
"ในความทรงจำ" มหกรรมหนังสือ ที่นักอ่านไม่ควรพลาด
"ในความทรงจำ" มหกรรมหนังสือ ที่นักอ่านไม่ควรพลาด
"...หนังสือเป็นการสะสมความรู้ และทุกสิ่งทุกอย่างที่มนุษย์ได้สร้างขึ้นมา ทำมา คิดมาแต่โบราณกาลจนถึงทุกวันนี้ หนังสือจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เป็นคล้ายๆ ธนาคารความรู้ และเป็นออมสิน และเป็นสิ่งที่จะทำให้มนุษย์ก้าวหน้าได้โดยแท้" พระบรมราโชวาทพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระราชทานแก่คณะสมาชิกห้องสมุดทั่วประเทศ 25 พฤศจิกายน 2514
และแล้วก็ถึงช่วงเวลาที่หนอนหนังสือทั่วประเทศรอคอยกันอีกครั้งกับงาน "มหกรรมหนังสือ ระดับชาติครั้งที่ 22" ซึ่งจัดในช่วงวันที่ 18 - 29 ตุลาคม ในสถานที่นัดพบที่ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งยังคงอัดแน่นด้วยผู้ประกอบการโรงพิมพ์ สำนักพิมพ์ และร้านหนังสือชั้นนำทั้งรายใหญ่รายย่อย ต่างขนหนังสือของดีมานำเสนอนักอ่านอย่างล้นหลาม เหมือนอย่างทุกๆ ปีที่ผ่านมา
ด้วยในช่วงเดือนตุลาคม ปีนี้เป็นห้วงเวลาที่ครบรอบ 1 ปีแห่งความอาดูรของคนไทย ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จสวรรคต เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2559 ดังนั้น ธีมงานของครั้งนี้จึงใช้ชื่อว่า "ความท๙งจำ" โดยมีเลขเก้าไทย ถูกใช้แทน ร.เรือ เพื่อน้อมรำลึกถึงพระองค์ท่าน
สำหรับบรรยากาศโดยรอบของงานนั้น แม้ว่าจะเงียบสงบกว่าปีที่ผ่านๆ มา ไม่มีการโฆษณาเชื้อเชิญนักอ่านเข้าบูธผ่านโทรโข่ง หรือมีตัวมาสคอตคอยเดินโดยรอบ แต่ทว่าบรรดาร้านค้ากับคนที่สนใจหนังสือยังคงมากันอย่างคึกคักเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
ร้านค้าส่วนใหญ่จะตกแต่งร้านเป็นธีมสีดำไว้อาลัยแบบพอดีๆ หลายๆ ร้านค้า ต่างพากันขนหนังสือเกี่ยวกับในหลวงรัชกาลที่ 9 ทั้งพระราชประวัติ พระราชกรณียกิจ รวมถึงพระอัจฉริยภาพต่างๆ ให้นักอ่านได้เลือกซื้อเก็บเป็นความทรงจำ และได้อ่านในเรื่องที่ไม่เคยรู้มาก่อนเกี่ยวกับพระองค์ท่านด้วย อีกทั้งยังมีของที่ระลึกต่างๆ ที่จัดทำโดยแต่ละสำนักพิมพ์ ซึ่งแต่ละชิ้นก็มีความสวยงามควรค่าแก่การสะสม
เดินเข้ามาในงานแล้ว สิ่งหนึ่งที่จะลืมพูดถึงไม่ได้เลยคือ บูธนิทรรศการที่จัดขึ้นตามธีมชื่องาน โดยครั้งนี้ว่าด้วยความทรงจำ หนังสือและสิ่งสะสมในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ถูกจัดในบูธ X10 ข้างๆ เพลนารีฮอลล์ หรือฮอลล์ใหญ่
