
“ก้าวทีละก้าว” ปรับ ครม. เพื่อคนทั้งประเทศ
“ก้าวทีละก้าว” ปรับ ครม. เพื่อคนทั้งประเทศ
วันนี้ เขาไม่ได้เป็นเพียง “ตูน บอดี้เสลม” เช่นในอดีตอีกต่อไป แต่วันนี้เขากลายเป็น “พี่ตูน” ของคนทั้งประเทศ อยู่ในสถานะเดียวกับ “พี่เบิร์ด” กล่าวคือ เป็นพี่ของคนทุกคน ไม่ว่าลูกเด็กเล็กแดงหรือคนเฒ่าคนแก่
สิ่งที่ “พี่ตูน” ทำนั้นแสดงให้เห็นศักยภาพของคนตัวเล็กๆคนหนึ่งที่ลุกขึ้นมาทำเพื่อสิ่งที่ยิ่งใหญ่ ก้าวทีละก้าวของเขาแสดงความพยายามจากก้าวเล็กๆเพื่อพาไปสู่เรื่องราวที่คาดไม่ถึง
รวมไปถึงเรื่องรับบริจาค “พี่ตูน” ก็ใช้หลักการเดียวกันคือ เริ่มจากสิ่งเล็กๆ ไปสูงสิ่งที่ยิ่งใหญ่ จำนวนเงินที่เขาอยากได้นั้นเป็นเพียงคนละ 10 บาทเท่านั้น แต่เขาอยากได้จากคนไทยทุกคน รวมแล้ว 700 ล้านบาท
ก้าวทีละก้าว คนละสิบบาท เราไม่รู้ว่าสุดท้ายแล้วก้าวของ “พี่ตูน” จะต้องก้าวไปกี่ก้าว เราไม่รู้ว่าสุดท้ายแล้ว “พี่ตูน” จะวิ่งจนจบหรือไม่ เพราะมันเป็นเรื่องที่หนักหนาสาหัสและอาจจะเกินกำลังงของมนุษย์หลายๆคน
หรือท้ายที่สุดแล้วยอดเงินบริจาคที่จะเข้ามาจะมีเท่าไหร่ก็คงไม่ใช่สาระมากนัก เพราะสาระอยู่ที่การรวมพลังรวมใจของคนตัวเล็กๆ
คนที่ออกมาวิพากษ์การวิ่งของ “พี่ตูน” ก็ไม่ได้โจมตีถึงตัวเขา ซ้ำยังออกแนวมองอย่างชื่นชมในพลังกายพลังใจเท่านั้น เพียงแต่สิ่งที่พวกเขาทำนั้นเป็นเพียงการตั้งคำถามว่า วิธีการนี้เป็นสิ่งที่ถูกต้องงสำหรับการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างหรือไม่
ปัญหาที่เกิดขึ้นอาจไม่ใช่เรื่องของการขาดแคลนงบประมาณจนต้องหางบประมาณลงไปโปะเรื่อยๆ แต่ปัญหาอาจอยู่ที่การบริหารงบประมาณที่ไม่มีประสิทธิภาพต่างหาก ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ต่อให้ “พี่ตูน” วิ่งขอเงินบริจาคทุกปี ปีละอีกสิบเท่าคือ 7,000 ล้านบาท ก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้ สิ่งที่ขาดแคลนก็ยังคงจะขาดแคลนอยู่เรื่อยๆ
สิ่งที่เขาทำจึงอาจคล้าย “ตาแก่” ที่ตัดถนนเข้าหมูบ้านด้วยพลังของตัวแกเองและคนในหมู่บ้านที่คอยส่งเสริม แม้จะถูกสรรเสริญในฐานะผู้ยิ่งใหญ่ของคนในหมู่บ้าน แต่หมู่บ้านอื่นๆก็ยังไม่มีีถนนเข้าหมู่บ้านอยู่ดี นั่นเพราะปัญหาเชิงโครงสร้างที่ไม่ถูกแก้
เงิน 700 ล้านที่ตั้งเป้าก็อาจถูกนำไปช่วย 11 โรงพยาบาลใหญ่ แต่ก็จะยังมีโรงพยาบาลอีกเป็นจำนวนมากที่ยังขาดแคลนอยู่เหมือนเดิม
คนที่ทั้งชม และ วิพากษ์จึงไม่มีใครผิด หากแต่มองกันในคนละมุมม ชมกันในคนละแง่เท่านั้น
