คอลัมนิสต์

ปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมโทรทัศน์ เพื่ออนาคตประเทศไทย 4.0

ปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมโทรทัศน์ เพื่ออนาคตประเทศไทย 4.0

16 ต.ค. 2560

ข้อเสนอในเชิงนโยบายเพื่อปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมโทรทัศน์ และอุตสาหกรรมโทรคมนาคม เพื่ออนาคตประเทศไทย 4.0

โดย อดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ / สมาคมโทรทัศน์ระบบดิจิทัล(ประเทศไทย)

 

สถานการณ์หลังประมูลทีวีดิจิทัล ภายใต้ภาวะ Technology Disruption

     ภายหลังการประมูลใบอนุญาตประกอบกิจการโทรทัศน์ในระบบดิจิทัล 24 ช่องตามแผนแม่บทประกอบกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ พ.ศ.2555-2559 เสร็จสิ้นลงในปลายเดือนธันวาคม 2556 ปัจจัยแวดล้อมทางด้านเทคโนโลยี่สื่อสารและโทรคมนาคมได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วมากทั้งจากในประเทศและจากต่างประเทศ

     จนเกิดสภาวะ Technology Disruption ที่ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมสื่อทุกประเภทอย่างไม่มีใครคาดการณ์มาก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมโทรทัศน์ทั้งโทรทัศน์ในระบบดิจิทัล, โทรทัศน์ผ่านดาวเทียมและโทรทัศน์แบบบอกรับสมาชิก ที่เพิ่งผ่านการดำเนินการตามแผนแม่บทของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ (กสท) ที่ได้พิจารณาจากสภาวะแวดล้อมทางเทคโนโลยีในปี 2554-2555

     โดยไม่มีใครสามารถคาดการณ์ถึงการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นภายหลังที่แม้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญ "ประเทศไทย 4.0” แต่กลับมีผลกระทบอย่างรุนแรงต่ออุตสาหกรรมทีวีดิจิทัลโดยตรงอย่างคาดไม่ถึง

     1.วันที่ 17 ธันวาคม 2557 บริษัท ไลน์ คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น ได้เริ่มให้บริการไลน์ทีวี ที่ผู้ใช้บริการไลน์ในประเทศไทยที่มีสมาชิกกว่า 30 ล้านคน สามารถรับชมรายการโทรทัศน์แบบรายการสดและย้อนหลังได้อย่างสะดวก ทำให้ผู้ชมโทรทัศน์มีทางเลือก นอกจากโทรทัศน์ดิจิทัลภาคพื้นดิน ผู้ประกอบการมีรายได้จากโฆษณาแบบเดียวกับกิจการทีวีดิจิทัล

     2.วันที่ 13 พฤศจิกายน 2558 คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม (กสทช.) ได้เปิดประมูลคลื่นความถี่ 1800 MHz หรือโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบ 4G ที่สามารถส่งผ่านข้อมูลและภาพเร็วกว่าระบบ 3G ที่เพิ่งประมูลไปเมื่อปี 2555 มากกว่า 20-50 เท่า ทำให้สามารถส่งภาพเคลื่อนไหวแบบเอชดี ได้รวดเร็วมาก ฯลฯ

     กสทช.ได้เงินจากการประมูล 2 รายเป็นเงินรวม 80,778 ล้านบาท ประเทศได้ประโยชน์มหาศาลจากการเกิดขึ้นของ 4G

     3.วันที่ 20 ธันวาคม 2558 กสทช.เปิดประมูลคลื่นความถี่ย่าน 900 MHz ได้ผู้ชนะการประมูล 2 รายเป็นเงินรวมสูงถึง 151,952 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการใช้คลื่นความถี่เพื่อกิจการโทรคมนาคมที่สูงมาก

     การประมูลคลื่นความถี่ 900 MHz และ 1,800 MHz เพื่อใช้ในกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในระบบ 4G ถือเป็นจุดเปลี่ยนธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ให้ปรับ Business Model ให้มีรายได้จากการใช้แบนด์วิธเพื่อส่งภาพเคลื่อนไหวหรือดาวน์โหลดภาพเคลื่อนไหวจากโซเชียลมีเดีย และยังให้บริการรายการโทรทัศน์และภาพยนตร์แบบเดียวกับโทรทัศน์บอกรับสมาชิกที่เสียค่าใบอนุญาต

