คอลัมนิสต์

แนวรบการเมืองหลังคำพิพากษา “ยิ่งลักษณ์"

แนวรบการเมืองหลังคำพิพากษา “ยิ่งลักษณ์"

28 ก.ย. 2560

แนวรบการเมืองหลังคำพิพากษา :  ขีดเส้นใหม่ตั้งแต่ “ยิ่งลักษณ์” ไม่มา


          คำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่ให้จำคุก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นเวลา 5 ปี โดยไม่รอลงอาญา ทำให้เกิดคำถามว่า “การเมืองไทย” จะเดินหน้าไปทางไหน
          ต้องบอกว่า ณ วันนี้ ชะตากรรมของ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” นั้นไม่ต่างไปจาก “ทักษิณ ชินวัตร” พี่ชายของเธอที่ต้องระหกระเหินไปได้ทุกแห่งหนในโลกนี้ ยกเว้นประเทศไทย เพราะติดสถานะ “หนีคดี”
          ว่ากันตามจริง เส้นทางการเมืองหลังจากนี้ได้ถูกขีดขึ้นใหม่ นับตั้งแต่วันที่ “ยิ่งลักษณ์” ตัดสินใจไม่มาฟังคำพิพากษาเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม ที่ผ่านมาแล้ว ซึ่งสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ง่ายกับทั้งฝ่าย “ยิ่งลักษณ์ - ทักษิณ - เพื่อไทย” หรือฝั่งกุมอำนาจรัฐอย่าง “คสช.”
โดยในฝั่ง คสช. ต้องบอกว่างานง่ายกว่า เพราะไหนจะไม่ต้องห่วงเรื่องความวุ่นวายที่จะเกิดขึ้นหาก “ยิ่งลักษณ์” ต้องเดินเข้าคุก หนำซ้ำยังมีคำอธิบายทางการเมืองได้ไปอีกนาน ว่า “หากไม่ผิดจะหนีทำไม” การรุกไล่ทางการเมืองจะทำได้เต็มที่กว่าวันที่เธอยังอยู่ในประเทศ
          คำอธิบายที่ว่าด้วยการละเมิดกฎหมาย การปล่อยปละละเลย จะถูกย้ำหัวตะปูว่า “ยิ่งลักษณ์” มีความผิดจริง และนำมาโฆษณาเพื่อสร้างความชอบธรรม สำหรับการยึดและการอยู่ในอำนาจ พร้อมทั้งสร้างภาพลบให้นักการเมือง รวมถึงอธิบายว่าสิ่งที่เป็นไปนั้นเป็นไปตามหลักของกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม 

                      แนวรบการเมืองหลังคำพิพากษา “ยิ่งลักษณ์"
          มิพักต้องพูดถึง การใช้กรณีนี้เป็น "พันธมิตรทางการเมืองในมุมกลับ" ไม่ว่าจะเป็นการเรียกความนิยมผ่านความหวาดกลัว หรือการใช้เป็นประเด็นเรียกร้องความสนใจในยามที่รัฐบาลต้องการให้โฟกัสเรื่องอื่น แทนเรื่องที่ตนเองเพลี่ยงพล้ำ หรือการสร้างภาพที่น่าหวาดกลัวของนักการเมืองผ่านคำพิพากษา
          ขณะที่การเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในปีหน้าหากไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง คสช.น่าจะอยู่ในฐานะที่ได้เปรียบขึ้น เพราะ “เพื่อไทย” จะอยู่ในสถานะยากลำบากในการหาตัวผู้ถือธงนำ เพราะหากใครที่จะอาสาเข้ามาย่อมต้องคิดหนักถึงภาพอนาคตที่จะเกิดขึ้นกับตัวเอง หาไม่แล้วอาจต้องมีชะตากรรมที่ไม่ต่างกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนในตระกูล “ชินวัตร” ที่น่าจะจดจำบทเรียนชนิดฝังหัว
          อย่างไรก็ตาม ใช่ว่า คสช.จะได้ประโยชน์จากการนี้แต่เพียงฝ่ายเดียว ฝ่ายผู้ถูกรุกไล่เอง ก็ปลดปล่อยตัวเองออกจากชนักในประเทศ และเปิดเกมรุกใหม่ในต่างประเทศ จริงอยู่ที่การหลบลี้ของเธอ ทำให้กองเชียร์หลายคนผิดหวัง แต่จากเวลาหนึ่งเดือนที่ผ่านมาก็พิสูจน์ทราบแล้วว่า ความผิดหวังเป็นเพียงแค่อารมณ์ชั่ววูบ แต่ไม่กระทบต่อความเชื่อมั่นในภาพหลัก ซ้ำยังออกอาการเห็นใจ และเข้าใจถึงการไม่ปรากฏตัวเพื่อรับฟังคำพิพากษา แม้เจ้าตัวจะยังไม่ออกมาอธิบายถึงเหตุผลด้วยซ้ำ

