คอลัมนิสต์

เปลี่ยนหัว 'ครม.ส่วนหน้า' ดับไฟใต้ ลดปัญหาซ้ำซาก !!

เปลี่ยนหัว 'ครม.ส่วนหน้า' ดับไฟใต้ ลดปัญหาซ้ำซาก !!

04 ธ.ค. 2560

(ขยายปมร้อน) เปลี่ยนหัว 'ครม.ส่วนหน้า' ดับไฟใต้ จาก "พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร" เป็น "พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์" ลดปัญหาซ้ำซาก ระบบราชการไทย !!

  

            คณะผู้แทนพิเศษของรัฐบาล หรือ "ครม.ส่วนหน้า" เตรียมนำแผนปฏิบัติการ ที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและ รมว.กลาโหม เซ็นอนุมัติ ขับเคลื่อนการปฏิบัติงานในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เข้มข้นขึ้น หลังประสบปัญหาการทำงานไม่เป็นเอกภาพ ล่าช้า ใช้งบประมาณไม่ตรงเป้าและขาดการติดตามผลอย่างใกล้ชิด ส่งผลให้การทำงานไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร เปรียบเหมือนการจัด “วาไรตี้” เท่านั้น

            แม้ว่าในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา คณะผู้แทนพิเศษของรัฐบาล ภายใต้การนำของ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร อดีต รมช.กลาโหม พยายามใช้กิจกรรม และการแสดงทัศนคติต่างๆ เข้าขับเคลื่อนการทำงาน หวังบูรณาการหน่วยงานในพื้นที่ให้ทำงานสอดประสานกัน ตามแนวทางของรัฐบาล

            แต่ปัญหาเดิมๆในระบบราชการ คือ ต่างคนต่างทำ และทำงานกันคนละขา จนเกิดอาการ “โอเวอร์แลป” ถือเป็นอุปสรรคสำคัญ โดยเฉพาะปัญหาตัวบุคคล ซึ่งต่างถือว่าตัวเองมีอำนาจด้วยกันทั้งสิ้น ซึ่ง “แผนปฏิบัติการ” ดังกล่าวเป็นเครื่องมือ ใช้ควบคุมทุกหน่วยงาน โครงการ ตัวบุคคล ผลักดันให้สามารถทำงานร่วมกันได้ โดยอาศัยที่ปรึกษาผู้แทนพิเศษของรัฐบาล ที่ประจำในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้อยู่แล้ว เข้าไปกำกับดูแลอีกขั้น พร้อมประเมินผลงาน หากหน่วยงานไหนไม่ผ่านเกณฑ์ประเมินจะถูกตัดงบประมาณในปีต่อๆไป

            นอกจากนี้ คณะผู้แทนพิเศษของรัฐบาล จะวางระบบการเบิกจ่ายงบประมาณของทุกหน่วยงานใหม่ทั้งหมด เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ ลดความซ้ำซ้อน สิ้นเปลือง โดยเน้นให้ตรง 3 เป้าหมายหลัก ประกอบด้วย ประชาชน พื้นที่ กิจกรรม และจะมีการติดตามการใช้งบประมาณอย่างใกล้ชิด โดยทุกหน่วยงานต้องรายงานผลทุกเดือนและทุกไตรมาส

            “ผู้แทนพิเศษของรัฐบาล ไม่ได้มีอำนาจในการสั่งการ แทบจะไม่มีน้ำยาอะไร เพียงแต่ไปให้คำแนะนำและชี้เป้าให้ส่วนราชการทำงาน ให้เข้าระบบ แต่เขาจะเชื่อหรือเปล่าก็ยังไม่รู้ ถ้าหน่วยงานสำคัญๆในพื้นที่ ไม่เชื่อก็จบ เราไม่สามารถไปบังคับตัวบุคคลได้ แต่เราจะเอาแผนปฏิบัติการนี้ไปควบคุมอย่างจริงจังในทุกหน่วยงาน เราได้แจ้งไปทุกหน่วยงานแล้ว ว่าจะทำงานเหมือนปีที่ผ่านมาคงไม่ได้ เราจะมีการประเมินผลหาก ไม่ผ่าน งบประมาณปี 2562 และ 2563 ก็จะไม่ได้รับอนุมัติ” แหล่งข่าวจาก คณะผู้แทนพิเศษของรัฐบาล กล่าว

