คอลัมนิสต์

 ไม่ผิดอาญา“จำนำข้าว”... คดีแพ่ง“ยิ่งลักษณ์”ฉลุย ?

 ไม่ผิดอาญา“จำนำข้าว”... คดีแพ่ง“ยิ่งลักษณ์”ฉลุย ?

03 ต.ค. 2560

การที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมือง ตัดสินในคดีอาญา ระบุว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่ผิดในโครงการจำนำข้าว จะส่งผลต่อคดีปกครองที่เรียกค่าเสียหายทางแพ่งแค่ไหน เพียงไร

           หลังจากองค์คณะศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีมติเอกฉันท์ 9 ต่อ 0 จำคุก 5 ปีไม่รอลงอาญา“ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ คนที่ 28” คดีจำนำข้าว ไปเมื่อวันที่ 27 กันยายน ที่ผ่านมา จากการละเลยไม่ดำเนินมาตรการตรวจสอบเข้มข้นการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐหรือจีทูจี จนเอื้อประโยชน์ให้เกิดการทุจริตในขั้นตอนต่างๆ และให้ผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่มิควรได้ไปจากการทำสัญญาซื้อ-ขายข้าว “จีทูจีเก๊” ซึ่งก่อนหน้านั้น คดีทุจริตระบายข้าว องค์คณะฯ ได้พิพากษาไปแล้วเมื่อวันที่ 25 ส.ค.60 ให้จำคุกนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ , นายภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์ และเอกชนกลุ่มนายอภิชาติ จันทร์สกุลพร หรือเสี่ยเปี๋ยง นักค้าข้าวชื่อดัง ที่ว่ากันว่ามีความสนิทกับ “นายทักษิณ” พี่ชายของอดีตนายกฯ ปู

            เมื่อคดีอาญาจบแล้ว ด้วยผลลงโทษในยกแรก!! คิวต่อไป “อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์” ต้องลุ้น !! กับการต่อสู้คดีปกครองเรื่องการชดใช้ค่าเสียหายโครงการจำนำข้าว ที่“คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด ” มีมติว่า “อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์” จงใจกระทำละเมิดเป็นเหตุให้กระทรวงการคลังได้รับความเสียหายจากการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวเปลือกปีการผลิต 2555/56 และปี 2556/57 เป็นเงิน 178,586,365,141.17 บาท จึงให้รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเฉพาะส่วนการกระทำของตนในอัตราร้อยละ 20 ของความเสียหาย ซึ่งคิดเป็นเงิน 35,717,273,028.23 บาท ตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 8 และ 10

           ซึ่ง “อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์”  ได้ตอบโต้กลับ ด้วยการยื่นฟ้อง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. , รมว.คลัง , รมช.คลัง , ปลัดกระทรวงคลัง ต่อศาลปกครองกลางตั้งแต่ปี 2559 ขอให้เพิกถอนคำสั่งกระทรวงการคลังที่ไม่ชอบ โดยอ้างว่าคดีอาญายังไม่ถึงที่สุด กระบวนการชดใช้ค่าเสียหายนั้นยังทำไม่ได้ หรือการยกตัวอย่างการฟ้องเรียกค่าเสียหาย ในเคสการออกคำสั่งทำธุรกรรมใช้เงินทุนสำรองไปปกป้องค่าเงินบาท (สวอป) เพื่อปกป้องค่าเงินบาท ที่รัฐบาลในอดีตให้ธนาคารแห่งประเทศไทย เลือกที่จะใช้วิธีฟ้องคดีต่อศาลแพ่งในระบบศาลยุติธรรม เรียกค่าเสียหาย 186,015,830,720 บาท โดยไม่ใช้วิธีออกคำสั่งตาม ม.57 พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง

          และระหว่างศาลรอพิจารณาคดี “อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์” ยังได้ยื่นคำร้องต่อศาลปกครองเพิ่มเติมเมื่อต้นปี 2560 ขอทุเลาการอายัดบ้านและที่ดินเลขที่ 38/9 ซ.นวมินทร์ 111 แขวงนวมินทร์ เขตบึงกุ่ม กทม.ที่เป็นบ้านพักอาศัยของครอบครัว และที่ดินซึ่งเป็นบ้านพักคนงาน รวมถึงของเครื่องใช้ต่างๆ ภายในบ้านรวม 2 หลัง กับบัญชีเงินฝากพร้อมดอกเบี้ยในธนาคารกรุงเทพฯ สาขาศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ อาคารเอ รวม 9บัญชี เพื่อปฏิบัติตามคำสั่งกระทรวงการคลังชดใช้เงิน แต่ครั้งแรกศาลปกครองกลางยกคำร้องขอทุเลาคำสั่ง เพราะเห็นว่า ขณะนั้นกระทรวงการคลังเพียงแต่มีคำสั่งแจ้งเตือนให้ชำระค่าเสียหายแต่ยังไม่เริ่มการตามสืบหาทรัพย์สินและแจ้งบัญชีทรัพย์สินให้กรมบังคับคดีจัดการอายัด

