
"ธนาคารที่ดิน"ตอบโจทย์เศรษฐกิจ-สังคมจริงหรือ?
"ธนาคารที่ดิน"ตอบโจทย์เศรษฐกิจ-สังคมจริงหรือ?
การจัดทำร่างพระราชบัญญัติธนาคารที่ดิน ซึ่งได้ดำเนินการมาอย่างยาวนานใกล้ถึงบทสรุป หลังคณะอนุกรรมการบูรณาการและขับเคลื่อนการปฏิรูปเชิงระบบและโครงสร้างด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่มี ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรฒม์ เป็นประธานได้รวมร่างของทั้งสองฉบับทั้งร่างกระทรวงการคลังและร่างของปยป.มาไว้เป็นฉบับเดียว ก่อนจะนำเสนอเข้าสู่คณะรัฐมนตรี(ครม.)พิจารณา หลังจากใช้เวลาในการดำเนินการรวมร่าง 1 เดือนเต็ม(5 ก.ย.-5 ต.ค.)
"เส้นทางเดินของร่างพ.ร.บ.ธนาคารที่ดินทั้งสองร่างคือร่างที่อยู่กระทรวงการคลังและร่างของป.ย.ป.ใกล้มาถึงจุดจบแล้ว คณะทำงานกำลังเร่งมือกันอย่างเต็มที่ เพราะมีระยะเวลาแค่ 1 เดือนเท่านั้น เริ่มตั้งแต่ 5 ก.ย.จนถึง ต.ค.จะต้องแล้วเสร็จ จากนั้นก็จะนำเสนอให้ครม.พิจารณาในอาทิตย์ถัดไป"
ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรฒม์ ประธานคณะอนุกรรมการบุรณาการและขับเคลื่อนการปฏิรูปเชิงระบบและโครงสร้าง/คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกล่าวตอนหนึ่งในระหว่างการเสวนาโต๊ะกลม“ธนาคารที่ดินจะมีประโยชน์อย่างไรกับเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบัน” จัดโดยสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน(องค์การมหาชน)
ณ โรงแรมเดอะสุโกศล พญาไท เมื่อวันที่ 26 ก.ย.ที่ผ่านมา พร้อมย้ำว่าเรื่องที่ดินทำกินเป็นปัจจัยสำคัญที่าสุดในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ แต่ปัจจุบันที่ดินส่วนใหญ่อยู่ในมือของคนส่วนน้อยและยังไม่ได้นำมาใช้ประโยชน์อย่างเต็มศักยภาพ ขณะที่คนส่วนใหญ่ของกลับไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง
"ยุทธศาสตร์20ปีของรัฐบาลมี 17 เป้าหมาย เรื่องที่ดินอยู่ในเป้าที่1 ที่ขจัดความยากจน พอพูดถึงธนาคาร มันเหมืองของแสลง ทุกคนไม่อยากยุ่ง ตอนนี้ก็มีธนาคารที่ดิน ธนาคารต้นไม้ ธนาคารแรงงาน จะเรียกชื่ออิื่นก็ไม่น่าจะเป็นอะไรนะ"ดร.บัณฑูรกล่าว
ขณะที่ ผศ.อิทธิพล ศรีเสาวลักษณ์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านบริหารจัดการที่ดิน ยอมรับว่าแนวคิดในเรื่องของธนาคารที่ดินมีมานานแล้ว โดยเริ่มแรกที่สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(สปก.)สมัยนายไชยยงค์ ชูชาติ เลขาธิการ แต่ย่อส่วนมาอยู่ในรูปกองทุนอยู่ในสปก. ต่อมาธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธกส.)ได้นำเอาแนวคิดนี้จัดตั้งขึ้นในปี 2534 แต่ก็ล้มเลิกไปเนื่องจากเกิดปัญหาการทุจริต จนพัฒนามาเป็นธนาคารที่ดินในวันนี้