            ในการปรับ ครม.ครั้งล่าสุด “พล.อ.อุดมเดช” ถูกปรับออกตำแหน่งและ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯบอกชัดเจนว่าผู้ที่จะมาดูแลเรื่องปัญหาชายแดนใต้แทน พล.อ.อุดมเดช คือ พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รมช.ศึกษาธิการ ซึ่งนายกฯบอกว่า ปกติ พล.อ.สุรเชษฐ์ ก็ลงพื้นที่อยู่แล้ว

            สำหรับการปฏิบัติหน้าที่ของ พล.อ.สุรเชษฐ์ ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนพิเศษของรัฐบาลคนใหม่ ได้เตรียมวางแนวทางการทำงานในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ 2561 เน้นงานด้านเชิงรุกตั้งแต่ต้นปี ในไตรมาสแรก โดยเฉพาะงานด้านความมั่นคง คือการรักษาความปลอดภัยให้ประชาชน ที่ให้ความสำคัญในระดับต้นๆ พร้อมให้ประชาชนป้องกันตัวเองได้

            ในขณะเดียวกัน จะเดินหน้าสร้างความเข้าใจกับประชาชน ผู้นำศาสนา สถานศึกษา โรงเรียนปอเนอะ ให้เข้าใจแนวทาง เพื่อให้อยู่ร่วมกันภายใต้พหุสังคม คือจะไม่ให้ความแตกต่างทางศาสนาเข้ามาเป็นเงื่อนไขสร้างความแตกแยก รวมทั้งการขอความร่วมมือกับภาคประชาสังคม NGO ในพื้นที่ ควบคู่การให้ความเป็นธรรม การบังคับใช้กฎหมาย และแก้ไข พรบ.เพื่อเปิดโอกาสให้คนหลงผิดกลับตัวกลับใจ เพื่อให้สามารถทำลายโครงสร้างการใช้ความรุนแรง

            “การปรับ พล.อ.อุดมเดช ออกจากตำแหน่ง คงไม่กระทบต่อการทำงานของ ครม.ส่วนหน้า ซึ่งมีกรอบการทำงานอยู่แล้ว และที่ผ่านมาผลงานคืบหน้าพอสมควร โดยเฉพาะงานด้านความมั่นคงเพียงแต่ต้องไปเน้นการบูรนาการ ประสานงาน หน่วยงานต่างๆในพื้นที่ให้ ทำงานสอดคล้อง เป็นเนื้อเดียวกันให้มากกว่านี้ และ พล.อ.สุรเชษฐ์ ทำงานร่วมกับ พล.อ.อุดมเดช มาตลอด สามารถสานต่องานต่อจากนี้ได้ ” แหล่งข่าวจาก คณะผู้แทนพิเศษของรัฐบาล ระบุ

            ส่วนการพูดคุยสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น ยังคงเน้นเปิดกว้างพูดคุยกับทุกกลุ่ม พร้อมกำหนดพื้นที่เซฟตี้โซน หรือ พื้นที่ปลอดภัย เพียง 1 อำเภอ คาดว่าจะได้ข้อยุติในเร็ววันนี้ โดยพื้นที่ 1 อำเภอนี้ นอกจากปลอดภัยแล้วและเป็นพื้นที่สาธารณะ คือต้องไม่มีเหตุการณ์เกิดขึ้น หรือเรียกว่า พื้นที่สันติภาพ ก่อนจะขยายไปยังพื้นที่อื่นๆ 

            เช่นเดียวกับงานด้านพัฒนา เน้นพื้นที่ “สามเหลี่ยมมั่นคง มั่นคั่ง ยั่งยืน” ที่ได้กำหนดไว้ คือ อ.เบตง จ.ยะลา อ.สุไหงโกลก จ.นราธิวาส อ.หนองจิก จ.ปัตตานี และจะขยายพื้นที่ข้างเคียงต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังมีโครงการประชารัฐขับเคลื่อนลงไปพร้อมๆกัน เพื่อวางระบบให้ประชาชนมีเกิดความเข้มแข็ง พึ่งพาตัวเองได้

            ทั้งนี้คณะผู้แทนพิเศษของรัฐบาล มั่นใจว่า หากสามารถเดินตามแผนงานนี้ และดึงประชาชนมามีส่วนร่วมในเชิงรุก จะสามารถลดความรุนแรงโดดเดี่ยวผู้เห็นต่างได้ ซึ่งจะส่งผลต่อสถานการณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ดีขึ้นตามลำดับ 

            แต่ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับฝ่ายปฏิบัติ ทั้ง กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า(กอ.รมน. ภาค 4 ) ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอบต.) คณะพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ต้องพยายามที่จะให้มีการทำงานร่วมกัน ในทุกๆด้าน