
ทำไม? ป.ป.ช. เลือกอุทธรณ์ 'คดีสลายพันธมิตรฯ'
สุดท้าย ป.ป.ช. ก็เลือกอุทธรณ์ เฉพาะ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ในคดีสลายพันธมิตรฯ เพียงคนเดียว ทำไม?
คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ป.ป.ช.) ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่ให้ยกฟ้องในคดีสลายม็อบพันธมิตรฯปี 2551 ไปเรียบร้อยแล้ววันนี้(31 ส.ค) แต่เป็นการยื่นอุทธรณ์เพียง พล.ต.ท. สุชาติ เหมือนแก้ว อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล จำเลยที่ 4 เพียงคนเดียวเท่านั้น
ทั้งนี้คดีนี้มีจำเลย 4 คน คือ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี จำเลยที่ 1, พล.อ. ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกรัฐมนตรี จำเลยที่ 2, พล.ต.อ. พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จำเลยที่ 3 และ พล.ต.ท. สุชาติ เหมือนแก้ว อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล จำเลยที่ 4 โดยยื่นฟ้องในข้อหาเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตาม ป.อ.มาตรา 157 จากการสั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้อาวุธปราบปรามประชาชนที่กำลังชุมนุมบริเวณหน้ารัฐสภา (กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย) เมื่อวันที่ 6-7 ตุลาคม 2551 เป็นเหตุให้ประชาชนที่กำลังชุมนุมได้รับบาดเจ็บ และถึงแก่ความตาย
ก่อนหน้านี้ ป.ป.ช. ได้เปิดเผยถึงผลการประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. เกี่ยวกับการยื่นอุทธรณ์คดีนี้ว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้มีมติให้ยื่นคำร้องอุทธรณ์คดีดังกล่าวต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เฉพาะกรณี พล.ต.ท. สุชาติ เหมือนแก้ว อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล จำเลยที่ 4 เพียงรายเดียว โดยมติที่ประชุมเสียงข้างมากจำนวน 8 เสียง งดออกเสียงจำนวน 1 เสียง
โดยเหตุผลที่ ป.ป.ช.ยื่นอุทธรณ์ในส่วนของ พล.ต.ท.สุชาติ จำเลยที่ 4 ก็เพราะเห็นว่า พล.ต.ท. สุชาติ ในขณะเกิดเหตุเป็นผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่เป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ตามแผนรักษาความสงบ (กรกฎ 48) ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมีอำนาจหน้าที่สั่งการและบังคับบัญชานายตำรวจที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์สลายการชุมนุม
ดังนั้นในการทำหน้าที่ผู้บัญชาการเหตุการณ์ดังกล่าว พล.ต.ท. สุชาติ จำเลยที่ 4 ย่อมทราบถึงสถานการณ์การใช้แก๊สน้ำตาโดยตลอดในช่วงเวลาของการสลายการชุมนุม ตั้งแต่ช่วงเช้า ช่วงบ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาค่ำ โดยเป็นผู้สั่งการหรือรู้เห็นยินยอมให้ผู้บังคับบัญชาระดับรองลงไปสั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ปฏิบัติยิงหรือขว้างระเบิดแก๊สน้ำตาเข้าใส่กลุ่มผู้ชุมนุม ทำให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต ทั้งที่ พล.ต.ท.สุชาติจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์สมควรประเมินสถานการณ์ และระงับยับยั้งเหตุการณ์ เพื่อบรรเทาหรือป้องกันมิให้เกิดอันตรายแก่ผู้ชุมนุมเพิ่มเติม การที่ พล.ต.ท.สุชาติ จำเลยที่ 4 ไม่ได้มีคำสั่งระงับยับยั้งหรือปรับเปลี่ยนวิธีการใช้แก๊สน้ำตาต่อผู้ชุมนุม จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหาย จึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157
