
จาก "6 คำถาม” ถึง “เลือกตั้งท้องถิ่น” “บิ๊กตู่” เช็กแนวรบ !?
จาก “6 คำถาม” ถึง “เลือกตั้งท้องถิ่น” “บิ๊กตู่” เช็กแนวรบขั้วตรงข้าม??? : คอลัมน์ขยายปมร้อน โดย ณัฐภัทร พรหมแก้ว
เรียกว่าไล่ต้อนยังไงก็ไม่จนมุม สำหรับนักการเมืองที่ก่อนหน้านี้ต่างออกมาเรียกร้องไปในทิศทางเดียวกันว่า ให้ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จัดให้มีการเลือกตั้งตามโรดแม็พ และประกาศให้ชัดเจนว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่
กระทั่งเสียงเรียกร้องเริ่มดังต่อเนื่องขึ้นเรื่อยๆ เพื่อหวังกดดัน แต่แล้ววันดีคืนดี “หัวหน้าคสช.” ก็ประกาศเองว่าจะมีการเลือกตั้ง พฤศจิกายน 2561 แต่เมื่อเกิดความชัดเจนตรงนี้แล้วก็ใช่จะจบ
ยังมีเรื่องปวดหัวตามมาอีก คือข้อเรียกร้องให้ “ปลดล็อกพรรคการเมือง” ตามมาอีกระลอก โดยเฉพาะช่วงเวลาหลังจากพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 ประกาศใช้ เพื่อให้พรรคการเมือง นักการเมือง แต่งตัวเตรียมเลือกตั้งได้ทันตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด
ทว่าจนแล้วจนรอด การปลดล็อกการเมือง ก็ไร้ซึ่งการตอบสนองใดๆ มีแต่ได้ 6 คำถามกลับมาจาก “บิ๊กตู่” ฝากถึงประชาชนแทน ในจังหวะที่นักการเมืองปรับกระบวนตามเกมผู้กุมอำนาจยังไม่ทันจะเข้าที่ คนจากฟากรัฐบาล อย่างรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย “วิษณุ เครืองาม” ก็ออกมาแย้มไอเดีย “คสช.” ว่ากำลังเตรียมการพิจารณาปลดล็อกการเมืองสนามเล็ก ให้สามารถจัดเลือกตั้งระดับท้องถิ่นได้
เจอไม้นี้เข้าไป ทำเอานักการเมืองมึนกันเป็นแถว ที่ต้องวกกลับมาโฟกัสกับประเด็น 6 คำถาม และการเลือกตั้งท้องถิ่น ซึ่งไม่เคยเป็นประเด็นเรียกร้องมาก่อน แต่กลับได้รับกลับมา ส่วนอะไรที่เรียกร้องจนคอขึ้นเอ็นกลับไม่ได้อะไรมาเลย
ด้วย “บิ๊กตู่” งัดกลยุทธ์ง่ายแสนง่าย คลายความกดดันให้ตัวเองทีละเปลาะ แก้ลำนักการเมืองที่แท็กทีมไล่บี้เรื่องปลดล็อกการเมืองอยู่ดีๆ น้ำในหม้อกำลังจะเดือดปุดๆ แทนที่ “บิ๊กตู่” เลือกจะกดฝาหม้อไว้ ก็แค่แง้มฝาออกเล็กน้อยทุกอย่างก็คลายลง ด้วยการนำ 6 คำถาม กับปม “เลือกตั้งท้องถิ่น” มาคั่นเวลา สร้างประเด็นตีรวนนักการเมือง เกมนี้จึงถือว่า “คสช.” เด้งเชือกพ้นมุมอับ แถมยังได้ชัยในระยะสั้น ทำให้นักการเมืองต้องกลับไปคิดเริ่มนับหนึ่งกันใหม่ กับประเด็นที่จะนำมาขย่มต่อไป
ลีลาลูกล่อลูกชนของ “หัวหน้าคสช.” นับว่ามีสเต็ปแพรวพราวไม่แพ้นักการเมืองเชี่ยวสนามเลยทีเดียว
อย่างไรก็ตาม เมื่อย้อนดูให้ดีถึง 6 คำถามของหัวหน้าคสช. และประเด็นพิจารณาปลดล็อกให้เลือกตั้งท้องถิ่นได้นั้น เป็นการดำเนินการอย่างเป็นขั้นเป็นตอนเพื่อหวังกรุยทางสู่เวทีการเมืองอย่างเต็มรูปแบบของ “บิ๊กคสช.” หรือไม่
ยิ่งเมื่อดูจากคำถามที่ 1 ที่ระบุว่า “วันนี้เราจำเป็นต้องมีพรรคการเมืองใหม่หรือนักการเมืองหน้าใหม่มีคุณภาพให้ประชาชนได้พิจารณาในการเลือกตั้งครั้งต่อไปบ้างหรือไม่ การที่มีแต่พรรคการเมืองเดิมและนักการเมืองหน้าเดิม แล้วได้เป็นรัฐบาล จะทำให้ประเทศชาติเกิดการปฏิรูปและทำงานต่อเนื่องตามยุทธศาสตร์ชาติหรือไม่”
