คอลัมนิสต์

“เพื่อไทย”ปรับทัพใหญ่รอสัญญาณปล่อยตัว

“เพื่อไทย”ปรับทัพใหญ่รอสัญญาณปล่อยตัว

12 พ.ย. 2560

พรรคการเมืองใหญ่อย่างพรรคเพื่อไทย ต้องมีการเตรียมหรือวางโครงสร้างไว้เพื่อดำเนินการได้ทันทีหากคสช.ปลดล็อคพรรคการเมือง

          เวลาผ่านมากว่า3ปีภายหลังจากที่คสช.ยึดอำนาจ พรรคการเมืองทุกพรรคถูกล็อคแช่แข็งไม่ให้ทำกิจกรรมใดๆทางการเมือง

          ภายหลังเริ่มมีสัญญาณจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีได้ประกาศผ่านสื่อเสียงดังฟังชัดว่าจะมีการจัดการเลือกตั้งขึ้นอย่างแน่นอนในช่วงเดือนพฤศจิกายน2561

         แต่ถึงแม้จะมีการประกาศอย่างชัดเจนแต่บรรดานักการเมืองหรือพรรคการเมืองก็ยังคงขยับเขยื้อนอะไรไม่ได้ เพราะคสช.ก็ยังไม่ได้ปลดล็อคคำสั่งเรื่องห้ามพรรคการเมืองทำกิจกรรมใดๆ

         พรรคการเมืองต่างๆจึงเริ่มมีการขยับขับเคลื่อนออกมาเริ่มกดดันส่งเสียงดังๆไปยังผู้มีอำนาจเป็นระยะโดยช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาพรรคการเมืองใหญ่อย่างพรรคเพื่อไทยก็ได้ออกแถลงการณ์จี้ให้คสช.ยกเลิกคำสั่งปลดล็อคให้พรรคการเมืองให้เริ่มทำกิจกรรม โดยยกเหตุผลว่าไม่ใช่เพราะนักการเมืองต้องการที่จะเลือกตั้ง แต่เพราะกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยเรื่องพรรคการเมืองได้ประกาศใช้ตั้งแต่วันที่8ต.ค.ที่ผ่านมาซึ่งพรรคการเมืองต้องปฎิบัติตามกฎหมายใหม่

           เพราะภายใต้กฎหมายพรรคการเมืองใหม่ พรรคการเมืองต่างๆต้องมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเรียกว่าต้องยกเครื่องโครงสร้างพรรคกันใหม่กันเลยทีเดียว เลยต้องมีการเตรียมความพร้อมและในกฎหมายใหม่มีการเขียนกรอบเวลาไว้อย่างชัดเจนเรื่องการจัดการพรรคการเมือง การหาสมาชิกสาขาพรรค เงินสนับสนุนพรรค กรรมการต่างๆจึงต้องเร่งดำเนินการ

         โดยเฉพาะพรรคการเมืองใหญ่อย่างพรรคเพื่อไทยซึ่งหากดูตามกฎหมายใหม่แล้วอาจจะไม่มีปัญหาเรื่องความพร้อมแต่ก็ต้องมีการเตรียมหรือวางโครงสร้างไว้เพื่อดำเนินการได้ทันทีหากคสช.ปลดล็อคพรรคการเมือง

        ซึ่งขณะนี้โครงสร้างของพรรคเพื่อไทยที่ได้มีการเตรียมความพร้อมไว้ หาก คสช.ปลดล็อค นอกจากกรรมการบริหารพรรคในส่วนกลางแล้วในส่วนของภาคก็ได้แบ่งโครงสร้างใหญ่เป็นแต่ละภาค ภาคกลาง ภาคอีสาน ภาคใต้ ภาคเหนือและกรุงเทพฯ

       โดยในแต่ละภาคจะมีประธานภาค เลขาฯภาคและกรรมการภาค ซึ่งว่ากันว่าทีมงานภาคเหล่านี้หากมีการปลดล็อคพรรคการเมือง  กรรมการแต่ละภาคนี้จะมีหน้าที่ลงพื้นที่พบปะประชาชนเพื่อรวบรวมความคิดเห็นสะท้อนความต้องการของประชาชนในแต่ละพื้นที่ เพื่อเอาเสียงของประชาชนมาดำเนินการทำเป็นนโยบายเสนอกลับมายังส่วนกลางเพื่อจะได้ดำเนินการ นำไปทำเป็นแนวนโยบายต่อไป นอกจากนี้ยังคอยทำหน้าที่หาสมาชิกพรรคในแต่ละจังหวัดแต่ละภาคเพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายใหม่ ช่วยสรรหาผู้สมัคร สกรีนผู้สมัครในพื้นที่ซึ่งถือว่าเป็นการช่วยกันทำงานแต่กรรมการภาคนี้ก็ไม่ได้มีอำนาจหน้าที่อะไรเป็นพิเศษและรายชื่อทั้งหมดก็ต้องเข้าสู่กรรมการบริหารพรรคและหากผ่านขั้นตอนการปลดล็อคพรรคการเมืองก็ต้องมีการเลือกกรรมการบริหารอย่างเป็นทางการอีกครั้งและสุดท้ายก็ขึ้นอยู่กับกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่

