คอลัมนิสต์

“พานทองแท้” คดีฟอกเงิน ..คิวต่อไป ?

“พานทองแท้” คดีฟอกเงิน ..คิวต่อไป ?

02 ต.ค. 2560

ดีเอสไอ ออกหมายเรียก "พานทองแท้" กับพวก ให้มารับทราบข้อกล่าวหาฟอกเงิน แล้ว.. ต้องรอดูต่อไปว่าทายาทตระกูลชินวัตร จะต้องประสบชะตากรรมเหมือนพ่อและอาหรือไม่

            คดีฟอกเงินจากการทุจริตอนุมัติเงินกู้ 9,900ล้านบาทของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ให้กับ “กลุ่มบริษัทกฤษดามหานคร ” ของตระกูลกฤษดาธานนท์ กรณีปรากฏชื่อ “พานทองแท้ ชินวัตร” บุตรชายโทนของ“ทักษิณ ชินวัตร” เข้าไปเกี่ยวข้องในการรับเช็ค26ล้านบาท และ10ล้านบาท ซึ่งห้วงเวลาค่อนข้างพอเหมาะพอเจาะกับการทุจริตระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐหรือจีทูจี ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้างว่าเป็นการไล่เช็คบิลทั้ง“ตระกูลชิน” หรือไม่

            ล่าสุด แหล่งข่าวจากดีเอสไอ เปิดเผยว่า หัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนได้ส่งหมายเรียกถึงนายพานทองแท้, นางเกศินี จิปิภพ, นางกาญจนาภา หงส์เหิน เลขานุการส่วนตัวของคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชรและนายวัยชัย หงส์เหิน โดยกำหนดให้เข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อรับทราบข้อหา ฟอกเงิน- สมคบฟอกเงิน ในวันที่ 24 ต.ค.นี้ หลังจากนั้นผู้ต้องหาในคดีมีสิทธิตามกฎหมายที่จะนำพยานหลักฐานเข้าโต้แย้งแก้ข้อกล่าวหาได้ในทุกประเด็น หรือจะไม่ให้การในชั้นสอบสวนก็ได้ ทั้งนี้เพื่อให้พนักงานสอบสวนนำไปประกอบการพิจารณาว่าจะสรุปความเห็นสั่งฟ้องหรือไม่.โดยคดีนี้ดีเอสไอต้องสรุปสำนวนให้แล้วเสร็จและส่งให้อัยการพิจารณา ก่อนที่คดีจะครบอายุความ 15 ปี ภายในกลางปี 2561

            หากจะย้อนรอยคดีนี้ ดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษตั้งแต่ปี 2550 ระหว่างการพิจารณาคดีของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่อัยการสูงสุดยื่นฟ้อง “ทักษิณ” กับพวกในคดีธนาคารกรุงไทยปล่อยกู้กฤษดามหานคร  ดีเอสไอสอบพยานไว้มากกว่า100ปาก แต่ก็หยุดไว้เพียงแค่นั้น จนกระทั่งศาลมีคำพิพากษาจำคุกผู้บริหารธ.กรุงไทยและผู้บริหารกฤษดามหานคร จึงถือว่าศาลตัดสินแล้วว่าเป็นการทุจริต ดังนั้นเงินที่ถูกแปรสภาพไปจากการทุจริต จึงเข้าข่ายความผิดฐานฟอกเงิน และผู้ที่รับเงินจากกฤษดามหานครโดยไม่มีมูลหนี้ต่อกันก็เข้าข่ายฟอกเงิน

           การสอบสวนพยานมากกว่า100ปาก ทำให้ดีเอสไอสรุปสำนวน โดยแยกสั่งฟ้องกลุ่มนิติบุคคลรวมถึงนายมานพ ธิวารี รวม 13 ราย ฐานฟอกเงินจากการรับเงินจากกฤษดามหานครโดยไม่มีมูลหนี้ต่อกันไปแล้ว 