     4.วันที่ 11 มีนาคม 2559 บริษัท Facebook Inc ผู้ประกอบการสื่อสังคม (โซเชียลมีเดีย) รายใหญ่ที่สุดในโลกได้เริ่มให้บริการถ่ายทอดสดจากโทรศัพท์มือถือผ่านแพลตฟอร์มของเฟซบุ๊ก ที่มีสมาชิกทั่วโลกกว่า 2,000 ล้านคน และในประเทศไทยมีสมาชิกมากกว่า 50 ล้านคน

     บริการเฟซบุ๊กไลฟ์ มีขีดความสามารถในการแพร่ภาพสดๆ ที่ไม่แตกต่างจากช่องทีวีดิจิทัลในต้นทุนที่แทบไม่มีเลย ยกเว้นการใช้แบนด์วิธของเครือข่ายของโทรศัพท์ 4G และยังเหนือกว่าช่องทีวีดิจิทัลในการเปิดให้ผู้ชมมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นแบบ Interactive ตลอด รวมทั้งยังสามารถเปิดดูย้อนหลังในเวลาที่ต้องการ ผู้ประกอบการและเฟซบุ๊กมีรายได้จากโฆษณาในรูปแบบต่างๆ

     5.นอกเหนือจากได้รับผลกระทบจาก Technology Disruption โดยตรงแล้ว ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง การรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ยังทำให้เกิดการหยุดชะงักของกระบวนการเปลี่ยนผ่านจากระบบอนาล็อกสู่ระบบดิจิทัลพอสมควร และผู้ประกอบการช่องทีวีดิจิทัลทั้งหมดยังให้ความร่วมมือกับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ถ่ายทอดรายการพิเศษระหว่างเวลา 18.00-18.20 น. ทำให้เสียโอกาสทางธุรกิจไปเป็นจำนวนมาก

ปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมโทรทัศน์ เพื่ออนาคตประเทศไทย 4.0 ความสำเร็จกสทช.ในการประมูลคลื่นฝั่งโทรคมนาคมกระทบผู้ประกอบการฝั่งบรอดแคสต์

     ภาวะการเปลี่ยนแปลงทางด้านดิจิทัลเทคโนโลยีในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ทั้งในระดับโลกและในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลจากการประมูลคลื่นความถี่ของกสทช.ในฝั่งโทรคมนาคมที่ผู้ประกอบการ 3 รายใหญ่ประมูลได้คลื่นความถี่ในระบบ 900 MHz และ 1800 MHz ในปี 2558 มีความมั่นใจในการลงทุนขยายโครงข่ายอย่างรวดเร็ว

     โดยส่วนใหญ่เสร็จก่อนกำหนดเพื่อให้ทันกับความต้องการของผู้บริโภคทั้งในระดับองค์กรและประชาชนทั่วไปที่มีพฤติกรรมการบริโภคข่าวสารข้อมูลและความบันเทิงที่เพิ่มสูงขึ้น ตามอัตราความเร็วของโครงข่ายโทรศัพท์มือถือที่ 56 สามารถลดช่องว่างทางดิจิทัลหรือ Digital Divide ลงอย่างมาก ระหว่างประชาชนในเมืองกับในต่างจังหวัด

     สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) ได้เผยแพร่งานวิจัยประจำปี 2560 พบว่าพฤติกรรมคนไทยใช้อินเทอร์เน็ตวันละมากถึง 6.4 ชั่วโมง มากกว่าการรับชมโทรทัศน์ที่เหลือเพียงวันละประมาณ 2 ชั่วโมง 30 นาที ในการทำกิจกรรมประจำวันต่างๆ เช่น การติดต่อสื่อสาร การค้นหาข้อมูล การดูรายการโทรทัศน์ย้อนหลังผ่านยูทูบ การฟังเพลง การใช้โซเชียลมีเดีย ฯลฯ

     ในขณะที่ภาคธุรกิจได้ใช้อินเทอร์เน็ตแบบไร้สายผ่านเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ในการติดต่อสื่อสารทำธุรกิจกับทั่วโลกและทั่วประเทศได้ในอัตราค่าใช้จ่ายที่ต่ำลงมาก ถือเป็นความสำเร็จในการดำเนินนโยบายจัดสรรคลื่นความถี่ในภาคโทรคมนาคมของกสทช.