          กระทั่งวันที่ 19 ก.ค.60 “อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์” ขอทุเลาการบังคับตามคำสั่งกระทรวงคลังครั้งที่ 2 โดยครั้งนี้อ้างถึงบัญชีเงินฝากในธนาคาร อย่างน้อย 7 บัญชี  

          ต่อมาเดือน ส.ค. 60 กระทรวงการคลัง ได้ส่งเอกสารชี้แจงขั้นตอน การดำเนินการใดๆ เกี่ยวกับมาตรการยึดอายัดทรัพย์ถึงเหตุผลการอายัดบัญชี และความจำเป็นการอายัดทรัพย์ รวมถึงรายละเอียดกระบวนการในการยึดทรัพย์ของกรมบังคับคดีถึงศาลแล้ว

          โดยขณะนี้องค์คณะเจ้าของสำนวน กำลังรวบรวมข้อเท็จจริงจากเอกสารที่ทั้งสองฝ่ายชี้แจงมา โดยยังไม่มีการไต่สวนบุคคล ซึ่งตามขั้นตอน ต้องรอให้ตุลาการผู้แถลงคดีร่วมตรวจดูและทำความเห็นส่วนตนที่ไม่ผูกพันความเห็นองค์คณะ เสนอเข้าสู่องค์คณะเพื่อประกอบการวินิจฉัยที่องค์คณะฯ จะต้องทำคำสั่งชี้ขาดออกมา

           ไม่ผิดอาญา“จำนำข้าว”... คดีแพ่ง“ยิ่งลักษณ์”ฉลุย ?

          แต่เมื่อคดีอาญา ศาลฎีกาฯ มีมติลงโทษความผิด “อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์” ปล่อยปละละเลยตรวจสอบการระบายข้าวจีทูจี จนเกิดการทุจริตขั้นตอนต่างๆ ซึ่งเป็นการกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่โดยทุจริตแล้ว แต่เห็นว่าการดำเนิน“โครงการจำนำข้าว”นั้น แม้จะมีข้อบกพร่องการใช้วงเงินเกินกรอบ 5 แสนล้านบาท รวมทั้งปัญหา เช่น การสวมสิทธิข้าว , การนำข้าวต่างประเทศเข้ามา , การปลอมเอกสาร แต่ก็ใช้ความระมัดระวังสมเหตุสมผลในการตั้งคณะอนุกรรมการ 16 คณะ ตรวจสอบอยู่ อีกทั้งเมื่อพบความเสียหายในขณะดำเนินโครงการ ก็ได้มีการปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติเป็นระยะๆเพื่อป้องกันความเสียหายแล้ว  จึงเห็นว่ายังไม่มีความผิดต่อการดำเนินโครงการจำนำข้าวนั้น ถือว่าเป็นโอกาสทองที่ “อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์” จะหยิบยกประเด็นนี้มาสู้ใหม่อีกครั้งเรื่องการเรียกให้ชดใช้ค่าเสียหายกว่า 3.5 หมื่นล้านบาท หรือไม่

        โดย “นพดล หลาวทอง” ทนายความของอดีตนายกฯ ออกตัวว่า ‘เท่าที่ทราบคำพิพากษาคร่าวๆ จากเผยแพร่ทางสื่อ ก็ย่อมแสดงให้เห็นว่ามูลเหตุที่จะให้ชดใช้ความเสียหาย ตามพ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 8 และ 10 นั้น ที่กระทรวงการคลัง สรุปจงใจกระทำละเมิดก่อให้เกิดความเสียหายกระทรวงการคลังนั้น ก็ย่อมจะดำเนินการไม่ได้ เพราะเป็นคนละส่วนกับการระบายข้าวแบบจีทูจี ซึ่งยังต้องขอดูรายละเอียดคำพิพากษาก่อน โดยการต่อสู้คดีในศาลปกครองก็หวังว่าจะนำประเด็นนี้ไปเสนอให้ศาลวินิจฉัยเพื่อจะประกอบให้ดูมีน้ำหนักยิ่งขึ้นว่า คำสั่งกระทรวงคลังนั้นมิชอบ ซึ่งหากรัฐยังจะเดินหน้าหาความรับผิดต่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์โดยอ้างความเสียหายในการระบายข้าวแบบจีทูจีตามคำพิพากษาคดีอาญานั้น รัฐต้องดำเนินการให้ถูกต้องเป็นกระบวนการใหม่ให้คณะกรรมการพิจารณาเรื่องใหม่ มิใช่การนำตัวเลขเดิมข้อกล่าวหาเดิมมาใช้ ที่ผ่านมาทุกอย่างก็ถูกทำเหมือน“หัวมังกุท้ายมังกร”อยู่แล้ว ตอนนี้ในคดีปกครองก็รอให้ศาลมีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับขอทุเลาบังคับการยึดอายัดทรัพย์ไว้ ส่วนเนื้อหาคดีหลักว่าคำสั่งกระทรวงคลังชอบหรือไม่นั้น ยังต้องใช้เวลาพิจารณาอีก’