คำถามที่ 2 “คสช.จะสนับสนุนพรรคการเมืองใดก็เป็นสิทธิของคสช. ใช่หรือไม่”
คำถามที่ 3 “สิ่งที่ คสช.และรัฐบาลนี้ได้ดำเนินการในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาประชาชนมองเห็นอนาคตที่ดีของประเทศชาติบ้างหรือไม่”
หรือคำถามที่ 5 “รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งแบบประชาธิปไตยที่ผ่านมา ได้แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพ มีธรรมาภิบาลและมีการพัฒนาประเทศที่มีความต่อเนื่องชัดเจนเพียงพอหรือไม่”
จึงเหมือนเป็นการเตรียมเปิดหน้าเล่นอย่างเต็มตัว ด้วยความรู้สึกกลัวว่าสิ่งที่รัฐบาลคสช.ทำมาจะเสียเปล่า ดังนั้น จึงรอแค่ฉันทามติจากคำตอบประชาชนผ่าน 6 คำถามเท่านั้น หากคำตอบส่วนใหญ่เป็นไปในแถวทางเชียร์คสช. ก็มีความเป็นไปได้สูงที่จะมีพรรคคสช.มาสานต่อยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปต่างๆ เพราะอ้างได้ว่าได้รับความชอบธรรมจากประชาชนแล้ว และดีกว่าฝากความหวังไว้กับพรรคบางพรรค
"แน่นอนนายกฯ ก็เสียดาย เมื่อสิ่งที่คิดและทำไว้ไม่เป็นไปอย่างที่ควรจะเป็น เมื่อท่านทำแล้ว ก็ไม่อยากให้เสียเปล่า 6 คำถาม ถ้าคิดว่ามันดี ก็ต้องบอกมาว่าจะมีวิธีรักษาสิ่งนั้นได้อย่างไร ระหว่างรักษาไว้ด้วยตัวเองกับฝากคนอื่น จึงอยากถามประชาชนว่าคิดอย่างไร” พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงความในใจแทน “บิ๊กตู่”
ดังนั้น ถ้าคสช.ลงมาเล่นการเมืองจริง ก็จงอย่าเรียกร้องหาความเป็นกลางจากคสช. เพราะคสช.เองเขาเลือกข้างแล้วตั้งแต่ฉีกรัฐธรรมนูญ เมื่อ 22 พฤษภาคม 2557
ในขณะที่คสช.กำลังคิดเตรียมการเพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งท้องถิ่น นัยหนึ่งก็มองได้ว่าเป็นไปตามขั้นตอนก่อนเลือกตั้งทั่วไป ระเบียบกฎเกณฑ์ รวมถึงกลไกต่างๆ ตั้งแต่กฎหมายลูกไปจนถึงรัฐธรรมนูญ ปี 60 ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นรัฐธรรมนูญปราบโกง ที่ “คสช.” ได้ตั้งทีมงานขึ้นมาจัดทำ ก็คงถึงเวลาได้ลองของใหม่สำหรับการเลือกตั้งเสียที เกิดมีช่องโหว่หรือมีอะไรต้องเผื่อเหลือเผื่อขาดอีก ก็ยังพอมีเวลาปรับปรุงเปลี่ยนแปลงก่อนจะไฟเขียวเลือกตั้งใหญ่
แต่อีกนัยหนึ่งก็อาจมองได้ว่า “การเลือกตั้งท้องถิ่น” เป็นการสำรวจแนวรบของการเมืองขั้วตรงข้ามหรือไม่ เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าการเมืองสนามเล็กและการเมืองระดับชาติมีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงอย่างขาดกันไม่ได้ บรรดาผู้บริหารท้องถิ่นเกือบร้อยทั้งร้อย ต่างเป็นหัวคะแนนพรรคการเมืองทั้งสิ้น ถ้าพรรคของคสช.จะลงสู้ศึกในระบอบประชาธิปไตย แม้จะอยู่ภายใต้กติกาที่เขียนขึ้นในช่วงที่ตัวเองกุมอำนาจเบ็ดเสร็จ ซึ่งถูกตั้งข้อสังเกตว่าซ่อนกลไกพิเศษไว้มากมายก็ตาม
ถึงอย่างนั้น การรู้เขารู้เราก่อนสู้ศึก ย่อมเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อชิงความได้เปรียบของคสช. แต่ความเป็นจริง การรู้เขารู้เราก็ใช่จะนำพาชัยชนะมาอยู่ข้างตัวเองได้เสมอไป ถึงรู้เขา แต่ก็อาจแพ้เขาได้ บทเรียนแบบนี้มีให้เห็นมาตลอด.