     แต่อีกด้านหนึ่ง ด้วยขีดความสามารถของโครงข่ายระบบ 4G และการพัฒนาโปรแกรมของบรรดาบริษัทระดับโลกในด้าน โซเชียลมีเดีย เน็ตเวิร์กกิ้ง เช่น ยูทูบ, เฟซบุ๊, กูเกิล, ไลน์ ทำให้สามารถถ่ายทอดสดรายการต่างๆ ในรูปแบบเดียวกับการเผยแพร่ภาพของช่องโทรทัศน์ระบบดิจิทัลภาคพื้นดินและโทรทัศน์ดาวเทียม โดยบรรดาโซเชียลมีเดียเหล่านี้ไม่ได้ใช้เงินประมูลค่าใบอนุญาตช่องทีวีดิจิทัลแต่อย่างใด

     จึงทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมของการชมรายการโทรทัศน์อย่างมีนัยสำคัญ ระหว่างการใช้เวลากับอินเทอร์เน็ตมากขึ้น และลดการรับชมโทรทัศน์จากจอโทรทัศน์แบบเดิมคือ First Screen

     รวมทั้งการใช้โทรศัพท์มือถือหรือจอที่สอง Second Screen ชมรายการโทรทัศน์ย้อนหลังหรือรายการโทรทัศน์ที่มาจากการผลิตรายการสำหรับออนไลน์อย่างเดียว ที่มีต้นทุนในการประกอบธุรกิจต่ำกว่า ผู้ประกอบการโทรทัศน์ระบบดิจิทัลภาคพื้นดินที่มีภาระค่าใบอนุญาต, ค่าโครงข่ายภาคพื้นดิน, ค่าโครงข่ายผ่านดาวเทียม รวมถึงข้อจำกัดของเทคโนโลยีการใช้คลื่นความถี่ที่กลับด้อยกว่าสื่อสมัยใหม่ โซเชียลมีเดียที่ผ่านแพลตฟอร์มระดับโลกที่ไม่ต้องใช้คลื่นความถี่โดยตรง

     ส่งผลทำให้อุตสาหกรรมโทรทัศน์ทุกระบบ ทั้งโทรทัศน์ดิจิทัลภาคพื้นดิน โทรทัศน์ผ่านดาวเทียม และโทรทัศน์บอกรับสมาชิกได้รับผลกระทบโดยถ้วนหน้า พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วมาก ภายหลังการเกิดขึ้นของบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 4G และการเข้ามาของสื่อแบบโซเชียลมีเดียที่มีแพลตฟอร์มขนาดใหญ่ระดับโลก

     เมื่อผู้ชมได้ลดชั่วโมงการรับชมโทรทัศน์แบบดั้งเดิมแล้วไปใช้เวลากับสื่อสังคมออนไลน์ในกิจกรรมต่างๆ มากขึ้น รวมไปถึงการรับชมโทรทัศน์แบบออนดีมานด์ ย้อนหลัง ทำให้บริษัทเอเจนซีโฆษณาได้ลดการใช้งบโฆษณาในสื่อโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ วิทยุ ฯลฯ แล้วไปเพิ่มงบโฆษณาในสื่อออนไลน์และสื่อกลางแจ้ง

     ในช่วงปี 2557-2560 สมาคมมีเดียเอเจนซีโฆษณาแห่งประเทศไทยได้สรุปการใช้จ่ายเงินโฆษณาในสื่อต่างๆ พบว่าสื่อโทรทัศน์ที่เคยมีอัตราการเติบโตทุกปีอย่างน้อย 5-10% กลับได้งบโฆษณาลดลงเฉลี่ยระหว่าง 8-16%