"ถามว่าแล้วธนาคารที่ดินจะอยู่ตรงไหน หน่วยงานทุกหน่วยงานวันนี้ทำงานในที่ดินของรัฐ จัดระเบียบที่ดินของรัฐให้เป็นสัดส่วนให้ประชาชน ส่วนที่ดินเอกชนอยู่ตรงไหน ผมเคยทำวิจัยก่อนปีที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจในปี'40 ซึ่งพบว่าสาเหตุของปัญหาการเกิดวิกฤติในครั้งนั้นมาจากที่ดินเป็นต้นเหตุของการล่มสลายของเศรษฐกิจที่เกิดจากการเก็งกำไร จากบทเรียนในครั้งนั้น ทำให้เรามองเห็นว่ามันน่าจะมีกลไกอะไรที่จะช่วยกระจายการถือครองในที่ดินเอกชน ถามว่ามีสปก.อยู่แล้วทำไมต้องมีอย่างอื่นด้วยละ สปก.เปรียบเป็นยักษ์ที่โดนมัดมือ มัดเท้า ไปทำงานตรงไหนก็ต้องไปประกาศเขตตรงนั้น ถ้าจะเวนคืนก็ทำไม่ได้ แล้วก็ถูกบังคับให้ซื้อในเขตที่ประกาศด้วย ซึ่งมันไม่ครอบคลุม แต่ธนาคารที่ดินจะทำได้ทุกที่ที่มีที่ดินถูกทิ้งร้าง ธนาคารที่ดินจะเป็นตัวกลางให้กับเกษตรกรที่มีที่ดินกำลังหลุดมือและยังเป็นเป้าหมายหนึ่งในนโยบายรัฐบาลด้วย"
ปัจจุบันพื้ืนที่ประเทศไทยมีที่ดินทั้งสิ้น 320 ล้านไร่ มีพื้นที่การเกษตร 149 ล้านไร่ ในจำนวนนี้เป็นพื้นที่เกษตรกรถือครองอยู่ 72 ล้านไร่ ส่วนอีก 77 ล้านไร่เป็นพื้นที่ของคนอื่นที่ไม่ใช่เกษตรกร โดยแบ่งให้ผู้อื่นเช่า 29 ล้านไร่ ส่วนที่เหลือขายฝากและอื่น ๆ ทำให้ความมั่นคงของเกษตรกรมีปัญหา เนื่องจากที่ดินส่วนใหญ่ม่ได้อยู่ในมือของคนทำการเกษตร
ส่วน นที ขลิบทอง ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ(กทบ.)มองว่าสิ่งที่ประชาชนได้จากธนาคารที่ดิน นอกจากมีที่ดินทำกินเป็นของตัวเองแล้ว สิ่งที่ต้องมองมากกว่านั้นก็คือการส่งเสริมการลงทุนภาคประชาชน เพราะจะเป็นช่วยสร้างชุมชนเข้มแข้ง สร้างโอกาสและสร้างอนาคตให้กับพวกเขา จะเห็นว่าวันนี้มีที่ดินปล่อยทิ้งร้างไว้ไม่ไเได้นำมาใช้ให้เเกิดประโยชน์เป็นจำนวนมาก หากเราสามารถทำอะไรได้มากกว่านั้น หมายถึงทรัพย์สินของประเทศเพิ่มขึ้นด้วย
เขาย้ำว่าการขับเคลื่อนธนาคารที่ดินต้องให้โอกาสภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อน โดยยกตัวอย่างความสำเร็จของกองทุนหมู่บ้านว่าหลังรัฐบาลให้เงินมา 1.5 แสนล้าน โดยแบ่งเป็นสินเชื่อ 1 แสนล้านบาทและเงินลงทุน 5 หมื่นล้านบาทเมื่อ 16 ปีที่แล้ว ปัจจุบันมีเงินออมที่เกิดจากภาคประชาชนประมาณ 5 หมื่นล้านบาท ซึ่งผลสำเร็จที่เกิดขึ้นทั้งหมดมาจากภาคประชาชนทั้งสิ้น พร้อมเชิญชวนสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน(องค์การมหาชน)ทำโครงการนำร่องร่วมกับกองทุนหมู่บ้านฯเพื่อจะได้นำจุดดีมาปรับใช้และหาจุดบกพร่องที่เกิดขึ้นเพื่อนำมาแก้ปัญหาในอนาคตด้วย
ด้าน สถิตย์พงษ์ สุดชูเกียรติ ผู้อำนวยการสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน(องค์การมหาชน)เผยว่าเรื่องที่ดินทำกินเป็นปัญหามาอย่างยาวนานไม่ต่ำกว่า 50-60 ปี รัฐบาลทุกยุกทุกสมัยได้พยายามแก้ปัญหา แต่ก็ยังทำอะไรไม่ได้มากนัก โดยดูจากตัวเลขการเสียภาษีของประชาชนพบว่ากลุ่มคนเสียภาษีมีอยู่เพียง 30 %เท่านั้น ส่วนอีก 70 %ไม่เสียภาษี เนื่องจากรายได้ต่อปียังไม่ถึงเกณฑ์ที่กำหนด ซึ่งหากปล่อยให้เป็นอย่างนี้ต่อไปผลกระทบจะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจและสังคมของประเทศอย่างแน่นอน ในทางกลับกันหากกลุ่มคนเสียภาษีอยู่ที่ 70% แสดงว่าเศรษฐกิจของประเทศโดยรวมก็จะดีขึ้นตามไปด้วย
