
“ทหาร”ภาคพลเรือน ปรากฎการณ์อันตราย ขยายเป็น“รัฐซ้อนรัฐ”
รัฐศาสตร์เสวนา ชุดไทยศึกษากับการเมืองและสังคมไทย เรื่อง “กิจการพลเรือนของทหาร จากยุคต้านคอมมิวนิสต์ สู่ยุคต้านประชาธิปไตย”
คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดงานรัฐศาสตร์เสวนา ชุดไทยศึกษากับการเมืองและสังคมไทย เรื่อง “กิจการพลเรือนของทหาร จากยุคต้านคอมมิวนิสต์ สู่ยุคต้านประชาธิปไตย” โดยนำเนื้อหา ข้อมูล และผลการศึกษาที่อยู่ระหว่างการทำวิจัย ซึ่งยังไม่สมบูรณ์ ของ “อาจารย์พวงทอง ภวัครพันธุ์ อาจารย์ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” นำเสนอ
โดยงานเสวนา นี้ เริ่มต้นด้วยภาพรวมของประเด็น “กิจการพลเรือนของทหารและความเป็นมา” ซึ่งภารกิจคือ การสร้างความร่วมมือจากหลากหลายภาคส่วน อาทิ บุคลากรของกระทรวงมหาดไทย, ตำรวจและประชาชนในพื้นที่ให้ทำงานภายใต้หน่วยงานความมั่นคง “อ.พวงทอง” ขยายความด้วยว่า ภายใต้กิจการพลเรือนของทหาร ปัจจุบันองค์กรที่มีบทบาทสำคัญ คือ “กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.)” ที่มีกลุ่มทหารเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุด มีเป้าหมายสำคัญ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่และช่วยดูแลสอดส่องความเคลื่อนไหวและความเป็นไปภายในพื้นที่ และพบการจัดตั้งมวลชนในพื้นที่ต่างๆ ทั้ง กลุ่มอาสาสมัคร เป็นต้น ซึ่งวิธีดังกล่าวคล้ายกับยุคต่อต้านคอมมิวนิสต์ที่หน่วยงานรัฐมีกลุ่มทำงานเพื่อสอดส่องและจับตาความเคลื่อนไหวของกลุ่มคอมมิวนิสต์ ที่ใช้กองบัญชาการป้องกันและปราบปรามคอมมิวนิสต์ ทำหน้าที่จัดตั้งมวลชน แต่ภายหลังถูกเปลี่ยนชื่อเป็น กอ.รมน. เพื่อปรับภาพลักษณ์ที่รุนแรงและมุ่งเฉพาะการปราบปราม
“ปัจจุบันมีโครงการและแผนการศึกษาในมหาวิทยาลัย เพื่อสร้างกลุ่มคนรุ่นใหม่ให้กับหน่วยงาน และมีกลุ่มจัดตั้งเพื่อสร้างกิจกรรมต่างๆ ทั้งนี้จากการศึกษาพบว่ามวลชนที่ทำงานให้กับ กอ.รมน. จะเป็นคนยุคใหม่ และนอกจากการจัดตั้งมวลชนดังกล่าวจะเป็นภารกิจของหน่วยงานทหารและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว ส่วนของรัฐบาลยังมีส่วนสำคัญที่สนับสนุนการสร้างเครือข่ายมวลชนด้วย เช่น สมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์” อ.พวงทอง นำเสนอ
ขณะที่บทบาทและหน้าที่ของ กอ.รมน. หรือ บทบาททหาร “นักวิชาการรัฐศาสตร์เจ้าของงานวิจัย” ระบุว่า ผ่านการรับรองและให้ความชอบธรรมจากกฎหมายสูงสุด คือ รัฐธรรมนูญ ตั้งแต่ รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2517 จนถึง รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2559 โดยกำหนดบทบาทของทหารไว้ 5 ประเด็น คือ เพื่อการพัฒนาประเทศชาติ, การรักษาความมั่นคง, การปราบปรามกบฎและการจลาจล, ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ และ เพื่อการรบหรือสงคราม นอกจากนั้นยังถูกรองรับความชอบธรรมกิจการพลเรือนของทหารไว้ในกฎหมายอื่นๆ ทั้ง นโยบายของรัฐการต่อสู้เพื่อเอาชนะกลุ่มคอมมิวนิสต์ ภายใต้คำสั่ง 66/2523 และ คำสั่ง 65/2525 ดังนั้นเป็นที่มา ที่ให้อำนาจของ กอ.รมน. สั่งการหน่วยงานเครือข่ายและมวลชนจัดตั้งได้ และที่ผ่านมาทหารยังมีกิจกรรมและโครงการต่าง ทั้งที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาและทวงคืนพื้นที่ทรัพยากรธรรมชาติ
“บทบาทของทหารที่ผ่านมา จากการศึกษาข้อมูลพบว่า ทหารเข้าไปมีบทบาทในสังคมไทย แม้ทหารจะถอยจากการเมืองไทย หลัง ปี 2535 แต่หลังจากนั้นรัฐบาลกลับให้ความสนับสนุนการทหาร ทั้งงบประมาณโดยไม่คำนึงผลในอนาคตที่ทหารจะอ้างความชอบธรรมต่อการจัดการเรื่องต่างๆ โดยไม่มีการเจรจา เช่น การใช้กำลังไล่ชาวบ้านที่รุกล้ำพื้นที่ป่า เป็นต้น” อ.พวงทองสรุปตอนท้าย
