
ม.44 ฉบับนี้มีค่า 30,000 ล้านบาท
เมื่อ ม.44 ปิดเหมืองทอง ทำท่าจะปิดฉากไม่ลง เพราะบริษัทแม่ของบริษัทที่รับสัมปทาน เตรียมเรียกค่าเสียหายจากกรณีดังกล่าวถึง 30,000 ล้านบาท ใครกันเล่าต้องรับผิดชอบ
“บริหารประเทศไม่เห็นยากตรงไหน” ใครบางคนเคยกล่าวไว้เมื่อตอนก้าวขึ้นสู่อำนาจใหม่ แต่เมื่อวันเวลาผ่านไปท่านคงได้พบความจริงแล้วว่า การบริหารประเทศนั้นไม่ง่ายเลย เพราะการบริหารประเทศหมายถึงการแก้ปัญหา และทุกครั้งที่แก้ปัญหาหนึ่งปัญหาหนึ่งก็จะโผล่ขึ้นมา
การแก้ปัญหาหนึ่ง คนกลุ่มหนึ่งอาจจะพอใจ แต่แน่นอนว่าย่อมมีคนอีกกลุ่มไม่พอใจ เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นทุกอย่างล้วนอยู่บนฐานของผลประโยชน์ เมื่อมีคนหนึ่งได้ก็ย่อมมีคนหนึ่งเสีย
นอกจากนี้ในปัญหาหนึ่ง ยังมีปัญหาหนึ่งซ้อนอยู่ให้เห็น หากแกะปมไม่หมดปัญหาก็จะยังคงอยู่
เหมือนที่เราเห็นกับการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ที่แม้รัฐบาลจะทุ่มทุนสร้าง ลด แลก แจก แถม เท่าไหร่ ก็ยังไม่มีคนยอมนำเงินมาลงทุนเหมือนที่ตั้งเป้าไว้ เราจึงเห็นคำบ่นอยู่เนืองๆ นั่นก็เพราะการลดแลกแจกแถมมิใช่คำตอบของปัญหาทั้งหมดของ หากแต่เป็นเรื่องความมั่นใจในสภาพการณ์ต่างหากที่ทำให้นักลงทุนมิกล้าขยับเขยื้อนตัว
เราได้เห็นฝ่ายเศรษฐกิจตีปี๊บว่า จีดีพีรอบปีนี้พุ่งสูงขึ้น แต่เอาเข้าจริงประชาชนกลับไม่รู้สึกว่าเศรษฐกิจดีขึ้น จนผู้ที่เกี่ยวข้องต้องมาอ้อมแอ้มตอบว่า แม้ตัวเลขระดับบนจะดีขึ้น แต่ก็ยอมรับว่าตัวเลขจับจ่ายกลับไม่กระจายตัวเท่าที่ควร แปลง่ายๆว่า มีแต่คนระดับบนเท่านั้นที่มีรายได้เพิ่มขึ้น แต่ระดับชาวบ้านเงินยังขาดมือเหมือนเดิม
รัฐบาลอาจมองการปฏิรูปรถเมล์ไปถึงการยกเลิก ขสมก. และสัมปทานรถร่วมฯแบบเดิม และเปิดให้ประมูลใหม่ เพื่อให้เกิดการปรับปรุงโดยเฉพาะเรื่องคุณภาพ แม้จะได้รับเสียงชื่นชมไม่น้อย แต่ก็ต้องยอมรับว่าปัญหาที่วางทับซ้อนอยู่คือกลุ่มบริษัทที่สัมปทานรถร่วมฯ ซึ่งมีอยู่ในปัจจุบันนั้นจะได้รับผลกระทบเป็นอย่างมาก และย่อมไม่พอใจหากถูกอำนาจพิเศษสั่งรื้อ