     ส่งผลให้ผู้ประกอบการช่องทีวีดิจิทัลภาคพื้นดินช่องใหม่เกือบทั้งหมดขาดทุนติดต่อกัน นับตั้งแต่เริ่มประกอบการทีวีดิจิทัลตั้งแต่เดือนเมษายน 2557 จนถึงไตรมาสที่่ 2 ของปี 2560 ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลที่เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้รายงานผลประกอบการเกือบทั้งหมดประสบผลขาดทุนต่อเนื่องกันมากกว่า 8-10 ไตรมาสแล้ว

     สถานการณ์อุตสาหกรรมโทรทัศน์ของไทยทั้งระบบทีวีดิจิทัลภาคพื้นดิน ทีวีดาวเทียม และทีวีแบบบอกรับสมาชิกกำลังอยู่ในสภาพอ่อนแออย่างมากจากผลกระทบทางเทคโนโลยีสื่อสารที่นับวันจะรุนแรงมากยิ่งขึ้น ซึ่งยังมองไม่เห็นหนทางว่าผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลจะฟื้นตัวกลับมาใน Ecosystem หรือสภาพแวดล้อมปัจจุบันนี้ได้อย่างไร

     สิ่งที่น่าเป็นห่วงมากยิ่งขึ้น สภาพการณ์ดังกล่าวกำลังจะนำไปสู่การผูกขาดครอบงำสื่อโทรทัศน์จากผู้ประกอบการขนาดใหญ่จากธุรกิจอื่นทีี่มีฐานะการเงินที่มั่นคงกว่า กำลังเริ่มเข้าซื้อกิจการโทรทัศน์ดิจิทัลจากผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลที่ไม่สามารถแบกรับภาระขาดทุนได้อีกต่อไป

     ซึ่งจะทำให้เป้าหมายของการจัดตั้งคณะกรรมการกสทช.เมื่อปี 2554 เพื่อทำให้เกิดการจัดสรรคลื่นความถี่ในกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม ที่มีการแข่งขันอย่างเสรี เท่าเทียมและเป็นธรรม จะไม่มีทางเกิดขึ้นได้จริง ซึ่งผิดไปจากเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญหลายฉบับที่ผ่านมา

มองภาพอนาคตทีวีดิจิทัลในระยะ 2-3 ปีข้างหน้า กรณีไม่มีการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมโทรทัศน์

     1.คาดการณ์ว่าช่องทีวีดิจิทัล 22 ช่อง ส่วนใหญ่กว่า 95% จะขาดทุนต่อเนื่องไปตลอดและจะมากขึ้นๆ เพราะค่าโฆษณาที่เป็นรายได้หลักจะลดลงๆ ทุกปีจากการขยายตัวของงบโฆษณาสื่อออนไลน์ที่ขยายตัวเร็วมากปีละประมาณ 20-30% ตามความเร็วของโครงข่ายมือถือและอินเทอร์เน็ตที่เพิ่มขึ้น ผู้ประกอบการจะอยู่ในสภาพฐานะการเงินอ่อนแอ ไม่ใช้เงินลงทุนผลิตรายการที่มีคุณภาพเพื่อรักษากระแสเงินสดให้ใช้จ่ายน้อยลง

     2.กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่จะค่อยๆ ซื้อกิจการช่องทีวีดิจิทัลหากไม่ตัดสินเลิกกิจการ ในที่สุดช่องทีวีดิจิทัล 22 ช่องอาจจะเหลือกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ประมาณ 5-6 กลุ่มถือครองกลุ่มละ 4-5 ช่อง อุตสาหกรรมโทรทัศน์ของไทยจะกลับไปสู่วังวนเดิมในยุคอนาล็อก 6 ช่อง ที่แม้ว่าผู้บริโภคในยุคดิจิทัลจะมีทางเลือกมากกว่าเดิม แต่เนื้อหาของช่องทีวีดิจิทัลที่ใช้คลื่นความถี่ที่เป็นทรัพยากรของประเทศจะถูกใช้ไปในเชิงพาณิชย์มากกว่าเสริมสร้างปัญญาของสังคม

