีดกันประชาชนที่มีอุดมการณ์การเมืองเดียวกันและต้องการจัดตั้งพรรคการเมือง ดังนั้นควรรีเซ็ตระบบสมาชิกพรรคทุกพรรค เพื่อให้ดำเนินการรับสมัครใหม่ตามกระบวนการกฎหมายใหม่”

ในข้อเสนอนี้ หากมองด้วยความเป็นไป อาจไม่เป็นธรรมกับพรรคการเมืองในระบบ ที่ใช้ความพยายามหลายปี เพื่อสร้างศรัทธาและความนิยมในประชาชน จนประชาชนแน่ใจและสมัครใจเป็นสมาชิกพรรคการเมือง อย่างไรก็ดีความเป็นพรรคการเมืองที่เตรียมจัดตั้ง ต้องยอมรับความเสียเปรียบที่ว่า จะซื้อใจประชาชนด้วยอะไร เพื่อจูงใจให้เข้าสังกัดพรรคในระยะเวลาสั้นๆ ในช่วงก่อตั้งถึงวันเลือกตั้งทั่วไป

ดังนั้นข้อเสนอ รีเซ็ตสมาชิกพรรค จึงอาจเป็นจุดหนึ่ง ที่ดึงความเสียเปรียบพรรคการเมืองให้ลงมาใกล้เคียงที่สุด

อย่างไรก็ดีในประเด็น “สมาชิกพรรคการเมือง” ยังมีมุมที่ส่อว่า พรรคขนาดเล็ก จะเสียเปรียบพรรคขนาดใหญ่ที่มีทุนหนา และเครือข่ายทางการเมือง โดย “สมศักดิ์ โกศัยสุข หัวหน้าพรรคสังคมประชาธิปไตย” หรือในอดีตจะรู้จักกันในนาม พรรคการเมืองใหม่ บอกว่า แม้พรรคจะมีฐานสมาชิกที่เกินเกณฑ์กฎหมายกำหนด คือ 12,785 คน แต่เรื่องที่ดูเหมือนจะเสียเปรียบพรรคขนาดใหญ่ คือ ทุน และ เครือข่าย

“ตามกฎหมายพรรคการเมืองเขียนให้เช็คจำนวนสมาชิกที่แน่นอนของพรรค พรรคจะรู้ได้อย่างไรว่าใครยังอยู่ หรือตายหรือขาดคุณสมบัติ เพราะยอดสมาชิกที่เปลี่ยนแปลงที่พรรคจะรู้ได้ คือ คนๆ นั้นต้องยื่นใบลาออกกับพรรค หรือ ครอบครัวแจ้งมาที่พรรคว่า ผู้นั้นเสียชีวิตแล้ว ส่วนที่กฎหมายบอกว่าให้เป็นหน้าที่พรรคต้องเช็คต้องตรวจสอบ แต่พรรคที่ไม่มีทุนหนาจะมีศักยภาพทำให้ครบ ถี่ถ้วนได้อย่างไรภายใต้เวลาไม่กี่เดือน แม้พรรคผมจะมีสาขาอยู่ใน 6 จังหวัด แต่เป็นเรื่องลำบากที่จะเช็คความมีอยู่จริงตามคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของสมาชิกพรรค เพราะต้องใช้เครือข่ายเกือบ 77 จังหวัดลงพื้นที่ตามบ้าน” สมศักดิ์ ระบุ

นอกจากนั้นในความกังวลของพรรคเล็ก ที่เกี่ยวกับสมาชิกพรรคนั้น “สมศักดิ์” บอกว่า คือ การเก็บค่าบำรุงพรรคการเมือง เพราะฐานสมาชิกของพรรคไม่ใช่คนร่ำรวย แต่มีความกระตือรือร้นที่อยากมีส่วนร่วมทางการเมือง ดังนั้นการอธิบายให้เขาเข้าใจว่า ต้องชำระค่าบำรุงพรรคทุกปีอาจเป็นข้อจำกัดต่อการสานต่องานการเมืองกับพรรคก็เป็นได้ นี่ยังไม่นับที่พรรคต้องจัดหาทุนประเดิม 1 ล้านบาท จากผู้ก่อตั้งคนละ 1,000-50,000 บาท ที่อาจเป็นปัญหาเพราะไม่ใช่ผู้ร่ำรวย หรือนายทุนเงินหนา

ขณะที่มุมสะท้อนของพรรคการเมืองขนาดใหญ่ อย่าง “พรรคเพื่อไทย” หรือ “พรรคประชาธิปัตย์” นอนใจกับเรื่องนี้ เพราะเขาอาจได้เปรียบ เพราะมีเครือข่ายทำงานในพื้นที่และมีทุนส่วนตัวที่ใช้ลงพื้นที่เช็คลิสต์สมาชิกพรรคในภูมิภาคได้ ต่อให้จะมีฐานสมาชิก เกิน 2ล้านคน อย่างพรรคประชาธิปัตย์ ก็ไม่เป็นปัญหาเรื่องกรอบเวลา เพราะตามกฎหมายพรรคการเมืองกำหนดจำนวนที่เกินเกณฑ์ตรวจสอบไว้เพียง 500 คนภายใน 6เดือน หรือ 1หมื่นคนภายใน4 ปี