เมื่อเดินเข้าไปเราจะเห็นบอร์ดให้ความรู้ขนาดใหญ่ โดยจะเป็นการบอกเล่าเรื่องราวตลอด 7 ทศวรรษทรงครองราชย์ แบ่งเป็นส่วนละ 1 ทศวรรษ บอกเล่าว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างเกี่ยวกับพระองค์ รวมถึง หนังสือที่เกี่ยวกับพระองค์ ที่มีทั้งบทความ บทเพลงพระราชนิพนธ์ และอื่นๆ เช่น ภาพถ่าย งานจิตรกรรม ฯลฯ
นอกจากนี้ยังมีไทม์ไลน์เหตุการณ์สำคัญๆ ของประเทศไทย และของโลก รวมถึงหนังสือที่สร้างความเปลี่ยนแปลงต่อสังคมโลกในช่วง 10 ปีนั้นด้วย กล่าวได้ว่าได้รับรู้ถึงพระราชประวัติไม่พอ ยังได้ความรู้เรื่องอื่นๆ ประกอบอีกด้วย
อีกส่วนที่ไม่พูดถึงไม่ได้ คือในส่วนการจัดแสดงของที่ระลึกในรัชสมัยที่หาดูได้ยาก โดยของต่างๆ ถูกจัดแสดงในตู้กระจกอย่างดี มีทั้งแสตมป์ที่ระลึก หนังสือสิ่งพิมพ์ ปฏิทิน รวมถึงของที่ระลึก ที่หาได้ยากและทรงคุณค่าเหนือกาลเวลา ที่สำคัญที่สุดยังมีจัดแสดงตัวอย่างหนังสือที่ถูกอ้างอิงในบอร์ดให้ความรู้ในรูปแบบฉบับจำลอง แต่เนื้อหาครบถ้วน โดยบางเล่มมีเนื้อหาที่น่าสนใจและทรงคุณค่า ยิ่งทำให้เราเข้าใกล้ความทรงจำในยุคสมัยนั้นยิ่งขึ้น ตัวอย่างเช่นหนังสือเกี่ยวกับพระราชพิธีบรมราชาภิเษก, ประมวลภาพทรงเสด็จสหรัฐอเมริกา และงานพระราชนิพนธ์ เป็นต้น
และเมื่อเดินไปจนถึงท้ายนิทรรศการ เราก็จะได้เห็นบอร์ดที่จัดแสดงสื่อสิ่งพิมพ์ และของที่ระลึกต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ถูกตีพิมพ์ภายหลังวันที่ 13 ตุลาคม 2559 ซึ่งเปรียบได้กับจุดสุดท้ายที่คนไทยไม่อยากให้เรื่องเหล่านี้เกิดขึ้น โดยสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ นั้น ล้วนมีจุดประสงค์เพื่อเทิดพระเกียรติพระองค์ท่าน
นอกจากนี้ ในนิทรรศการยังได้ให้ผู้ร่วมงานร่วมเขียนความทรงจำที่มีต่อพระองค์ลงในที่คั่นหนังสือที่ได้จัดเตรียมไว้ให้ โดยเขียนเสร็จแล้วก็จะนำมาห้อยที่ข้างกำแพงนิทรรศการ ให้ผู้ที่เดินผ่านไปมาได้เห็นและอ่านกัน ถือเป็นการแชร์ความทรงจำซึ่งกันและกัน
ที่สำคัญสำหรับนิทรรศการนี้ก็คือ การแจกสำเนาหนังสือ "วงวรรณคดี" ฉบับเดือนสิงหาคม 2490 ซึ่งเป็นนิตยสารที่ได้รับพระบรมราชานุญาตพิเศษให้ตีพิมพ์พระราชนิพนธ์เรื่อง "เมื่อข้าพเจ้าจากสยามมาสู่สวิทเซอร์แลนด์" ซึ่งเป็นพระราชนิพนธ์เรื่องแรกเมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์ โดยการจำลองทั้งรูปเล่มและขนาดเหมือนต้นฉบับ ซึ่งจะแจกกันวันละ 2 รอบ รอบละ 800 เล่ม ระหว่างเวลา 11.00 – 12.00 น. และ 17.00 – 18.00 น.