         ขณะนี้ตัวแทนที่ทำหน้าที่ประธานในแต่ละภาค คือ ภาคเหนือ นายสามารถ แก้วมีชัย เป็นประธาน ภาคเหนือนายประยุทธ์ ศิริพานิชย์ เป็นประธาน ภาคอีสานนายวิทยา บุรณศิริ เป็นประธาน ภาคกลางนายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ เป็นประธาน ภาคใต้คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เป็นประธานกทม.

        แต่ตำแหน่งเหล่านี้ก็ไม่ได้มีการเลือกเป็นทางการ เพราะไม่ได้สามารถประชุมหารืออย่างเป็นทางการแต่เป็นเพียงการพบปะพูดคุยกันเป็นการภายในเท่านั้น โดยเป็นการเลือกกันเองภายในซึ่งในบางภาคเลือกกันเองและบางภาคมีผู้ใหญ่ขอให้มาช่วยงานเพราะยังไม่สามารถทำกิจกรรมทางการเมืองได้

       ซึ่งว่ากันว่าเป็นโครงสร้างคร่าวๆที่จะเกิดขึ้นหลังจากที่มีการปลดล็อคพรรคการเมืองเพราะหากมีการปลดล็อคก็จะสามารถดำเนินการได้ทันทีและโครงสร้างนี้ก็เป็นการสลายมุ้งสลายขั้วกลุ่มก้อนต่างๆในพรรคเพื่อไทยไปในตัวอีกด้วย

      ต้องอย่าลืมว่าพรรคการเมืองตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นพรรคเล็กหรือพรรคใหญ่ก็ต่างมีมุ้งซุ้มต่างๆเพื่อเอาไว้ต่อรองกันเองภายในพรรคการเมือง

      หากย้อนดูพรรคการเมืองขนาดใหญ่อย่างพรรคเพื่อไทยผู้ตัดสินใจหรือผู้เคาะจะเป็นนายใหญ่แต่ก็มีมุ้งซุ้มหรือมีการร่วมกลุ่มก้อนของส.ส.ที่รวมตัวกันเพื่อทำกิจกรรมต่างๆหรือมีความสนิทสนมกันส่วนตัวแล้วก็เอาไว้เพื่อต่อรองตำแหน่งหรือเก้าอี้รัฐมนตรีหากได้เข้ามาเป็นรัฐบาล

         เขาว่ากันว่าหากมาดูในส่วนของพรรคเพื่อไทยก็จะมีกลุ่มต่างๆไม่ว่าจะเป็นภาคเหนือจะมีเจ๊แดงเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ น้องสาวนายใหญ่  ,ภาคอีสานบางส่วนหรือกลุ่มเสื้อแดงจะมีเฮียเพ้งพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล ,อีสานใต้จะมี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง , อีสานเหนือจะมีพายัพ ชินวัตร,กรุงเทพฯและภาคกลางบางส่วน เจ๊หน่อยสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ ,ภาคกลางวิทยา บูรณศิริ แต่สิ่งนี้ก็เป็นในอดีตที่ผ่านมา

         นอกจากการปรับโครงสร้างพรรคใหม่เพื่อสู้ศึกเลือกตั้งแล้วอีกนัยยะหนึ่งก็จะเป็นการสลายกลุ่มก๊วนต่างๆอีกด้วย

          แต่หากจะพูดกันในตอนนี้คงจะเร็วเกินไปเพราะในตอนนี้ยังขยับยังทำอะไรไม่ได้ ทั้งหมดนี้ก็เป็นเพียงการพูดคุยหรือการจับมือกันหลวมๆซึ่งต้องรอความชัดเจนมากขึ้นหลังการปลดล็อคพรรคการเมืองเรื่องการปรับโครงสร้างพรรคและคงต้องกันหลังการเลือกตั้งและผลการเลือกตั้งออกมาเรื่องการสลายกลุ่มก๊วน

         เพราะตอนนี้เชื่อว่าบรรดานักการเมืองไม่ว่าพรรคไหน กลุ่มไหน ซุ้มไหน ก๊วนไหน มุ้งไหน ก็ต้องต่างตั้งหน้าตั้งตารอคอยวันที่ผู้มีอำนาจในมือปลดล็อคพรรคการเมืองให้ดำเนินกิจกรรมทางการเมืองได้เสียที