           ส่วน“แหล่งข่าว” ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญกฎหมายปกครอง  ให้ความเห็นในเรื่องนี้ว่า ไม่ผิดอาญาในโครงการรับจำนำข้าว แต่อาจผิดหรือไม่ผิดทางแพ่งในการเรียกให้ชดใช้ค่าเสียหายเกี่ยวกับโครงการรับจำนำข้าวก็ได้ เพราะคดีอาญาเป็นเรื่องของเจตนา ส่วนทางแพ่งเป็นเรื่องประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงหรือเล็งเห็นผลรู้ว่าอาจเกิดความเสียหายขึ้นแต่ไม่นำพา และต้องดูว่าคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดโครงการจำนำข้าวที่กระทรวงการคลังตั้งขึ้นมาและได้มีมติให้ น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชดใช้ค่าเสียายนั้นอาศัยข้อเท็จจริงใดบ้าง ซึ่งอาจไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในคดีอาญาที่ยื่นฟ้องก็ได้  ที่ผ่านมามีเยอะแยะที่คดีอาญายกฟ้องแต่ต้องชดใช้ค่าเสียหายทางแพ่ง เพราะพยานหลักฐานในคดีแตกต่างกัน เช่น ข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่นำเสนอในคดีอาญาและคดีแพ่งเป็นคนละชุดกัน 

            "เท่าที่ทราบ ยอดความเสียหายในโครงการจำนำข้าวและระบายข้าวจีทูจีเป็นคนละยอดกันและไม่ได้มีชื่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ร่วมรับผิดกับนายบุญทรงกับพวก ในการเฉลี่ยชดใช้ค่าเสียหายในการระบายข้าวจีทูจี เพราะเป็นคนละสำนวนและคณะกรรมการคนละชุดกัน จึงเห็นได้ว่าที่เรียกค่าเสียหาย น.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นเรื่องเกี่ยวกับโครงการรับจำนำข้าวอย่างเดียว  ขณะที่คำพิพากษาในคดีอาญาระบุว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้มีการกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการเพื่อป้องกันความเสียหายไว้ตั้งแต่ตอนเริ่มโครงการจำนำข้าว และเมื่อพบความเสียหายในขณะดำเนินโครงการก็ได้มีการปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติเป็นระยะๆ ดังนั้นโอกาสรอดของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ก็พอมี  อย่างไรก็ตามต้องดูว่ามาตรการนั้นเพียงพอในการป้องกันความเสียหายหรือไม่ด้วย ถ้าไม่เพียงพอก็อาจเป็นประมาทเลินเล่อต้องชดใช้ค่าเสียหายได้ แต่ถ้าจะให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชดใช้ค่าเสียหายเกี่ยวกับการระบายข้าวจีทูจี ก็ต้องออกคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมชุดใหม่ขึ้นมาสอบข้อเท็จจริง ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ต้องร่วมชดใช้ค่าเสียหายในเรื่องระบายข้าวจีทูจีด้วยหรือไม่และหากต้องชดใช้ ต้องรับผิดเป็นจำนวนเงินเท่าไหร่" 

             สุดท้าย “อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์” จะต้องถูกยึดทรัพย์จนถึงขั้นล้มละลายหรือไม่นั้น ต้องลุ้นคำสั่งศาลปกครองกลาง ก็คงอีกราวๆ 1-2 เดือนที่จะรู้ผลว่าบัญชีเงินฝากจะได้รับการคุ้มครองชั่วคราวหรือไม่ ขณะที่เวลาในการสืบหาทรัพย์สินเพื่อติดตามยึด-อายัด นั้น หน่วยงานรัฐยังมีเวลาถึง 10 ปีที่จะดำเนินการได้