แม้จะไม่อยากยอมรับ แต่นัยยะที่แฝงอยู่ชองการวิ่งครั้งนี้คือ การ “ตบหน้า” รัฐอย่างแรงว่าทำงานล้มเหลว จนสุดท้ายประชาชนไม่สามารถคาดหวังสิ่งที่เป็นระบบจากรัฐได้ จนต้องลุกขึ้นมาอาศัยลำแข้งของตัวเองเพื่อถวิลหาสิ่งที่ดีขึ้น
รัฐบาลต้องไม่ทำเพียงหาประโยชน์จาก “ลำแข้ง” ของ “พี่ตูน” หากแต่ต้องอาศัยจังหวะนี้มำทบทวนว่าอะไรที่เป็นปัญหา อะไรที่เป็นรูรั่ว งบประมาณที่รัฐบาลเป็นผู้จัดสรรนั้นกำลังลงอย่างผิดที่ผิดทางหรือไม่ งบที่ควรเอาไปลงกับการดูแลสุขภาพประชาชน เพื่อเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี ถูกผันไปทำอะไรที่จำเป็นน้อยกว่าหรือไม่
รัฐต้องทบทวนประสิทธิภาพในการบริหารงบประมาณของตัวเองว่าทำได้มากน้อยแค่ไหน และเป็นมืออาชีพขนาดไหนกํบการบริหาร เพราะเอาเข้าจริงๆแล้ว การที่ประชาชนต้องลุกขึ้นมาทำอะไรเองนั้นไม่เป็นผลดีต่อรัฐ เพราะนั่นหมายความว่า “รัฐ” ไม่ใช่สิ่ง “จำเป็น” อีกต่อไป
เอาเข้าจริงๆแล้ว “นายกรัฐมนตรี” ที่กำลังจะปรับคณะรัฐมนตรีในช่วงนี้ ควรคิดทบทวนว่าจะปรับการบริหารอย่างไร ใครที่ทำงานอย่างไม่ใช่มืออาชีพ และทำให้งบประมาณตกหล่นหายไปกลางทางทั้งจากความไร้ประสิทธิภาพและการคอร์รับชั่น ก็ควรจะเอาออกไปให้พ้นคณะรัฐมนตรี
รัฐมนตรีคนไหนที่บริหารงานได้ไม่เกินไปกว่าข้าราชการประจำ และทำเป็นเพียงงานรูทีน ท่านายกฯก็ต้องคิดว่าสมควรหรือไม่ที่จะเก็บเอาไว้ให้เปลืองที่นั่งใน ครม. และเบียดแย่งตำแหน่งของนักบริหารมืออาชีพ
รัฐมนตรีคนไหนที่ถูกกล่าวหาว่าได้เข้ามานั่งเป็นเจ้ากระทรวงเพียงเพราะเป็นเพื่อนพ้องน้องพี่ และไม่เคยทำเรื่องที่พิสูจน์ตัวเอง ซ้ำยังทำคล้ายเป็นตัวถ่วงก็ต้องถูกปรับออกเช่นกัน
รัฐมนตรีคนไหนที่ถูกกล่าวหาว่าได้เป็นเพราะต่างตอบแทน แต่ก็ไม่เคยมีผลงานแก้ข้อกล่าวหาก็ไม่ควรเก็บไว้ใกล้ตัวเช่นเดียวกัน
หากรัฐมนตรีคนไหน ทำงานได้น้อยกว่าที่ “พี่ตูน” ทำก็สมควรที่จะพิจารณาตัวเองและเดินไปบอก “นายกรัฐมนตรี” ตรงๆว่า รู้สึกละอายที่แม้จะมีตำแหน่งใหญ่โตแต่กลับทำประโยชน์ให้ประเทศได้น้อยกว่า “นักร้อง” ที่เริ่ม “ออกวิ่ง” เพียงคนเดียวก็ไม่
ส่วนนายกฯ ถ้ายังคิดไม่ออกว่า ควรจะปรับใครเข้า เอาใครออก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความเชื่อมั่นให้กับรัฐ ก็ลองออกวิ่งไปพร้อมๆกับ “พี่ตูน” ดูก็ได้
“ก้าวทีละก้าว” จนกว่าจะคิดออกว่า ปรับแบบไหน เพื่อคนไทยทั้งประเทศ



