คอลัมนิสต์

“ทหาร”ภาคพลเรือน ปรากฎการณ์อันตราย ขยายเป็น“รัฐซ้อนรัฐ”

“ทหาร”ภาคพลเรือน ปรากฎการณ์อันตราย ขยายเป็น“รัฐซ้อนรัฐ”

15 พ.ย. 2560

รัฐศาสตร์เสวนา ชุดไทยศึกษากับการเมืองและสังคมไทย เรื่อง “กิจการพลเรือนของทหาร จากยุคต้านคอมมิวนิสต์ สู่ยุคต้านประชาธิปไตย”

คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดงานรัฐศาสตร์เสวนา ชุดไทยศึกษากับการเมืองและสังคมไทย เรื่อง “กิจการพลเรือนของทหาร จากยุคต้านคอมมิวนิสต์ สู่ยุคต้านประชาธิปไตย” โดยนำเนื้อหา ข้อมูล และผลการศึกษาที่อยู่ระหว่างการทำวิจัย ซึ่งยังไม่สมบูรณ์​ ของ “อาจารย์พวงทอง ภวัครพันธุ์ อาจารย์ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย”  นำเสนอ

  
    โดยงานเสวนา นี้ เริ่มต้นด้วยภาพรวมของประเด็น “กิจการพลเรือนของทหารและความเป็นมา” ซึ่งภารกิจคือ การสร้างความร่วมมือจากหลากหลายภาคส่วน อาทิ บุคลากรของกระทรวงมหาดไทย, ตำรวจและประชาชนในพื้นที่ให้ทำงานภายใต้หน่วยงานความมั่นคง “อ.พวงทอง” ขยายความด้วยว่า ภายใต้กิจการพลเรือนของทหาร ปัจจุบันองค์กรที่มีบทบาทสำคัญ คือ “กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.)” ที่มีกลุ่มทหารเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุด มีเป้าหมายสำคัญ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่และช่วยดูแลสอดส่องความเคลื่อนไหวและความเป็นไปภายในพื้นที่ และพบการจัดตั้งมวลชนในพื้นที่ต่างๆ ทั้ง กลุ่มอาสาสมัคร เป็นต้น ซึ่งวิธีดังกล่าวคล้ายกับยุคต่อต้านคอมมิวนิสต์​ที่หน่วยงานรัฐมีกลุ่มทำงานเพื่อสอดส่องและจับตาความเคลื่อนไหวของกลุ่มคอมมิวนิสต์ ที่ใช้กองบัญชาการป้องกันและปราบปรามคอมมิวนิสต์ ทำหน้าที่จัดตั้งมวลชน แต่ภายหลังถูกเปลี่ยนชื่อเป็น กอ.รมน. เพื่อปรับภาพลักษณ์ที่รุนแรงและมุ่งเฉพาะการปราบปราม
  
    “ปัจจุบันมีโครงการและแผนการศึกษาในมหาวิทยาลัย เพื่อสร้างกลุ่มคนรุ่นใหม่ให้กับหน่วยงาน และมีกลุ่มจัดตั้งเพื่อสร้างกิจกรรมต่างๆ  ทั้งนี้จากการศึกษาพบว่ามวลชนที่ทำงานให้กับ กอ.รมน. จะเป็นคนยุคใหม่ และนอกจากการจัดตั้งมวลชนดังกล่าวจะเป็นภารกิจของหน่วยงานทหารและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว ส่วนของรัฐบาลยังมีส่วนสำคัญที่สนับสนุนการสร้างเครือข่ายมวลชนด้วย เช่น สมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์” อ.พวงทอง นำเสนอ
 