"ดูเศรษฐกิจของประเทศจะดีไม่ดีให้ดูจากการเสียภาษีของพลเมือง ถ้าทุกคนเสียภาษี เศรษฐกิจโดยรวมจะดีตามไปด้วย ปัญหาสังคมก็จะดีขึ้น วันนี้ประเทศไทยมีกลุ่มคนที่เสียภาษีเฉลี่ยอยู่ที่ 30% ส่วนอีก 70%ไม่เสีย ใช่ว่าจะดีนะครับ ถ้าปล่อยอย่างนี้ไปจะเป็นปัญหาเศรษฐกิจและสังคมจะตามมา ฉะนั้นทำอย่างไรให้ทุกคนมีรายได้แล้วเสียภาษี ถ้ากลับกันคนทั้งประเทศเสียภาษี70% สังคมและเศรษฐกิจก็ดีตามไปด้วย นี่คือสิ่งจำเป็นว่าทำไมเราจึงมีธนาคารที่ดิน เพราะต้องการให้ทุกคนมีที่ทำกิน มีแหล่งทุน มีรายได้ที่มากพอแล้วก็นำมาจ่ายภาษี"สถิตย์พงษ์กล่าวย้ำ
เสียงวิพากษ์จากภาคประชาชน
สุรพล สงฆ์รักษ์ ตัวแทนเกษตรกรและผู้ประสานงานสหพันธ์เกษตรกรภาคใต้กล่าวถึงธนาคารที่ดินว่าเป็นกลไกสำคัญในการการกระจายถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรม โดยเฉพาะที่รกร้าง ที่เก็งกำไร ไม่มีการใช้ประโยชน์อะไรมาอย่างยาวนาน ทำให้เสียโอกาสทางเศรษฐกิจของประะเทศ แต่ประเด็นปัญหาสำคัญรัฐบาลอย่าไปกำหนดควบคุมการถือครองที่ดินของเกษตรกร แค่ 3-5 ไร่ แต่ขอให้กำหนดเพดานจะดีกว่า แต่อาจกำหนดเพดานเอาไว้ไม่เกิน 50 ไร่ป้องกันนายทุนเข้ามา
"ถ้าครรอบครัวมีสมาชิก 4 คนจะแบ่งคนละ1ไร่กว่า ๆ ไม่สอดคล้องกับเศรษฐกิจ พื้นที่แค่นี้เขาจะเอาไปทำอะไรกิน อย่างน้อยต้อง 16 ไร่ขึ้นถึงจะพ้นความยากจน นี่เป็นงานวิจัยนะ ผมว่าธนาคารที่ดินต้องออกมานอกกรอบนั้นให้ได้ ถ้าอยากให้เศรษฐหกิจดีขึ้นต้องไปที่ฐานราก"
สุรพลยอมรับว่าปัญหาความขัดแย้งของเกษตรกรส่วนใหญ่ทุกวันนี้มาจากเรื่องที่ดินเป็นหลัก หากแก้ปัญหาเรื่องที่ดินได้ ปัญหาความขัดแย้งในสังคมก็จะไม่มีหรือมีน้อยลง สังคมก็สงบไม่มีความขัดแย้ง จะเห็นว่าจากอดีตจนปัจจุบันไม่ว่ากลุ่มไหนจังหวัดไหนที่ขัดแย้งกันส่วนใหญ่มาากเรื่องที่ดิน ซึ่งปัญหาดังกล่าวทางสหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ได้เสนอทางแก้มายังรัฐบาลโดยตลอด ซึ่งยุทธศาสตร์การแก้ปัญหาที่ดิน ไม่ได้มีเฉพาะธนาคารที่ดินอย่างเดียว แต่จะต้องมีโฉนดชุมชน มาตรการทางภาษี การคุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรม ทุกองคาพยพจะต้องดำเนินการไปพร้อม ๆ กัน
"อย่างที่ธนาคารไปกำหนดโครงการนำร่องที่จ.นครศรีฯ เพราะท่านดูจากตัวเลขจากจปถ.พบว่าจ.นครฯมีคนยากจนมากกว่าที่สุราษฎร์ จึงไปกำหนดโครงการนำร่องที่นั่น ผมเข้าใจครับว่าคนนครมีคนยากจนมากกว่า แต่ปัญหาที่ดินอยู่ที่สุราษฎร์ และคนนครศรีฯจะอพยพมาทำกินอยู่ทีี่สุราาฎร์มากที่สุด ผมว่าท่านยังแก้ปัญหาไม่ถูกจุด ถ้ายึดความยากจนของคน พอไปกำหนดที่นครศรีที่ดินก็หายาก เพราะที่ดินอยู่ที่สุราษฎร์ ผมว่าหลักการจะต้องสอดคล้องกับที่ดิน เราต่อสู้มาเป็นสิบ ๆ ปีเพื่อเรียกร้องให้มีธนาคารที่ดิน สุดท้ายฝนไม่ตกที่บ้านเรา กลับไปตกที่นครศรีฯ" สุรพลกล่าวทิ้งท้าย