นอกจากบูธนิทรรศการของผู้จัดงานแล้ว ก็ยังมีนิทรรศการของหน่วยงานอื่นๆ ที่จัดขึ้นเพื่อเทิดพระเกียรติพระองค์ท่านอีก เช่นบูธ Y06 "โครงการนักวิทย์คิดถึงในหลวง" ที่จัดโดย สวทช. โดยจัดแสดง 22 เรื่องราวของในหลวง ผ่านมุมมองของนักวิทยาศาสตร์ วิศวกร และนักวิชาการชั้นนำ ในรูปแบบบทความและเรื่องราวพระอัจฉริยภาพของพระองค์ ทั้งยังมีการแจกหนังสือทั้งรูปแบบเล่ม และแจกลิงค์ในรูปแบบ ebook ด้วย
"พลชัย สาระทา" อายุ 32 ปี นักกายภาพบำบัดที่มางานหนังสือ กล่าวว่า มางานหนังสือทุกปี แต่ในปีนี้เรารู้สึกเศร้าๆ อยู่เหมือนกัน บรรยากาศงานปีนี้ก็เงียบๆ ไม่มีเสียงครึกครื้น แต่ก็ยังมีคนเดินมากและเด็กๆ มาเยอะเหมือนปีที่ผ่านมา ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะสืบเนื่องจากในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จสวรรคต ส่วนตัวก็รู้สึกเศร้าอยู่เช่นกัน เพราะที่ผ่านมาเราคิดฝังใจอยู่เสมอว่าพระองค์จะอยู่กับเราตลอดไป เกิดมาตั้งแต่เด็กๆ เราก็เห็นภาพท่านทรงงานหนักอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นภาพในความทรงจำต่อพระองค์ท่าน ภาพแรกก็คือภาพการทรงงานของพระองค์มากกว่าภาพอื่นใด
"อารีย์ เหลืองสุวรรณ" อายุ 54 ปี อาชีพธุรกิจส่วนตัว บอกว่า มางานหนังสือเกือบทุกปี แต่งานปีนี้มีความต่างจากปีก่อนๆ ก็คือ บรรยากาศที่เงียบสงบ ไม่อึกทึก แต่ผู้คนก็ยังคงเดินทางมาเลือกซื้อหนังสือมากมาย ที่สำคัญแต่ละร้านยังได้จัดแสดงหนังสือเกี่ยวกับในหลวงรัชกาลที่ 9 มากมาย ทั้งพระราชประวัติ พระบรมฉายาลักษณ์ที่หาดูได้ยาก ตนเองก็วางเป้าหมายเหมือนกันว่าจะซื้อหนังสือดังกล่าวเช่นกัน บางสำนักพิมพ์ก็ระบุด้วยว่าจะนำรายได้ส่วนหนึ่งบริจาคให้มูลนิธิชัยพัฒนาด้วย ซึ่งวันนี้ก็มีบูธหนังสือในใจแล้ว รวมถึงตั้งใจซื้อที่คั่นหนังสือที่ระลึกเกี่ยวกับพระองค์ท่านด้วย
"เมื่อเราได้มาดูบูธนิทรรศการหลักในงาน คิดว่าความรู้สึกของเราก็เหมือนคนไทยทุกๆ คนที่เสียใจกับการเสด็จสวรรคตของพระองค์ ในนิทรรศการนี้ก็เป็นเรื่องดีที่ทำให้เรารู้ว่าพระองค์ทรงพระปรีชาสามารถขนาดไหน อีกทั้งยังเป็นการทำให้เด็กๆ รุ่นใหม่ได้เห็นพระราชกรณียกิจของพระองค์มากขึ้น ซึ่งในวัยของพวกเขาอาจจะไม่ทันภาพการทรงงานเหมือนอย่างที่เราเห็น ถือว่าเป็นประโยชน์มาก ซึ่งภาพการทรงงานในชนบทห่างไกล ก็กลายเป็นภาพในความทรงจำของเราที่นึกถึงพระองค์เป็นอย่างแรก เพราะไม่ได้ทรงทำแบบผิวเผิน หากแต่เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา ทรงยื่นเบ็ดให้ชาวบ้านสามารถเลี้ยงดูตัวเองได้" นางอารีย์ กล่าว