    ขณะที่บทบาทและหน้าที่ของ กอ.รมน. หรือ บทบาททหาร “นักวิชาการรัฐศาสตร์เจ้าของงานวิจัย” ระบุว่า ผ่านการรับรองและให้ความชอบธรรมจากกฎหมายสูงสุด คือ รัฐธรรมนูญ ตั้งแต่ รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2517 จนถึง รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2559  โดยกำหนดบทบาทของทหารไว้ 5 ประเด็น คือ เพื่อการพัฒนาประเทศชาติ, การรักษาความมั่นคง, การปราบปรามกบฎและการจลาจล, ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ และ เพื่อการรบหรือสงคราม นอกจากนั้นยังถูกรองรับความชอบธรรมกิจการพลเรือนของทหารไว้ในกฎหมายอื่นๆ ทั้ง นโยบายของรัฐการต่อสู้เพื่อเอาชนะกลุ่มคอมมิวนิสต์ ภายใต้คำสั่ง 66/2523 และ คำสั่ง 65/2525 ดังนั้นเป็นที่มา ที่ให้อำนาจของ กอ.รมน. สั่งการหน่วยงานเครือข่ายและมวลชนจัดตั้งได้ และที่ผ่านมาทหารยังมีกิจกรรมและโครงการต่าง ทั้งที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาและทวงคืนพื้นที่ทรัพยากรธรรมชาติ 
 
    “บทบาทของทหารที่ผ่านมา จากการศึกษาข้อมูลพบว่า ทหารเข้าไปมีบทบาทในสังคมไทย แม้ทหารจะถอยจากการเมืองไทย หลัง ปี 2535 แต่หลังจากนั้นรัฐบาลกลับให้ความสนับสนุนการทหาร ทั้งงบประมาณโดยไม่คำนึงผลในอนาคตที่ทหารจะอ้างความชอบธรรมต่อการจัดการเรื่องต่างๆ โดยไม่มีการเจรจา เช่น การใช้กำลังไล่ชาวบ้านที่รุกล้ำพื้นที่ป่า เป็นต้น” อ.พวงทองสรุปตอนท้าย
 
    และ “อ.พวงทอง” ได้ตอบคำถามส่วนหนึ่งจากผู้ร่วมฟังการนำเสนอข้อมูล  ต่อการขยายและสร้างกลุ่มแนวร่วมของ กอ.รมน.  ด้วยว่า ทหารและกลุ่มชนชั้นนำอาจมองเห็นของความสำเร็จที่ใช้มวลชนเพื่อจัดการมวลชนอีกฝ่าย คำอธิบายที่ชัดเจน คือ เหตุการณ์รุนแรงในเดือนตุลาคม2516 ที่พบภาพประชาชนทำร้ายประชาชนกันเอง ซึ่งเป็นประเด็นที่มองได้ว่ารัฐลดความรับผิดชอบ เพราะโยนความผิดให้ประชาชน  ทั้งนี้บทบาทของทหารในหลายประเทศถูกลดลง โดยเฉพาะที่ประเทศจีน แต่ของประเทศไทย แม้จะหมดสมัยและภัยคอมมิวนิสต์แล้วทหารยังมีบทบาทเพิ่มมากขึ้นและถูกขยายไปในวงกว้าง 
 
    “บทบาทของการปลูกฝังอุดมการณ์ ผ่านอบรมและสร้างเครือข่ายของกอ.รมน. อาจไม่ได้สร้างอุดมการณ์เดียวกันทั้งหมด แต่หากมีกรณีเรียกระดมพล มวลชนของเครือข่ายสามารถออกมาได้เป็นจำนวนมาก ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า มีแนวร่วมด้วย และอาจเป็นการปิดปากผู้ที่มีทัศนะหรือจุดยืนอีกแบบ เพราะทำให้เห็นว่านี่เป็นแนวทางที่คนส่วนใหญ่ต้องการ ทั้งนี้การจัดตั้งมวลชนในอดีตเพื่อปลูกฝังอุดมการณ์รักชาติ แต่ปัจจุบันสิ่งที่อาจเป็นภัยต่อเขา อาจเป็นภัยเสื้อแดงหรือเสื้อเหลือง โดยเฉพาะเสื้อแดงที่เป็นปัญหาใหญ่ของเขา” นักวิชาการรัฐศาสตร์กล่าวปิดท้าย 
 