     3.กรณีผู้ประกอบการช่องทีวีดิจิทัลที่ไม่มีกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ซื้อกิจการ อาจจะตัดสินใจคืนใบอนุญาตยอมเลิกกิจการ แล้วเลือกขอการคุ้มครองจากศาลปกครอง ดังเช่นกรณีกลุ่มบริษัททีวีพูล 2 ช่องที่คืนใบอนุญาต แล้วร้องขอการคุ้มครองจากศาลปกครอง คลื่นความถี่ดังกล่าวจะกลายเป็นเสมือน "ที่ดินรกร้าง” ที่รัฐเวนคืนมา แต่กลับยังไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์อื่นได้จนกว่าจะมีคำพิพากษาทางใดทางหนึ่ง

     4.ถ้ามีผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลรายเล็กๆ ไม่สามารถประกอบกิจการต่อไปได้จะส่งผลทำให้ผู้ประกอบการโครงข่ายขาดรายได้ค่าเช่า ซึ่งปัจจุบันมีผู้ประกอบการบางรายตัดสินใจไม่จ่ายค่าโครงข่ายแล้วเพื่อรักษาสภาพคล่องทางการเงิน โดยประกาศของกสทช.ทำให้ผู้ประกอบการโครงข่ายไม่สามารถยุติการให้การบริการ

     5.สถาบันการเงินหลายแห่งที่ออกแบงก์การันตรีและให้เงินกู้กับผู้ประกอบการช่องทีวีดิจิทัล เริ่มเข้มงวดการให้เงินกู้เสริมสภาพคล่อง และกำลังอยู่ในความเสี่ยงจะเกิดปัญหาหนี้สงสัยจะสูญ ซึ่งหากเกิดสถานการณ์เช่นนั้นจะกระทบต่อเสถียรภาพทางการเงินของสถาบันทางการเงินและระบบเศรษฐกิจของประเทศ

     6.กิจการโทรคมนาคมมีความต้องการใช้คลื่นความถี่มากขึ้นทุกปี หากมีคลื่นความถี่ในบางช่วงที่อยู่ในการครอบครองของช่องทีวีดิจิทัล แต่ไม่สามารถประกอบกิจการต่อไปได้แล้วเกิดคดีในศาลปกครองจะถือเป็นการสูญเสียทรัพยากรคลื่นความถี่ที่ไม่สามารถมาใช้ในกิจการโทรคมนาคมที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงกว่า

ปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมโทรทัศน์ เพื่ออนาคตประเทศไทย 4.0 ข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมโทรทัศน์ และอุตสาหกรรมโทรคมนาคม เพื่ออนาคตประเทศไทย 4.0

     1.วิเคราะห์ประเมินสภาพแวดล้อมของอุตสาหกรรมโทรทัศน์ในระบบดิจิทัลใหม่ว่าจำนวนช่องรายการ 48 ช่อง ตามแผนแม่บทกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ในระบบดิจิทัลฉบับที่ 1 (พ.ศ.2555-2559) มีมากเกินไปหรือไม่ จาก Ecosystem ทางเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปตั้งแต่ปี 2557 ที่เริ่มออกอากาศทีวีดิจิทัล ทำให้การจัดสรรคลื่นความถี่ไว้สำหรับ 48 ช่อง น่าจะมากเกินไปแล้ว เพราะกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์มีทางเลือกในการออกอากาศโดยไม่ใช้คลื่นความถี่ได้หลายช่องทาง

     จึงควรให้มีคณะทำงานอย่างเร่งด่วนเพื่อพิจารณาแนวทางฟื้นฟูอุตสาหกรรมโทรทัศน์ทั้งระบบเพื่อลดผลกระทบที่กำลังเกิดขึ้นในระยะสั้นในประเด็นปัญหาเร่งด่วน เช่น

 -แนวทางลดจำนวนช่องทีวีดิจิทัลภาคธุรกิจลง 1 ใน 3 เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพธุรกิจ

 -การจำกัดจำนวนช่องทีวีดิจิทัลภาคสาธารณะเพื่อไม่ให้เป็นภาระด้านงบประมาณรัฐ

 -การแสวงหาโอกาสให้ทีวีชุมชนเฉพาะพื้นที่ที่มีความพร้อมสามารถเปิดดำเนินการได้

-การลดภาระทางการเงินช่องทีวีดิจิทัลเพื่อประคับประคองสถานการณ์ เช่น ค่าโครงข่าย

 -การแก้ปัญหาโครงข่ายที่ยังไม่มีช่องทีวีดิจิทัลไปใช้บริการที่เป็นภาระของผู้ประกอบการ

 -เปิดทางเลือกผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลให้มีโอกาสเลือกแพลตฟอร์มที่มีภาระการเงินน้อยลง

 -การลดผลกระทบจากกิจการโอทีทีไม่ให้ส่งผลซ้ำเติมช่องทีวีดิจิทัลที่มีค่าใบอนุญาต

     2.ควรจะทบทวนเนื้อหาและหลักการพระราชบัญญัติประกอบกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ฉบับปี 2551 ที่ไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีสื่อสารและโทรคมนาคมที่มีการหลอมรวมกัน จนการประกอบกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ไม่มีความจำเป็นต้องใช้คลื่นความถี่มากเท่ากับจำนวนคลื่นความถี่ที่ได้จัดสรรไว้

     3.คณะกรรมการนโยบายดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานควรจะให้มีคณะทำงานยกร่างแผนแม่บทกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม ฉบับที่ 2 ให้สอดคล้องกับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีสื่อสารโทรคมนาคมที่มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วมาก

     4.การพิจารณาตารางการใช้คลื่นความถี่แห่งชาติใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีสื่อสารและโทรคมนาคมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากในช่วง 3-4 ปี อันจะทำให้ประเทศไทยสามารถก้าวกระโดดไปสู่ประเทศไทย 4.0 ได้อย่างรวดเร็วขึ้น โดยใช้กรอบใหม่ของแม่บทฉบับที่ 2 ภายใต้คณะกรรมการนโยบายดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เช่น

     คลื่นความถี่ในช่วง 600-700 Mhz ควรขอเวนคืนจากช่องทีวีดิจิทัลภาคเอกชนและงดการออกใบอนุญาตช่องทีวีสาธารณะเพิ่ม เพื่อนำคลื่นความถี่นี้ไปใช้ในกิจการโทรคมนาคมที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงกว่ากิจการโทรทัศน์

     กิจการทีวีดิจิทัลทั้งภาคธุรกิจ ภาคบริการสาธารณะและภาคชุมชน ควรจะใช้ย่านความถี่ลดลงเหลืออยู่ในช่วง 500-600 Mhz จะพอเพียงหรือไม่

     คลื่นความถี่ในช่วง 2600 Mhz ที่อยู่ในการครอบครองของอสมท ที่กสทช.จะขอคืนเพื่อนำมาใช้ในกิจการโทรคมนาคมที่เน้นไปในแนวทางผลักดันให้ประเทศก้าวกระโดดไปสู่ประเทศไทย 4.0 โดยเร็ว ควรจะชดเชยให้อสมท ในบางแนวทางเพื่อลดภาระอสมท เช่น ชดเชยการลงทุนโครงข่ายทีวีดิจิทัลที่อาจจะไม่จำเป็นต้องดำเนินการต่อกรณีจำนวนช่องลดลง ฯลฯ

     คลื่นความถี่วีเอชเอฟ ที่ใช้ในทีวีระบบอนาล็อกที่ช่อง 5, ช่อง 9, ช่อง 11 และช่องไทยพีบีเอส รวมทั้งช่อง 7 ที่จะยุติการออกอากาศกลางปี 2561 และช่อง 3 ที่จะหมดสัญญากับอสมท ในเดือนมีนาคม 2563 จะจัดสรรให้ทำประโยชน์ให้เกิดประโยชน์สูงสุดอย่างไร