ขณะที่ "สมเกียรติ แซ่โซ" อายุ 58 ปี พนักงานเกษียณ กล่าวว่า จากที่ได้มางานหนังสือทุกๆ ปี เห็นว่าปีนี้คนก็ยังมาคึกคัก แม้ว่าบรรยากาศจะเงียบสงบก็ตาม ซึ่งเราก็รู้กันว่านี่คือเดือนแห่งการไว้อาลัย ส่วนตัวแล้วตั้งแต่เด็กๆ เราก็เห็นภาพการทรงงานอยู่บ่อยๆ ผ่านทางสื่อโทรทัศน์ทุกๆ วัน มาวันนี้เราเองก็มีความตั้งใจที่จะซื้อหนังสือเกี่ยวกับพระองค์เหมือนกัน ซึ่งได้เห็นหลายๆ เล่มที่ตีพิมพ์ภาพสวยๆ ควรค่าแก่การสะสม ส่วนตัวตั้งใจว่าจะเก็บหนังสือเหล่านี้ไว้เป็นอย่างดี เพื่อเป็นความทรงจำ คิดว่าหนังสือเหล่านี้ก็จะหาอ่านได้ยากในอนาคต
ผละออกมาจากบูธนิทรรศการ เมื่อเดินไปยังร้านค้าต่างๆ ที่มีหนังสือเกี่ยวกับในหลวงรัชกาลที่ 9 แล้ว หลายๆ บูธที่น่าสนใจ เช่น บูธของ "เนชั่น" M51 ที่จัดซุ้มหนังสือเกี่ยวกับพระองค์โดยเฉพาะ มีทั้งหนังสือพระราชนิพนธ์ รวมถึงผลงานพระราชนิพนธ์แปลของพระองค์ท่าน นอกจากนี้ยังมี "สารคดีพระราชประวัติ" ที่จัดทำโดย เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก จำหน่ายด้วย
ถ้าสนใจพระบรมฉายาลักษณ์ที่หาชมได้ยาก บูธ J17 "เบอร์ด้า (ประเทศไทย)" ผู้พิมพ์นิตยสาร "Hello" จัดจำหน่ายหนังสือ "The Peoples King" ที่รวบรวมพระบรมฉายาลักษณ์ตั้งแต่ทรงพระเยาว์ จนถึงภาพพระราชพิธีเคลื่อนพระบรมศพ
หรือถ้าสนใจเรื่องพระเมรุมาศแบบละเอียดทุกขั้นตอนแบบอินไซด์ ที่บูธ V10 "มติชน" มีหนังสือ "สู่ฟ้าเสวยสววรค์" เล่มสีขาวที่คนขายกระซิบว่าขายดีมาก รวบรวมเรื่องพระเมรุมาศ พร้อมภาพหลากมุม
ที่กล่าวข้างต้นเป็นเพียงแค่ส่วนเล็กน้อยเท่านั้น สำหรับหนังสือที่เกี่ยวกับ "พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช" ซึ่งยังมีอีกจำนวนมากที่ผู้จัดพิมพ์ต่างคัดสรรนำมาให้ผู้สนใจเลือกซื้อด้วยความตั้งใจ
หากมีโอกาสแวะเวียนมางานหนังสือครั้งนี้ นอกจากจะซื้อหนังสือเพื่ออ่านเพลิดเพลินและหาความรู้แล้ว เราอาจจะได้หนังสือที่เป็น "ความทรงจำ" ที่มีต่อพระมหากษัตริย์ผู้เป็นที่รักยิ่งของคนไทย
จักรวาล ส่าเหล่ทู



