นี่ไง Social Movement ที่ใครๆ อยากรู้ มันเป็นแบบนี้!
ฝ่ายชาวบ้านทีมองเห็นถึงภัยแทรกซ้อนในอนาคต ในฐานะคนในพื้นที่ พวกเขาจึงต้องรวมตัวกันเพื่อส่งกระแสเสียงออกมาเป็น Social Movement ครั้งสำคัญนี้!!
บทเรียนเรื่อง “Social Movement” ที่ มารีญา พูลเลิศลาภ ตัวแทนประเทศไทยบนเวทีนางงามจักรวาลได้รับมา ยังไม่เท่า “ของจริง หน้างานจริง พื้นที่จริง” ที่กำลังขับเคลื่อนอยู่จริงตอนนี้ กับการเคลื่อนไหวของภาคประชาชนในการต่อต้าน “โรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา” จ.สงขลา ที่นับวันจะเข้มข้น แต่ไม่ใช่เรื่องสนุกเลยสำหรับใครก็ตาม !
ล่าสุด ช่วงวันที่ 27 พฤศจิกายน 2560 กับภาพของการฝ่าวงล้อมเข้าไปหานายกรัฐมนตรี จนไปเจอกับข้อหาทำร้ายร่างกาย ขณะที่คณะของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กำลังไปที่โรงแรมบีพี สมิหลา ซึ่งเป็นสถานที่ที่จะหารือคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน
ที่สุด สภ.เมืองสงขลา ต้องควบคุมตัว 4 แกนนำ ได้แก่ นายเอกชัย อิสระทะ, นายปาฏิหาริย์ บุญรัตน์, นายดิเรก เหมนคร และ นายรุ่งเรือง ระหมันยะ พร้อมแจ้งข้อหากีดขวางการจราจร ขัดขวางเจ้าพนักงานขณะปฏิบัติหน้าที่ ทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงานขณะปฏิบัติหน้าที่ โดยทั้งแกนนำและกลุ่มผู้ชุมนุมได้ถูกควบคุมตัวไว้ทั้งหมด
ก็ถือเป็นการความเคลื่อนไหวหนึ่งที่ต้องเกิดขึ้น เพราะเมื่อพวกเขาเดินหน้าแล้วยังไม่ได้รับคำตอบ ยังไงเรื่องก็ต้องมารูปนี้ !
อย่างไรก็ดี การเคลื่อนไหวของภาคประชาชนในการต่อต้าน “โรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา” หรือ โรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.สงขลา ครั้งนี้ เป็น Social Movement หนึ่งในสังคมไทยที่เกิดขึ้นมาระยะเวลาหนึ่งแล้ว
โดยในขณะที่ภาครัฐนำเสนอโครงการนี้ พร้อมกับชุดวาทกรรม “การพัฒนา”, “ยกระดับความเป็นอยู่” และ “ถ่านหินสะอาด” เพื่อเติมเต็มความคาดหวังของผู้คนในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ร่วมกับกระบวนการพูดคุยสันติสุขที่ทางภาครัฐ และกองทัพไทย กำลังจัดสรรอยู่
ขณะที่ฝ่ายชาวบ้านกลับมองเห็นถึงภัยแทรกซ้อน ที่จะก่อให้เกิดปัญหาตามมาได้ในอนาคต ซึ่งถึงเวลานั้นคนที่ต้องเดือดร้อนทุกข์ทน คือคนในพื้นที่ พวกเขาจึงต้องรวมตัวกันเพื่อส่งกระแสเสียงให้ทุกคนรับรู้
แต่ในเมื่อจะเปิดพื้นที่พูดกันถึงเรื่อง Social Movement ทั้งที ! หนนี้คงต้องขอต้องโฟกัสไปที่ฝ่ายชาวบ้าน หนึ่งในแกนนำ ขบวนการต่อต้านคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา อย่าง อ.ดิเรก เหมนคร คนที่ออกหน้าเต็มที่ว่า งานนี้ต้องดับเครื่องชน !
การเปิดหน้าลุยครั้งล่าสุด แน่นอนว่าส่งผลให้เขาต้องถูกควบคุมตัว แต่ในจดหมายที่เขาตั้งใจมอบให้นายกฯ ในนามของ “ผู้ประสานงานเครือข่ายคนสงขลาปัตตานีไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหิน” ล้วนเต็มไปด้วยเนื้อหาสาระ ที่ไม่ควรมองข้าม
เพราะเขาได้พูดถึงความไม่เป็นธรรม ความฉ้อฉล และผลกระทบ ที่โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพากระทำต่อชาวชุมชน ตลอด 4 ปี ของการผลักดันโครงการนี้ในหลายประเด็น
โดยเฉพาะในขณะที่กระแสของทั้งโลกกำลังทยอยยกเลิกโรงไฟฟ้าถ่านหิน เพราะทำให้โลกร้อนและก่อมลพิษ อีกทั้งยังทำลายวิถีชุมชนเทพาที่สุขสงบ ประเทศไทยมีทางเลือกที่จะไม่สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินหลายทางเลือก ขอเพียงให้รัฐบาลมีนโยบายที่สอดคล้องกับประชาคมโลกตามที่รัฐบาลได้ไปลงนามไว้...นั่นเอง
อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้ อ.ดิเรก เหมนคร ก็ขับเคลื่อนเรื่องราวของ Social Movement หัวข้อเดียวกันนี้ในฐานะนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยฟาฏอนี จ.ปัตตานี ที่ไม่ใช่ว่าจะต้องไปโหวกเหวกโวยวายตามท้องถนนซะที่ไหน !!