           ส่วนวงเงิน 10 ล้านบาท กับ 26 ล้านบาทนั้น พนักงานสอบสวนแยกเป็น 2 สำนวน เพื่อรวบรวมหลักฐานเพิ่มเติม จนกระทั่งคณะพนักงานสอบสวนมีมติให้ปปง. เข้าให้ปากคำประกอบเอกสารคำร้องทุกข์กล่าวโทษ ฉบับที่ ปง.0002.5/2254 ลงวันที่ 22 พ.ค.59 ถึงดีเอสไอ โดยเนื้อหาเป็นการกล่าวโทษบุคคลจำนวน 4 รายที่ได้รับโอน หรือเกี่ยวข้องกับเงินอันเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดและขอให้ดีเอสไอพิจารณารวบรวมพยานหลักฐานที่บ่งชี้ถึงเจตนาที่ผู้กระทำรู้ว่าทรัพย์สินที่ได้รับโอน หรือเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยนั้นเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด และกระทำโดยเจตนาพิเศษ เพื่อซุกซ่อนปกปิด อำพรางแหล่งที่มาของทรัพย์สินนั้น อันอาจเป็นความผิดของกฎหมายฟอกเงิน

           “พานทองแท้” คดีฟอกเงิน ..คิวต่อไป ?

           และ “คดีฟอกเงิน” เดินมาถึงจุดของการเรียกตัวผู้เกี่ยวข้องมารับทราบข้อกล่าวหา ทางฟากดีเอสไอถือว่าพยานหลักฐานครบองค์ประกอบความผิดฐานฟอกเงิน100 %แล้ว โดยในส่วนของ “พานทองแท้” ซึ่งก่อนหน้านี้เคยเดินทางมาชี้แจงกับดีเอสไอในฐานะพยาน  ได้ให้การว่า รับเงินจากนายรัชดา กฤษดาธานนท์ จำนวน 10ล้านบาท โดยอ้างว่าเป็นเงินลงทุนเพื่อร่วมธุรกิจนำเข้ารถยนต์หรู ต่อมาได้ยกเลิกคืนเงินกันไป ส่วนเหตุผลที่ต้องโอนเงินเปลี่ยนบัญชีถึง3ครั้ง ก็เพื่อความสะดวกในการทำธุรกรรมการเงิน ซึ่งพนักงานสอบสวนมองว่าเงินเพียง10ล้านบาท ร่วมหุ้นกัน 2คน รวม 20 ล้านบาท นำเข้ารถยนต์หรูได้เพียงแค่ครึ่งคัน จึงไม่เชื่อในข้อแก้ต่างนี้ อีกทั้งการรับเงินไปเข้าบัญชีไว้นาน1ปี แล้วค่อยคืนเงินกันภายหลังเมื่อมีการตรวจสอบพบว่ามีการทุจริตอนุมัติเงินกู้ พฤติการณ์แห่งคดีจึงเข้าข่ายองค์ประกอบความผิด ซุกซ่อน ปกปิด อำพราง แหล่งที่มาของทรัพย์สิน

           ส่วนวงเงิน 26 ล้านบาท เป็นวงเงินอีกก้อนที่ ปปง.ร้องทุกข์กล่าวโทษให้ ดีเอสไอสอบสวนดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องตามที่ปรากฏหลักฐานเส้นทางการเงิน