และ “อ.พวงทอง” ได้ตอบคำถามส่วนหนึ่งจากผู้ร่วมฟังการนำเสนอข้อมูล ต่อการขยายและสร้างกลุ่มแนวร่วมของ กอ.รมน. ด้วยว่า ทหารและกลุ่มชนชั้นนำอาจมองเห็นของความสำเร็จที่ใช้มวลชนเพื่อจัดการมวลชนอีกฝ่าย คำอธิบายที่ชัดเจน คือ เหตุการณ์รุนแรงในเดือนตุลาคม2516 ที่พบภาพประชาชนทำร้ายประชาชนกันเอง ซึ่งเป็นประเด็นที่มองได้ว่ารัฐลดความรับผิดชอบ เพราะโยนความผิดให้ประชาชน ทั้งนี้บทบาทของทหารในหลายประเทศถูกลดลง โดยเฉพาะที่ประเทศจีน แต่ของประเทศไทย แม้จะหมดสมัยและภัยคอมมิวนิสต์แล้วทหารยังมีบทบาทเพิ่มมากขึ้นและถูกขยายไปในวงกว้าง
“บทบาทของการปลูกฝังอุดมการณ์ ผ่านอบรมและสร้างเครือข่ายของกอ.รมน. อาจไม่ได้สร้างอุดมการณ์เดียวกันทั้งหมด แต่หากมีกรณีเรียกระดมพล มวลชนของเครือข่ายสามารถออกมาได้เป็นจำนวนมาก ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า มีแนวร่วมด้วย และอาจเป็นการปิดปากผู้ที่มีทัศนะหรือจุดยืนอีกแบบ เพราะทำให้เห็นว่านี่เป็นแนวทางที่คนส่วนใหญ่ต้องการ ทั้งนี้การจัดตั้งมวลชนในอดีตเพื่อปลูกฝังอุดมการณ์รักชาติ แต่ปัจจุบันสิ่งที่อาจเป็นภัยต่อเขา อาจเป็นภัยเสื้อแดงหรือเสื้อเหลือง โดยเฉพาะเสื้อแดงที่เป็นปัญหาใหญ่ของเขา” นักวิชาการรัฐศาสตร์กล่าวปิดท้าย
ทั้งนี้ในนงานรัฐศาสตร์เสวนา “อ.สุรชาติ บำรุงสุข นักวิชาการรัฐศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” ให้ความเห็นเพิ่มเติม ด้วยว่า การขยายบทบาททหาร ที่ไม่ใช่เรื่องการทหารโดยตรงของประเทศไทยถือเป็นเรื่องที่น่าตกใจ เพราะถูกขยายบทบาทไปสู่งานภาคพลเรือน ทั้งนี้บทบาทที่ขยายไปสู่ภาคพลเรือนเริ่มขึ้นในยุคสงครามคอมมิวนิสต์ แต่ขณะนี้สงครามคอมมิวนิสต์จบแล้ว แต่บทบาทของทหารในกิจการพลเรือนนั้นยังไม่จบ เพราะเพิ่มบทบาทในการดูแลความสงบและความเรียบร้อยในพื้นที่ โดยยุคสงครามคอมมิวนิสต์นั้นบทบาทของทหารในภาคพลเรือนถือเป็นความหวัง เพราะการสู้รบกับกลุ่มคอมมิวนิสต์นั้นไม่มีทางยุติในระยะเวลาที่สั้น และช่วงเวลาดังกล่าวที่ทับซ้อนของเหตุการณ์14ตุลาคม2516 และเหตุการณ์6ตุลาคม2519 ทำให้บทบาทของกอ.รมน. หรือองค์กรจัดตั้งของทหาร ที่เป็นรูปแบบกองกำลังผสม คือ พลเรือน ตำรวจ และทหาร เด่นชัดมากขึ้น ในลักษณะการยุติเงื่อนไขสงครามคอมมิวนิสต์ขยายตัวไปสู่สงครามการเมืองและสงครามกลางเมือง เพราะการสู้ในสงครามคอมมิวนิสต์ด้วยแนวคิดแบบเดิมอาจทำให้ประเทศไทยกลายเป็นประเทศที่ปกครองด้วยระบบคอมมิวนิสต์เหมือนหลายประเทศรอบด้านของประเทศ
“ภารกิจภาคพลเรือนของทหารตามข้อมูลงานวิจัยของ อาจารย์พวงทอง นั้นคือ การจัดตั้งประชาชน ที่เตรียมทำสงครามกับคอมมิวนิสต์ แต่ยังมีบทบาทคือการทำสงครามที่แท้จริง ที่มีโจทย์ความมั่นคงภายนอกและความมั่นคงภายใน และต้องยอมรับว่าประเทศไทยยุทธศาสตร์ใหญ่ยังถูกคุมด้วยทหาร ดังนั้นแนวคิดของทหารจะแปลความได้ว่า เขาต้องจัดตั้งมวลชนเพื่อเตรียมทำสงคราม หรือสู้กับภัยคุกคามต่อความมั่นคงทางการทหารโดยอาศัยความร่วมมือของประชาชน” อ.สุรชาติ กล่าว
สำหรับบทบาทของ กอ.รมน. และอนาคตหลังจากนี้หลังการเลือกตั้ง “อ.สุรชาติ” มองว่าหัวใจคือการปฏิรูปกองทัพ ช่วงรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แม้การปฏิรูปทหารจะไม่ใช่เรื่องยาก และอาจอยู่ไกลเกินกว่าที่คิด แต่ที่ผ่านมาบทบาทของ กอ.รมน. ถูกปรับเปลี่ยนรูปโฉมให้กลายเป็น กอ.รมน.ยุค4.0 แต่บทบาทของทหารยังไม่ถูกลดลง ซึ่งตนมองว่าบทบาทของทหารนั้นอาจกลายเป็นปรากฎการณ์รัฐซ้อนรัฐที่ไม่ยอมจบในสังคมไทย.