แต่ในข้อบังคับของพรรคการเมือง ยังจำเป็นที่ต้องเช็คสถานะของสมาชิกให้ชัดเจน และถูกต้อง รวมถึงเป็นข้อเท็จจริงที่สมบูรณ์ ก่อนรายงาน “เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ฐานะนายทะเบียน” มิเช่นนั้นอาจได้รับบทลงโทษ ตั้งแต่ ปรับเงิน, จำคุก, ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง5ปี

เหตุที่ต้องบังคับความถูกต้อง จะโยงเข้าสู่ประเด็นที่ 2 คือ “การส่งผู้สมัคร ส.ส. ภายใต้ระบบเลือกตั้งขั้นต้น (ไพรมารี่โหวต)”  ที่เป็นมาตรการใหม่ ที่พรรคต้องทำ ทั้งระบบเขตเลือกตั้งและ ระบบบัญชีรายชื่อ ที่ต้องอาศัยจำนวนสมาชิกในแต่ละจังหวัด หรือเขตเลือกตั้งเป็นเกณฑ์ชี้วัด ว่าใครจะได้ตัวแทน

ในประเด็นนี้ด้านสมาชิก พรรคใหญ่ที่มีสมาชิกมาก เรียกว่าได้เปรียบ แต่พรรคเล็กหรือพรรคใหม่ อาจเสียเปรียบในกระบวนการ เพราะ1.จำนวนสมาชิกที่ลงคะแนนไม่มากพอ, 2.มีตัวแทนจังหวัดที่ไม่ครบ ไม่พร้อม ซึ่งพ่วงกับการตัดสิทธิส่งผู้สมัคร และนั่นจะผันเป็นผลกระทบลูกโซ่ต่อคะแนนพรรคที่จะไปคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ

และสิ่งที่อาจเป็นข้อเสียเปรียบเท่าๆ กัน คือ กระบวนการไพรมารี่โหวต ที่อาจถูกคู่แข่งจับผิด และฟ้องต่อ กกต. ให้ลงโทษ ทั้งแง่ การจ้างให้คนลงคะแนน, การจ้างคนลงสมัคร, ใช้แรงจูงใจอื่นๆ เพื่อให้ได้คนที่มีชื่อเสียงได้เป็นตัวแทนของพรรค ลง ส.ส. เพื่อโอกาสได้รับเลือกตั้ง ซึ่งโทษของเรื่องนี้หนักถึงหนักที่สุด คือ จำคุก และถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง

แม้ในบทลงโทษดังกล่าวจะคาดโทษคนที่ใส่ร้าย แจ้งข้อมูลเท็จ แต่เมื่อมีผู้ไม่หวังดี ยื่นเรื่องร้องต่อกกต. แล้ว ผู้ที่พรรคส่งลงสมัครอาจเสียเครดิต และหากกระบวนการตรวจสอบ กกต. ล่าช้า และมาตัดสินว่าผิดทีหลัง แน่นอนว่าจะกระทบต่อคะแนนเสียง และความเชื่อถือของพรรคในทางการเมืองแน่นอน

กับประเด็นสุดท้ายต่อมุมมองและข้อสงสัยว่า ความยากของการสร้างพรรคการเมืองอยู่ตรงไหน? ตัวแทนของพรรคการเมืองหลายพรรค มองคล้ายกัน คือ การสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจจากประชาชน ที่ ตัวแทนพรรคจะเข้าเป็นปากเสียงและแก้ปัญหาให้พวกเขาได้ ในที่นี้หมายรวมถึงการทำนโยบายให้ตรงใจ และ การพัฒนาคุณภาพความเป็นอยู่ของประชาชน แต่ปัจจุบันการสร้างพรรค ภายใต้รัฐธรรมนูญใหม่ อาจเป็นเรื่องยาก เพราะถูกกำกับให้อยู่ในกรอบ ของกฎหมาย ยุทธศาสตร์ และแผนปฏิรูปประเทศ ของรัฐบาล คสช. รวมถึงต้องมีลำดับชั้นการตรวจสอบทางนโยบาย

ดังนั้นภายใต้ พ.ร.ป.พรรคการเมือง และรัฐธรรมนูญที่มีอคติสูงกับ สังคมของนักการเมือง ต่อให้เขียนกฎหมายเพื่อสร้างความได้เปรียบหรือเสียเปรียบให้กับคู่แข่งทางการเมืองอย่างไร ต้องยอมรับอีกด้านด้วยว่า ของเหล่านั้นกำลังบั่นทอนพรรคการเมือง และกลุ่มการเมือง ที่เป็นเหมือนสถาบันและเวทีแสดงออกของประชาชนตามกระบวนการประชาธิปไตย.

----