ส่วนกรณีนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี จำเลยที่ 1, พล.อ. ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกรัฐมนตรี จำเลยที่ 2 และ พล.ต.อ. พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จำเลยที่ 3 ที่ประชุม ป.ป.ช. พิจารณาแล้ว เห็นด้วยกับคำพิพากษาของศาลฎีกาฯ ที่ให้ยกฟ้องคดี โดยมีเสียงข้างมาก 7 เสียง ไม่เห็นด้วย 1 เสียง และงดออกเสียง 1 เสียง
โดยสาเหตุที่ไม่ยื่นอุทธรณ์ เนื่องจากเห็นว่า ทั้งสามคนเป็นเพียงผู้ให้นโยบาย ไม่ได้อยู่ใกล้ชิดเหตุการณ์ตลอดทั้งวัน จึงไม่อาจล่วงรู้เหตุการณ์ความรุนแรงได้เหมือนกับผู้บัญชาการเหตุการณ์ และไม่พบว่า มีเจตนาพิเศษต้องการให้เกิดความรุนแรงเกิดขึ้น อีกทั้ง จำเลยบางคน อาทิ พล.อ.ชวลิต ได้แสดงความรับผิดชอบด้วยการยื่นใบลาออกจากตำแหน่งนับตั้งแต่เมื่อรู้ว่าเกิดเหตุความรุนแรงขึ้น
ทั้งนี้ พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานคณะกรรมการป.ป.ช.ได้ร่วมเข้าประชุมด้วย แต่ได้งดออกเสียงในการลงมติเรื่องการยื่นอุทธรณ์ทั้งสองกรณี
ขณะที่ พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช. ได้ชี้แจงเหตุผลที่ยื่นอุทธรณ์ แค่จำเลยคนเดียว คือ พล.ต.ท.สุชาติ ว่า เป็นการพิจารณาจากพยานหลักฐาน คำพิพากษากลาง คำวินิจฉัยส่วนตัวของผู้พิพากษาในองค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอย่างละเอียด จึงอุทธรณ์ พล.ต.ท. สุชาติ จำเลยที่ 4 คนเดียว ส่วนเหตุผลที่ไม่อุทธรณ์นายสมชาย ,พล.อ.ชวลิต และพล.ต.อ.พัชรวาท นั้น เห็นว่า ยังห่างไกลประเด็นที่ ป.ป.ช. จะอุทธรณ์ เพราะการที่จะอุทธรณ์ ต้องคิดว่าอุทธรณ์แล้วจะประสบความสำเร็จหรือไม่ด้วย
ส่วนที่กลุ่มพันธมิตรฯ มองว่า เป็นมติสีเทาเพื่ออุ้มจำเลยบางคนหรือเพื่อแลกเปลี่ยนกับการที่ให้ สนช. ผ่าน ร่าง พ.ร.บ.ป.ป.ช. ฉบับใหม่ ประธาน ป.ป.ช. เห็นว่า แล้วแต่ว่าใครจะมอง และไม่ใช่การช่วยเหลือ พล.ต.อ. พัชรวาท จำเลยที่ 3 การจะมองว่าช่วยเหลือใครหรือไม่ เป็นมุมมองของแต่ละคน แต่ยืนยันว่า พิจารณาทุกอย่างตามหลักกฎหมายและพยานหลักฐาน และจะนำกรณีที่ว่า ป.ป.ช.ชุดที่แล้ว เคยมีมติเอาผิดจำเลยทั้ง 4 ราย แต่ ป.ป.ช.ชุดปัจจุบัน กลับเลือกอุทธรณ์เฉพาะ พล.ต.ท. สุชาติ เพียงคนเดียว มาเปรียบเทียบกันไม่ได้ เพราะเป็นคนละขั้นตอนกัน
ด้าน‘พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย’ ได้ออกแถลงการณ์ ที่จะดำเนินคดีอาญากับ ป.ป.ช. ที่เลือกอุทธรณ์เฉพาะ พล.ต.ท.สุชาติ เพียงคนเดียว โดยให้เหตุผลว่า การลงมติครั้งนี้มีความไม่เป็นธรรม และทำให้สังคมมีความเคลือบแคลงสงสัยว่า ป.ป.ช. มีเจตนาที่จะกระทำฝืนมติของ ป.ป.ช. ชุดเดิม เพราะมีพยานและหลักฐานว่าจำเลยทั้ง 4 มีความผิดอย่างชัดเจน ในขณะที่มติของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองก็ได้พิพากษายกฟ้อง จำเลยทั้ง 4 คนอย่างไม่เป็นเอกฉันท์ การที่ไม่อุทธรณ์จำเลยทั้ง 4 คน จึงเท่ากับเป็นการช่วยเหลือจำเลยอีก 3 คน ไม่ให้มีการพิจารณาในที่ประชุมใหญ่ของศาลฎีกา