โดยเขาเคยระบุว่า การสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินครั้งนี้ จะนำพาความทุกข์มาให้คนในพื้นที่ มากกว่าภัยไฟใต้ด้วยซ้ำ!
เพราะหากเป็นพื้นที่อื่นที่ไม่ใช่พื้นที่ 3 จังหวัด นราธิวาส ยะลา ปัตตานี และอีก 4 อำเภอของสงขลา คือ สะบ้าย้อย เทพา จะนะ นาทวี ความเสียหายที่มาจากผลกระทบของโรงไฟฟ้าถ่านหิน ก็คือวิถีชีวิตดั้งเดิมของชุมชน และสิ่งแวดล้อมทรัพยากรธรรมชาติถูกทำลาย
แต่หากเป็นในพื้นที่นี้ที่กำลังมีสงครามระหว่างรัฐไทย กับบีอาร์เอ็น ความเดือดร้อนจะไม่ใช่แค่วิถีชีวิตดั้งเดิมของชุมชนถูกทำลายอย่างเดียว แต่ยังส่งผลให้กระบวนการพูดคุยสันติสุขชายแดนใต้ถูกทำลายไปด้วย
พูดง่ายๆ ว่า ถ้าประชาชนอยู่ในภาวะไม่ได้รับความเป็นธรรม รู้สึกว่าถูกกดขี่ ถูกทำลายสุขภาพและสิ่งแวดล้อมอย่างซึ่งๆ หน้า ก็ยากที่จะมีความรู้สึกอยากจะสนับสนุนกระบวนการพูดคุยสันติสุขชายแดนใต้อย่างแน่นอน พูดง่ายๆ ว่า “หมดอารมณ์” กันไปหมดแล้ว !
แน่นอน เหตุผลข้างต้น แม้จะเป็นเพียงบางส่วน แต่ก็เป็นหนึ่งใน Social Movement ครั้งสำคัญของประเทศ ที่ไม่ว่าเหตุผลเหล่านี้จะคืออะไรในสายตาของภาครัฐ แต่ถามว่าพวกเขามีสิทธิ์หรือไม่ ในฐานะคนในพื้นที่ คำตอบเราทุกคนรู้ดีอยู่แล้ว
สิ่งหนึ่งที่ อ.ดิเรก เหมนคร เน้นย้ำเสมอคือ ชาวบ้านมองว่าฐานทรัพยากรเปรียบเสมือนกับตู้กับข้าวของชุมชน ซึ่งเป็นแหล่งอาหารเลี้ยงปากเลี้ยงท้องให้แก่คนในพื้นที่ ส่วนภาครัฐจะมองว่าฐานทรัพยากร คือ ปัจจัยการผลิตต้นทุนการพัฒนาเศรษฐกิจของชาติ โดยไม่สนว่าจะเกิดหายนะต่อวิถีชีวิตดั้งเดิมของคนในพื้นที่อย่างไร
มารู้จัก อ.ดิเรกกัน
ในฐานะที่อาจารย์ดิเรก ก็เป็นคนเทพา จ.สงขลา โดยกำเนิด ไม่ใช่ใครอื่นที่ไหน ทำไมเขาจะไม่ออกมาปกป้องหวงแหน
อ.ดิเรก จบจากโรงเรียนบ้านคลองขุดในระดับประถม และศึกษาต่อที่โรงเรียนตาร์เบียตุลวาตัน จ.ยะลา ในระดับมัธยมต้น ต่อมา ศึกษาต่อในระดับมัธยมปลายเข้าศึกษาที่โรงเรียนมูลนิธิอาซิซสถาน จ.ปัตตานี
ต่อมาเมื่อจบมัธยมปลาย อ.ดิเรกได้โควตาเรียนที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คณะเกษตร ภาควิชาพืชสวน อยู่ในรุ่น Ku 56
และยังชื่นชอบการทำกิจกรรมเพื่อสังคม เคยเป็นกรรมาธิการฝ่ายการเงิน ประธานคณะกรรมาธิการฝ่ายการเงิน เลขาธิการสภานิสิต ประธานชมรมมุสลิม สนใจในเรื่องสิทธิเสรีภาพ ต่อต้านการละเมิดสิทธิ กับทั้งยังรักธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
อ.ดิเรก จบระดับปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สาขารัฐศาสตร์ สาขาวิชาการเมืองการปกครอง โดยทำวิทยานิพนธ์เรื่อง หลักสิทธิมนุษยชนในอิสลาม การศึกษาแนวคิดอะฮ์ลุซซุนนะฮ์วัลญามาอะฮ์
เมื่อเรียนจบก็กลับมาสานต่อองค์ความรู้ให้แก่ชาวบ้าน สอนชาวบ้านเรื่องสหกรณ์ของมุสลิม, สร้างโรงเรียนเล็กๆ ร่วมกับชาวบ้าน และสอนที่มหาวิทยาลัยฟาฏอนี คณะศิลปศาสตร์และสังคมศาสตร์ สาขารัฐประศาสนศาสตร์
ก่อนจะลาออกมาโลดแล่นในเรื่อง Social Movement อย่างเต็มตัว เมื่อทราบข่าวว่าจะมีโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเกิดขึ้นในพื้นที่บ้านเกิดของเขา
การเคลื่อนไหวของกลุ่มคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา ก็กำลังทำอยู่อย่างเข้มข้น เรื่องที่พวกเขากำลังทำ จะว่าไปก็เป็นชุดเหตุผลที่ถูกต้องสุดๆ ในการยืนยันรักษาสิทธิ์ของคนในพื้นที่ ที่จะขอให้ดินแดนแห่งนี้ดำรงอยู่ต่อไป ตามที่พวกเขามองว่าควรเป็น เผื่อไปยังลูกหลานรุ่นหน้า