           โดยเงินก้อนนี้เริ่มต้นจากเมื่อวันที่ 30 ธ.ค.2546 นายธีรโชติ พรมคุณ พนักงานของ บริษัท กฤษดามหานคร ได้ซื้อแคชเชียร์เช็ค ธนาคารไทยธนาคาร จำนวน 26ล้านบาท โดยหักจากบัญชีของนาย วิชัย กฤษดาธานนท์ สั่งจ่ายนายพานทองแท้ และนำเข้าบัญชีของนายพานทองแท้ที่ธนาคารกรุงเทพ แต่ในวันเดียวกันมีการยกเลิกรายการ โดยพานทองแท้ ชี้แจงว่า เงินดังกล่าวนายรัชดา กฤษดาธานนท์ (บุตรชายของนายวิชัย เจ้าของบริษัทกฤษดามหานคร) ต้องการฝากซื้อหุ้น จึงแนะนำให้นายรัชดา โอนเงินไปเข้าบัญชีของนางเกศินี จิปิภพ มารดาของนางกาญจนาภา หงส์เหิน (เลขาส่วนตัวของคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร) เพื่อฝากให้นายวันชัย หงส์เหิน (สามีกาญจนาภา หงส์เหิน) ซื้อหุ้นบริษัท ช.การช่าง จำกัด ผ่านพอร์ตหุ้นของนางเกศินี วันรุ่งขึ้นนายธีรโชติ ซื้อแคชเชียร์เช็ค26ล้านบาท สั่งจ่ายเข้าบัญชีของนางเกศินี

           ในชั้นสอบสวน ปรากฏหลักฐานเพียงการโอนเงินไปซื้อหุ้น26ล้านบาท ตามคำกล่าวอ้าง แต่เมื่อถึงเวลาขายหุ้นทำกำไร ไม่พบหลักฐานการโอนเงินคืนให้นายรัชดา กฤษดาธานนท์ โดย“วันชัย”และ“กาญจนาภา”อ้างว่า ทยอยคืนเงินให้“รัชดา”เป็นเงินหลายครั้ง ครั้งละประมาณล้านบาทเศษ โดยทำบันทึกจ่ายเงินกันเพียงคร่าวๆเท่านั้น จึงไม่มีหลักฐานในการคืนเงินกันอย่างเป็นทางการ หลักฐานในชั้นแจ้งข้อกล่าวหาในวงเงิน26ล้านบาท จึงเข้าองค์ประกอบฟอกเงิน จากการเปลี่ยนแปลงสภาพทรัพย์สิน

          ทั้งนี้ในส่วนวงเงิน 26 ล้านบาท มีแนวโน้มว่าดีเอสไอ จะแจ้งข้อกล่าวหากับบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้จำนวน 3 คน  แต่ไม่ใช่นายพานทองแท้ 

         สำหรับการออกหมายเรียก “กลุ่มของพานทองแท้” เข้ารับทราบข้อหาฟอกเงิน  คือ วันที่ 24 ตุลาคมนี้   โดยหลังจากผู้ถูกออกหมายเรียกเข้าพบพนักงานสอบสวนดีเอสไอตามหมายเรียกเข้ารับทราบข้อกล่าวหา ก็จะถูกแจ้งข้อกล่าวหา แต่การแจ้งข้อกล่าวหา ยังไม่ใช่การสรุปความเห็นสั่งฟ้อง เพราะตามขั้นตอนผู้ต้องหาต้องนำพยานเข้าชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา และสามารถอ้างพยานต่างๆ เพื่อให้พนักงานสอบสวนไปสอบปากคำเข้ามาประกอบสำนวนคดี ก่อนที่พนักงานสอบสวนจะทำความเห็นในคดีว่าเห็นควรสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้อง  อย่างเช่น ถ้าประเด็นร่วมทุนธุรกิจนำเข้ารถหรูของนายพานทองแท้มีกิจการจริง มีการจัดตั้งบริษัทพร้อมแผนการนำเข้ารถยนต์ ก็รับฟังได้ พนักงานสอบสวนอาจมีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง แต่ต้องไม่ใช่การรับเงินกันเพียงลอยๆ

          ทั้งนี้ก่อนหน้านี้ นายพานทองแท้  เคยถูก คตส. กล่าวหาว่ารับของโจร  กรณีธนาคารกรุงไทยปล่อยกู้กฤษดามหานคร แต่สุดท้ายข้อหารับของโจรได้ขาดอายุความไป