‘พันธมิตรฯ’ ยังกล่าวอ้างในแถลงการณ์ว่า ป.ป.ช. เสียงข้างมากในชุดปัจจุบันได้มาจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติยุค คสช. และส่วนที่เหลือก็สืบเนื่องต่อมาจากสมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และยังอ้างว่า พล.ต.อ.พัชรวาท จำเลยในคดีนี้ เป็นน้องชายของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และก่อนหน้านี้ก็เคยมีข่าวเกี่ยวกับความพยายามที่จะถอนคดีนี้ออกจากการพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมาก่อนหน้านี้ ทำให้สังคมอาจเชื่อว่ามีการเลือกปฏิบัติไม่อุทธรณ์จำเลยที่เหลือทั้ง 3 คน เพราะต้องการช่วยเหลือพรรคพวกหรือไม่
ข้อกล่าวอ้างของ'พันธมิตรฯ' จะมีเค้าลางความเป็นจริงบ้างหรือไม่ เราลองมาดับเหตุการณ์ในคดีนี้
- 7 ก.ย. 2552 ป.ป.ช. ชุดที่มีนายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ เป็นประธานฯ ได้ชี้มูลกรณีสลายผู้ชุมนุมพันธมิตรฯ ว่า มีผู้กระทำความผิด 4 คน คือ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ,พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ,พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณและพล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว
จากนั้น ป.ป.ช. ส่งสำนวนการไต่สวนที่ได้ชี้มูลความผิดถึงอัยการสูงสุด ซึ่งอัยการสูงสุดมีความเห็นไม่สั่งฟ้อง เพราะเห็นว่ามีข้อไม่สมบูรณ์ จึงตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างป.ป.ช.-อัยการสูงสุดเพื่อพิจารณาข้อไม่สมบูรณ์ดังกล่าว แต่ก็ไม่สามารถหาข้อยุติได้ ลากยาวมาถึง 5 ปีเศษ
-จนกระทั่ง 7 ม.ค.58 ป.ป.ช.จึงเป็นโจทก์ยื่นฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
-11 ก.พ.58 ศาลฯ มีคำสั่งประทับรับฟ้อง ซึ่งถือว่ากระบวนการพ้นจาก ป.ป.ช.ไปแล้ว
31 ธ.ค.58 พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ และอีก 4คน ได้เข้ามาเป็นกรรมการ ป.ป.ช. ต่อมา พล.ต.อ.วัชรพล ได้รับเลือกให้เป็น ประธาน ป.ป.ช. พร้อมกับเสียงวิพากย์วิจารณ์ว่า ถูกวางตัวโดยคสช. เพื่อภารกิจใดบางอย่าง
ทั้งนี้ พล.ต.อ.วัชรพล ครั้งอยู่ในราชการ เคยเป็นโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในยุคที่พล.ต.อ.พัชรวาท หนึ่งในจำเลยคดีสลายพันธมิตรฯ เป็นผบ.ตร.และเคยเป็นเลขานุการรองนายกฯ พล.อ.ประวิตร มาก่อน แต่ พล.ต.อ.วัชรพล ก็ยืนยันตลอดมา จะไม่เอาเกียรติประวัติในชีวิตราชการมาทำอะไรที่ไม่ถูกต้องอย่างแน่นอน
ต่อมาเริ่มมีกระแสข่าวสะพัดว่า ป.ป.ช.เตรียมถอนฟ้องคดีนี้ทั้งที่คดียื่นฟ้องต่อศาลฯไปแล้ว
กระทั่งเมื่อ12 เม.ย.59 ที่ประชุม ป.ป.ช.ชุดที่มีพล.ต.อ.วัชรพล เป็นประธาน มีมติว่า ป.ป.ช.มีสิทธิขอถอนฟ้องคดีดังกล่าวต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
จากนั้นจึงมีการตั้งคณะทำงานพิจารณาถอนฟ้องคดีสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรปี 2551 โดยมีนายสรรเสริญ พลเจียก เป็นหัวหน้าคณะเพื่อพิจารณาพยานหลักฐานใหม่เพื่อนำไปสู่การถอนฟ้องตามที่จำเลยยื่นร้องขอความเป็นธรรม โดยอ้างเทียบเคียงกับคดีสลายการชุมนุมกลุ่ม นปช.ปี 53 ที่ ปปช. มีมติไม่ฟ้องนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี.นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรีและพล.อ. อนุพงษ์ เผ่าจินดา อดีตผู้บัญชาการทหารบก ( ซึ่งล่าสุดศาลฎีกายกฟ้องนายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ ในคดีที่ดีเอสไอทำสำนวนส่งให้อัยการยื่นฟ้อง ในข้อหาก่อให้เกิดการฆ่าหรือพยายามฆ่า โดยเห็นว่าการสลายการชุมนุมไม่ใช่เป็นเรื่องส่วนตัวแต่เป็นการปฏิบัติหน้าที่อยู่ในอำนาจของ ป.ป.ช.)