    ทั้งนี้ในนงานรัฐศาสตร์เสวนา “อ.สุรชาติ บำรุงสุข นักวิชาการรัฐศาสตร์​จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” ​ ให้ความเห็นเพิ่มเติม ด้วยว่า การขยายบทบาททหาร ที่ไม่ใช่เรื่องการทหารโดยตรงของประเทศไทยถือเป็นเรื่องที่น่าตกใจ เพราะถูกขยายบทบาทไปสู่งานภาคพลเรือน ทั้งนี้บทบาทที่ขยายไปสู่ภาคพลเรือนเริ่มขึ้นในยุคสงครามคอมมิวนิสต์ แต่ขณะนี้สงครามคอมมิวนิสต์จบแล้ว แต่บทบาทของทหารในกิจการพลเรือนนั้นยังไม่จบ เพราะเพิ่มบทบาทในการดูแลความสงบและความเรียบร้อยในพื้นที่ โดยยุคสงครามคอมมิวนิสต์นั้นบทบาทของทหารในภาคพลเรือนถือเป็นความหวัง เพราะการสู้รบกับกลุ่มคอมมิวนิสต์นั้นไม่มีทางยุติในระยะเวลาที่สั้น และช่วงเวลาดังกล่าวที่ทับซ้อนของเหตุการณ์14ตุลาคม2516  และเหตุการณ์6ตุลาคม2519 ทำให้บทบาทของกอ.รมน. หรือองค์กรจัดตั้งของทหาร ที่เป็นรูปแบบกองกำลังผสม คือ พลเรือน ตำรวจ และทหาร เด่นชัดมากขึ้น ในลักษณะการยุติเงื่อนไขสงครามคอมมิวนิสต์ขยายตัวไปสู่สงครามการเมืองและสงครามกลางเมือง เพราะการสู้ในสงครามคอมมิวนิสต์ด้วยแนวคิดแบบเดิมอาจทำให้ประเทศไทยกลายเป็นประเทศที่ปกครองด้วยระบบคอมมิวนิสต์เหมือนหลายประเทศรอบด้านของประเทศ 

      “ภารกิจภาคพลเรือนของทหารตามข้อมูลงานวิจัยของ อาจารย์พวงทอง นั้นคือ การจัดตั้งประชาชน ที่เตรียมทำสงครามกับคอมมิวนิสต์ แต่ยังมีบทบาทคือการทำสงครามที่แท้จริง ที่มีโจทย์ความมั่นคงภายนอกและความมั่นคงภายใน และต้องยอมรับว่าประเทศไทยยุทธศาสตร์ใหญ่ยังถูกคุมด้วยทหาร ดังนั้นแนวคิดของทหารจะแปลความได้ว่า เขาต้องจัดตั้งมวลชนเพื่อเตรียมทำสงคราม หรือสู้กับภัยคุกคามต่อความมั่นคงทางการทหารโดยอาศัยความร่วมมือของประชาชน” อ.สุรชาติ กล่าว  
 
    สำหรับบทบาทของ กอ.รมน. และอนาคตหลังจากนี้หลังการเลือกตั้ง “อ.สุรชาติ” มองว่าหัวใจคือการปฏิรูปกองทัพ ช่วงรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แม้การปฏิรูปทหารจะไม่ใช่เรื่องยาก และอาจอยู่ไกลเกินกว่าที่คิด แต่ที่ผ่านมาบทบาทของ กอ.รมน. ถูกปรับเปลี่ยนรูปโฉมให้กลายเป็น กอ.รมน.ยุค4.0  แต่บทบาทของทหารยังไม่ถูกลดลง ซึ่งตนมองว่าบทบาทของทหารนั้นอาจกลายเป็นปรากฎการณ์รัฐซ้อนรัฐที่ไม่ยอมจบในสังคมไทย.