          ส่วนประเด็นที่ทนายความของ“พานทองแท้”  และนายวีระ สมความคิด เข้ายื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรม ร้องทุกข์กล่าวโทษให้ดีเอสไอสอบสวนเอาผิดกับนาย อุตตม สาวนายน กับนายชัยณรงค์ อินทรมีทรัพย์ ซึ่งร่วมเป็นบอร์ดธนาคารกรุงไทย ชุดที่อนุมัติเงินกู้ให้กฤษดามหานครนั้น ดีเอสไอได้ตั้งคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงถึงคำร้องทุกข์กล่าวโทษของ คตส.และคำพิพากษาของศาลฎีกาในคดีธนาคารกรุงไทยปล่อยกู้กฤษดามหานคร  เพื่อให้ได้ความชัดเจนว่า นายอุตตมกับนายชัยณรงค์นั้น ถูกกันเป็นพยานไว้ตั้งแต่ต้นจริงหรือไม่ 

        สำหรับนายพานทองแท้ ได้โพสเฟสบุ๊คของตนเอง เมื่อวันที่ 8 กันยายนที่ผ่านมา มีใจความว่า “ไม่มีความเลวร้ายใด ที่จะยิ่งไปกว่าความเลวร้ายที่ืได้กระทำโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายหรือในนามของกระบวนกระบวนการยุติธรรม” ซึ่งเป็นคำกล่าวของ มงแต็สกีเยอ ที่คุณพ่อผมเพิ่งนำมาทวิตไปเมื่อวันก่อน 

    ...ขณะนี้ได้มีเอกสารหลุดอีกฉบับหนึ่ง เกี่ยวกับเรื่องตัวผมโดยตรง ซึ่งเป็นของอดีตรองอธิีบดีดีเอสไอ ที่ได้ทำหนังสือร้องเรียนไปยังคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม ว่า ได้รับคำสั่งให้แจ้งข้อกล่าวหาเพื่อดำเนินคดีกับนายพานทองแท้ ทั้งที่ตนเองได้ชี้แจงข้อเท็จจริงให้ผู้สั่งการทราบแล้วว่า ธุรกรรมของนายพานทองแท้ ไม่ได้มีส่วนใดที่ผิดกฎหมาย จึงไม่สามารถแจ้งข้อกล่าวหาเพื่อดำเนินคดีได้ เป็นเหตุให้ตนเองต้องถูกปลดออกจากตำแหน่งรองอธิบดีไปนั่งตบยุงที่สำนักนายกรัฐมนตรี 

      ...จะตรวจสอบคดีแบงค์กรุงไทย ซึ่งมีการกู้เงินนับหมื่นล้านบาท แทนที่จะไปตรวจสอบองค์กรที่ได้รับผลประโยชน์ก้อนใหญ่ หรือรายชื่อยนายทหาร นายตำรวจ และบุคคลองค์กรอื่นๆอีกกว่า 300 ธุรกรรม กลับไม่สนใจจะตรวจสอบ แต่กลับมาสั่งการกับผู้ปฏิบัติแบบเน้นๆ ให้จ้องเอาผิดกับธุรกรรมทางการเงินจำนวน 10 ล้านบาท ซึ่งเท่ากับ 0.1 % ของจำนวนเงินทั้งหมด เพียงเพราะว่าเป็นธุรกรรมทางการเงินของลูกอดีตนายกฯ ที่ตัวเองตั้งธงเอาไว้แล้วว่า จะต้องยัดเยียดความผิดให้ได้ 

         ต้องรอดูกันต่อไปว่า สุดท้ายคดีนี้จะลงเอยอย่างไร ‘ พานทองแท้’ ทายาท“ตระกูลชินวัตร” จะต้องประสบชะตากรรมเดินตามรอย“พ่อ”และ“อาปู” หรือไม่