สุดท้าย คณะทำงานฯมีความเห็นว่า พยานหลักฐานที่ผู้ร้องยื่นร้องขอความเป็นธรรมเข้ามาเป็นเรื่องเก่าและหลายฝ่ายต่างก็คัดค้าน จึงเห็นว่าไม่ควรถอนฟ้อง ซึ่งในที่สุด ป.ป.ช.ก็ไม่ได้ดำเนินการถอนฟ้องแต่อย่างใด
สำหรับกรรมการ ป.ป.ช. ชุดปัจจุบัน จากจำนวน 9 คน มีเพียง 4 คนเท่านั้นที่เห็นชอบกับมติ ป.ป.ช ชุดเดิม เมื่อตอนที่ปปช.ได้ยื่นฟ้องนายสมชาย , พล.อ. ชวลิต , พล.ต.อ. พัชรวาท และ พล.ต.ท. สุชาติ ต่อศาลฯเมื่อ 7 ม.ค. 2558 คือ พล.ต.อ. สถาพร หลาวทอง, นายปรีชา เลิศกมลมาศ,นายณรงค์ รัฐอมฤต และ น.ส. สุภา ปิยะจิตติ ส่วนอีก 5 คน เข้ามาเป็นกรรมการ ปปช.ภายหลังจาก ป.ป.ช.ได้ยื่นฟ้องคดีนี้ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไปแล้ว
แต่การที่พันธมิตรฯจะดำเนินคดีกับ ป.ป.ช. ที่ยื่นอุทธรณ์เฉพาะ พล.ต.ท. สุชาติ ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย มีเงื่อนไขและขั้นตอนมากมาย เนื่องจากมาตรา 236 ของรัฐธรรมนูญปี2560 ระบุว่า การที่จะกล่าวหากรรมการ ป.ป.ช. ว่าทุจริตต่อหน้าที่ หรือปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หรือ ฝ่าฝืน ไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรม ต้องมี ส.ส. หรือ ส.ว.หรือสมาชิกของทั้งสองสภา จำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของสมาชิกทั้งสองสภา หรือประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ไม่น้อยกว่า 2 หมื่นคน เข้าชื่อกันยื่นต่อประธานรัฐสภา หากประธานรัฐสภาเห็นว่ามีเหตุสมควรก็ให้ประธานรัฐสภาเสนอเรื่องไปยังประธานศาลฎีกาเพื่อตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระ ซึ่งหากคณะผู้ไต่สวนอิสระไต่สวนแล้ว เห็นว่า ผู้ถูกกล่าวหากระทำผิดทางอาญา ก็จะส่งสำนวนไปยังอัยการสูงสุดเพื่อดำเนินการฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แต่ถ้าเห็นว่าเป็นการฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรม ให้เสนอต่อศาลฎีกาเพื่อวินิจฉัย ซึ่งถ้าศาลฎีกาวินิจฉัยว่าผิด ก็ต้องพ้นตำแหน่ง และอาจถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งถึง 10 ปี
จับตาก้าวย่างต่อไป..กับ'คดีสลายพันธมิตรฯ'
++++++
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ชมคลิป เปรียบเทียบการพิจารณาคดีของ ป.ป.ช. ในคดีสลายพันธมิตร และสลาย นปช.



