
ขยายปมร้อน-ผงเข้าตา
ในที่สุด "อัยการ" ก็ส่งฟ้อง "อดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง" ชุด พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ อดีตประธาน กกต. และอดีต กกต. พล.อ.จารุภัทร เรืองสุวรรณ, ปริญญา นาคฉัตรีย์ และ วีระชัย แนวบุญเนียร ฐานร่วมกันปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและโดยทุจริต กรณีออกระเบียบเงินค่าตอบแทนก
"กกต." จึงเป็น "องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ" องค์กรที่ 2 รองจาก "คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ" (ป.ป.ช.) ที่ถูกฟ้องเรื่อง "ขึ้นค่าตอบแทนให้ตัวเอง"
ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ.2548 "ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง" มีคำพิพากษาว่า "กรรมการ ป.ป.ช.ทั้ง 9 คน" มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาเนื่องจากร่วมกันปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยการออกระเบียบว่าด้วยการจ่ายเงินค่าตอบแทนให้แก่กรรมการ ป.ป.ช.
ศาลฎีกาฯ ได้พิพากษาให้จำคุกทั้ง 9 คน คนละ 2 ปี แต่ให้รอการลงโทษ 2 ปี ด้วยเหตุจากคำพิพากษาดังกล่าว กรรมการ ป.ป.ช.ทุกคนจึงได้ลาออกจาก "กรรมการ ป.ป.ช."
อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ "กรรมการ ป.ป.ช." ทั้ง 9 คน หยุดปฏิบัติหน้าที่ระหว่างรอคำพิพากษาได้เกิดปัญหาตามมามากมาย เพราะทำให้คดีต่างๆ ที่ค้างการพิจารณาต้องหยุดชะงักไปด้วย จนทำให้บางคดีหมดอายุความ เพราะกว่าจะสรรหาคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดใหม่ได้ก็กินเวลาไปเกือบปี
ส่วนสาเหตุที่ทำให้ "องค์กรอิสระ" พากันชักแถวขึ้นค่าตอบแทนให้แก่ตัวเอง เนื่องจากในขณะนั้น "รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร" มีการขึ้นเงินให้แก่ข้าราชการ จนเป็นเหตุให้ "องค์กรอิสระ" ในขณะนั้น ประกอบด้วย "ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา-ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ-กกต.-ป.ป.ช." ได้ออกระเบียบขึ้นค่าตอบแทนให้ตัวเอง
และเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตามมา สุดท้ายมี "สมาชิกรัฐสภา" เข้าชื่อร้องต่อหน่วยงานที่มีหน้าที่ตรวจสอบ และทำให้ "องค์กรอิสระ" เริ่มทยอยคืนเงิน แต่ก็ถือว่าความผิดได้สำเร็จแล้ว
ในส่วนของ "ป.ป.ช." สมาชิกรัฐสภาได้ร้องต่อ "ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง" ตามช่องทางของรัฐธรรมนูญ มาตรา 249 ส่วนคดีของ "อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ อดีต กกต. และผู้ตรวจการแผ่นดิน" รวมแล้ว 20 คน ไม่ได้ยื่นฟ้องต่อ "ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง" เนื่องจากตามกฎหมายระบุว่า นอกจาก "ป.ป.ช." แล้ว องค์กรที่กระทำผิดให้ยื่นฟ้องคดีศาลอาญา
โดยการฟ้องร้องต่อ "ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ" แม้จะเป็นศาลเดียว แต่ผู้ต้องคำพิพากษาสามารถฎีกาได้หากมีหลักฐานใหม่ ขณะที่การยื่นฟ้องคดีที่ "ศาลอาญา" ผู้ต้องคำพิพากษาสามารถต่อสู้ได้ 3 ศาล แต่ความผิดในข้อหาเดียวกันก็รับโทษไม่ต่างกัน
สำหรับ "อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ" ประกอบด้วย 1.นายกระมล ทองธรรมชาติ 2.นายจิระ บุญพจนสุนทร 3.นายจุมพล ณ สงขลา 4.นายผัน จันทรปาน 5.นายมงคล สระฏัน 6.นายมานิต วิทยาเต็ม 7.นายศักดิ์ เตชาชาญ 8.นายสุจิต บุญบงการ 9.นายสุธี สิทธิสมบูรณ์ 10.พล.ต.อ.สุวรรณ สุวรรณเวโช 11.นายสุวิทย์ ธีรพงษ์ 12.นางเสาวนีย์ อัศวโรจน์ 13.นายอุระ หวังอ้อมกลาง
"อดีต กกต." ประกอบด้วย พล.ต.อ.วสานา เพิ่มลาภ อดีตประธาน กกต. นายปริญญา นาคฉัตรีย์ นายวีระชัย แนวบุญเนียร และ พล.อ.จารุภัทร เรืองสุวรรณ
"ผู้ตรวจการแผ่นดิน" ประกอบด้วย พล.อ.ธีรเดช มีเพียร ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ปราโมทย์ โชติมงคล และอดีตผู้ตรวจการแผ่นดิน พูลทรัพย์ ปิยะอนันต์
ต้องยอมรับว่าการที่ "องค์กรอิสระ" ขึ้นค่าตอบแทนให้แก่ตัวเอง ได้ลดความน่าเชื่อถือขององค์กรลง เพราะการทำหน้าที่ต้องเกี่ยวโยงกับการตรวจสอบผู้อื่นหากตัวเองขาดความชอบธรรมในการทำหน้าที่คงยากที่จะไปตัดสินความผิดของผู้อื่น และปัจจุบันบางหน่วยงานก็ยังมีบางคนยังอยู่ในตำแหน่ง!
สมถวิล เทพสวัสดิ์