                    แนวรบการเมืองหลังคำพิพากษา “ยิ่งลักษณ์"
          แน่นอนว่าทาง “เพื่อไทย” เองต้องออกมาปกป้อง “ยิ่งลักษณ์” โดยระบุว่าการตัดสินของศาลยังมีข้อน่ากังขา โดยเฉพาะเรื่องนโยบายที่เป็นการช่วยเหลือประชาชน และวาทกรรมเรื่อง “ศาลการเมือง” หรือ “สองมาตรฐาน” ก็ยังจะถูกหยิบมาใช้ เช่นที่ผ่านมา และเรื่องนี้จะถูกหยิบยกขึ้นนำเสนอและขอความเห็นใจต่อสังคมโลก
          จากนี้ที่น่าสนใจคือส่วนของ “ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์-เพื่อไทย” ที่ไม่มีพันธนาการเป็นโทษในประเทศ จะใช้เวทีโลกขยับเคลื่อนไหวอย่างไร จะเคลื่อนไหวอย่างอิสระ และเพิ่มความถี่ในการสู้มากขึ้นหรือไม่ หรือจะใช้ท่าทีคล้ายกับที่ผ่านมา
          แต่ที่แน่ๆ พวกเขายังมีงานเฉพาะหน้าที่ต้องคิด หากยังจะสู้ในการเมืองหลังการเลือกตั้ง พวกเขาจะทำอย่างไรกับพรรคเพื่อไทย ที่จะเป็นตัวแทนขับเคลื่อนอย่างเป็นทางการในประเทศ สิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ กติกาที่ถูกเขียนขึ้นใหม่นั้น ไม่เอื้อให้พวกเขาก้าวขึ้นสู่อำนาจเหมือนที่ผ่านๆ มาอีกแล้ว และเอื้อประโยชน์ต่อพรรคขนาดกลาง รวมถึงส่งเสริมตัวบุคคลมีความสำคัญเหนือกว่าพรรคในการเลือกตั้ง จึงเป็นไปได้มากว่า เราอาจจะเห็นเหล่าอดีต ส.ส. ถอดเสื้อพรรคเพื่อไทย ไปสวมใส่เสื้อของพรรคอื่นแทน จึงเป็นที่มาที่หลายคนห่วงว่าในอนาคตพรรคเพื่อไทยจะแตกหรือไม่

                      แนวรบการเมืองหลังคำพิพากษา “ยิ่งลักษณ์"
         โดย “เจษฏ์ โทณะวณิก” ผู้ทรงคุณวุฒิภาควิชานิติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ ที่ปรึกษากรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ก็ระบุว่า เมื่อไม่มีแกนนำตระกูลชินวัตรเข้ามาบริหารงาน สมาชิกพรรคอาจจะแยกไปทำพรรคการเมืองของตัวเอง ตามกลุ่มและพรรคเดิมที่เคยสังกัดก่อนกลับมาเป็นพรรคไทยรักไทย เพื่อไทยอาจได้คะแนนน้อยลงแต่ก็ไม่ทำให้พรรคอื่นได้เสียงข้างมากแบบเบ็ดเสร็จ
         เมื่อเป็นเช่นนี้ “ทหาร” จะเป็นตัวแปรสำหรับการเลือกตั้งครั้งหน้า  
อย่างไรก็ตาม คนในพรรคเพื่อไทยเองยังเชื่อมั่นลึกๆ ว่าท้ายที่สุดแล้ว เหล่าอดีต ส.ส. น่าจะยังอยู่กับพรรค เพราะบทเรียนจากที่ผ่านมาเมื่อมีการเลือกตั้งภายหลังรัฐประหาร คนที่ย้ายพรรคมักจะสอบตก
         ตอนนี้จึงเหลือโจทย์ว่า จะบริหารจัดการกับพรรคอย่างไร จะยอมโอนอ่อนต่ออำนาจ หรือสู้สุดใจเพื่อหวัง “แลนด์สไลด์” พลิกสถานการณ์กลับมาเป็นผู้นำ
        จากนี้ สถานการณ์ของ คสช.เชื่อได้ว่าจะมั่นคงขึ้น และเดินหน้าตามโรดแม็พเลือกตั้งได้อย่างสบายใจ เพราะไม่มีปัจจัยใดๆ ที่จะมาสั่นคลอนรัฐบาลได้จนถึงปีหน้า เพราะต่อให้แรงเขย่าที่มาจากต่างประเทศมีมากเพียงใด ก็ย่อมไม่อาจสร้างความหวั่นไหวให้กับกลุ่มอำนาจปัจจุบันได้
          ถึงนาทีนี้ รัฐบาลมีแต่จะสร้างความแข็งแกร่งให้มากขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนี้ยังมีไพ่ในมือเรื่องโรดแม็พ หากเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็อาจจะมีวิธีที่จะเลื่อนการเลือกตั้งออกไปจนกว่าจะมั่นใจว่าสถานการณ์จะเรียบร้อย

                         แนวรบการเมืองหลังคำพิพากษา “ยิ่งลักษณ์"
           ขณะที่บรรดานักการเมือง และผู้ที่คร่ำหวอดเองก็ยังสงวนท่าทีต่อเรื่องนี้ เช่น “สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล” ที่ระบุว่ายังเร็วเกินไปที่จะมองอะไร เพราะยังอยู่ในช่วงฝุ่นตลบ แต่ยอมรับว่าผลการตัดสินครั้งนี้จะกระทบต่อนักการเมือง และการทำงานในอนาคตเองฝ่ายบริหารก็ต้องหาทางควบคุมฝ่ายปฏิบัติให้มากขึ้น
          นี่คือเกมการเมืองบนโต๊ะที่จะเดินหน้าต่อไป  แต่เกมการเมืองอันว่าด้วยความปรองดอง ต้องบอกว่า “สถานการณ์ไม่เปลี่ยนแปลง”  เพราะกลุ่มผู้สนับสนุนยังคงเชื่อมั่นในคำอธิบายและการกระทำของฝั่งตนอย่างเต็มเปี่ยม 
          พื้นที่การต่อสู้ถูกขีดเส้นใหม่ไว้ตั้งแต่เมื่อวันที่ 25 สิงหาคมแล้ว นอกประเทศเป็นของ “ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์”  ส่วนในประเทศไทย “คสช.” ยังเบ็ดเสร็จ จนกว่าจะถึงวันเลือกตั้ง จากนั้นต้องดูว่า “การเมือง” และ “ทหาร” จะอยู่กันอย่างไร ผลเลือกตั้งจะเป็นคำตอบ 

อรรถยุทธ  บุตรศรีภูมิ