เอาเข้าจริงระบบรถร่วมฯนี้อยู่คู่ระบบขนส่งมวลชนของ กรุงเทพมหานครมาเป็นเวลานาน และหากเทียบจำนวนแล้ว รถร่วมบริการของ ขสมก. มีจำนวนรถมากกว่าของ ขสมก. เองเสียอีก ซึ่งหากมีการตัดสินใจยกเลิกสัมปทานจริง ก็มีความเป็นไปได้ที่เหล่ารถร่วมนี้่จะประท้วงหยุดวิ่ง ซึ่งจะทำให้ขนส่งมวลชนใน กทม. เป็นอัมพาตในทันที ดังนั้นการปฏิรูปจึงมิอาจออกมาในรูปแบบการปฏิวัติที่เปลี่ยนแบบฉับพลัน เพราะการเปลี่ยนแปลงแบบฉับพลันแม้จะดูสะใจ ได้ผล แต่ย่อมเกิดบาดแผลที่สาหัสสากรรจ์ขึ้น
เช่นเดียวกับการแก้ปัญหาเหมืองทอง ที่จู่ๆ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติก็ใช้อำนาจตามมาตรา 44 สั่งยกเลิกสัมปทานเหมืองทองทั่วประเทศ นาทีนั้นหลายคนปรบมือสรรเสริญที่ นายกรัฐมนตรีกล้าใช้อำนาจพิเศษที่อยู่ในมือ เพราะเกิดหวาดหวั่นกับผลกระทบทางมลพิษที่เกิดขึ้นจากการทำเหมือง
แต่ขณะเดียวกันก็มีเสียงเล็กๆ แทรกขึ้นมา แต่ยังไม่ดังพอที่จะกลบเสียงโห่ร้องดีใจ โดยเสียงเล็กๆนั้นเตือนว่า การทำเช่นนี้ให้ระวังสิ่งที่ตามมาอันเรียกว่า “ค่าโง่” ให้ดีๆ จริงอยู่ที่ ม.44 ทำให้คำสั่งนี้พ้นจากการรับผิดชอบทางกฎหมายทั้งปวงในประเทศ แต่กับต่างประเทศไม่ใช่
และล่าสุดก็ทำท่าจะเป็นเช่นนั้นจริงๆ เมื่อมีขณะนี้บริษัท คิงส์เกต คอนโซลิเดเต็ด จำกัด ซึ่งเป็นผู้ประกอบการทำเหมืองแร่ของออสเตรเลีย ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของอัครา รีซอร์สเซส ซึ่งได้รับประทานบัตร การทำเหมืองทองคำใน จ.พิจิตร และ จ.เพชรบูรณ์ ได้ยื่นข้อเรียกร้องให้รัฐบาลไทยชดใช้ค่าเสียหายทางธุรกิจเป็นมูลค่า 750 ล้านเหรียญสหรัฐฯหรือราว 30,000 ล้านบาท จากกรณีนี้
โดยหากตกลงกันไม่ได้ ทางบริษัทก็จะฟ้องร้องรัฐบาลไทย ต่ออนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ ตามกรอบความตกลงเขตการค้าเสรี ไทย-ออสเตรเลีย ที่ให้สิทธิในการเรียกค่าเสียหายหากรัฐบาลของอีกประเทศหนึ่งได้ดำเนินนโยบายที่ทำให้เกิดความเสียหายต่อการลงทุน เช่น ยึดทรัพย์สิน ยึดการลงทุน หรือเวนคืนที่ดิน
หากกระบวนการเดินถึงที่สุดและไทยเป็นฝ่ายแพ้ ก็น่าสนใจว่า ราคาของมาตรา 44 ฉบับนี้จะมีมูลค่าถึง 30,000 ล้านบาท และแน่นอนว่าคนจ่าย ไม่ใช่คนออกคำสั่ง แต่เป็นการร่วมจ่ายของคนทั้งประเทศ
แต่หากดื้อแพ่งไม่จ่าย เชื่อขนมกินได้เลยว่าสถานการณ์การลงทุนและเศรษฐกิจของไทยจะยิ่งอยู่ในสภาพแย่หนักเข้าไปอีก
--------
(คอลัมน์ - ขยายปมร้อน โดย อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ)



