คอลัมนิสต์

 ย้อนรอยคดีจำนำข้าว  จาก "จีทูจีเก๊" ถึงจุดจบ "ยิ่งลักษณ์"

ย้อนรอยคดีจำนำข้าว จาก "จีทูจีเก๊" ถึงจุดจบ "ยิ่งลักษณ์"

27 ส.ค. 2560

“วิชา” ย้อนรอยคดี “จำนำข้าว” ในมือ “ป.ป.ช.” จาก “จีทูจี” เก๊ ถึงจุดจบ ของ “ยิ่งลักษณ์” !!

 

             นายวิชา มหาคุณ อดีตกรรมการป.ป.ช. ที่รับผิดชอบสำนวนคดีปล่อยปละละเลยโครงการรับจำนำข้าวของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์พิเศษเครือเนชั่นถึงการไต่สวนข้อเท็จจริงซึ่งเป็นกระบวนการต้นน้ำ จนถึงกลางน้ำเมื่อสรุปสำนวนชี้มูลความผิดส่งอัยการสูงสุด (อสส.) ก่อนพิจารณาสั่งฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่เป็นกระบวนการปลายน้ำในคดีนี้ 

             อดีตกรรมการป.ป.ช. เปิดเผยว่า ป.ป.ช. มีทีมดูเรื่องนโยบายและตรวจสอบอย่างลงลึกก่อนเห็นตรงกันว่านโยบายรับจำนำข้าวมีปัญหาแน่ จึงส่งหนังสือเตือนว่าไม่ควรใช้นโยบายนี้ ครั้งแรกก็ไม่ฟังถึงต้องเตือนครั้งที่สอง รัฐบาลตอบกลับมาว่าเป็นนโยบาย ที่ต้องทำเพราะได้หาเสียงไปแล้ว ซึ่งเราไม่ได้บอกว่านโยบายผิดแต่การบริหาร จัดการแสดงให้เห็นถึงการวางนโยบายเพื่อทุจริตตามพ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ผู้ออกนโยบายตั้งแต่นายกฯ ลงมาต้องยับยั้งนโยบายที่ก่อให้เกิดความเสียหาย และทางสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ทำหนังสือเตือนไปถึง 4 ครั้ง เห็นตรงกันว่าต้องหยุดนโยบายนี้ พร้อมระบุว่าชาวนาจำนวนมากไม่ได้ประโยชน์ นโยบายไม่สามารถแก้ปัญหาที่แท้จริงได้ ทั้งหยิบยกงานวิจัยของดร.นิพนธ์ พัวพงศกร จาก ทีดีอาร์ไอ ที่ระบุว่าโครงการนี้จะทำให้เกิดปัญหาราคาบิดเบือนและทุจริต

             ตอนนั้นยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีการร้องเรียนให้ตรวจสอบคุณยิ่งลักษณ์มารู้ภายหลังพบว่ามีการร้องเรียนคุณยิ่งลักษณ์ ต่อป.ป.ช.ในฐานะนายกฯ ที่คุมนโยบาย หลังจากมีการร้องเรียนให้ตรวจสอบนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรมว.พาณิชย์กับพวกกรณีระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ช่วงแรกของการไต่สวนเราดูว่านโยบายรับจำนำข้าวถูกต้องหรือไม่ รับจำนำทุกเมล็ดในราคาสูงหมายความว่าอย่างไร 

             เราต้องการความแน่นอนของถ้อยคำ เพราะช่วงแรกไม่แน่ใจว่าเขาจะผิดหรือไม่อย่างไร นโยบายก่อให้เกิดความเสียหายอะไร จึงเสียเวลากับเรื่องพวกนี้ไปเยอะ ส่วนการที่คนของพรรคเพื่อไทยออกมาระบุโครงการนี้ไม่มีทุจริต เป็นการพูดปากเปล่า ถึงมีการลงพื้นที่ไปตรวจสอบโรงสีที่รับข้าวไว้ เขาก็ทำกันอยู่ประจำ ไม่มีรัฐบาลไหนไม่ทำ แต่ที่มันผิดและมีปัญหาอย่างใหญ่หลวง พบว่าการรับจำนำข้าวและระบายข้าวจีทูจีมันไม่ใช่แล้ว มันเป็นทุจริตตั้งแต่หัวขบวน ต้องยังยั้งที่หัวยับยั้งที่รัฐมนตรีไม่ได้เพราะเปลี่ยนแปลงตัวบุคคลได้ตลอดเวลา

             ผมคุยกับบางคนที่ไว้ใจได้ว่าไม่เชื่อว่าสิ่งที่ไต่สวนจะไม่หลุดลอดไป มันมีเส้นสนกลในที่รู้ตลอดเรากำลังทำอะไร ต้องเก็บเป็นความลับ

 

 ย้อนรอยคดีจำนำข้าว  จาก "จีทูจีเก๊" ถึงจุดจบ "ยิ่งลักษณ์"

“Cofco” ผู้พังทลายระบบโกง “G2G” !!!

             “จีทูจีคือปัญหาที่ใหญ่ที่สุด ไม่มีใครรู้มาก่อน แม้แต่พวกเขาเองมีเฉพาะคนที่เชี่ยวชาญพิเศษในวงการค้าข้าวเท่านั้นที่รู้ว่าจีนไม่สามารถซื้อขายพืชผลทางการเกษตรได้ถ้าไม่ผ่าน Cofco รัฐวิสาหกิจที่ซื้อขายสินค้าทางการเกษตรที่ใหญ่ที่สุดของจีน จะให้รัฐวิสาหกิจแต่ละมณฑลซื้อขายตามใจชอบไม่ได้ เอาง่ายๆ จีนจะซื้อขายอะไรก็ตามที่ไม่ผ่าน Cofco จะไม่ถือว่าเป็นของรัฐ จีนจะไม่รับรู้เลย แต่คนของเราคิดว่าถ้าเป็นรัฐวิสาหกิจที่ตั้งขึ้นมาทำข้อตกลงด้วยก็คือจีทูจีแล้ว

             นี่คือความโง่เขลาของการบริหารราชการแผ่นดิน ประเด็น Cofco จึงเป็นกุญแจสำคัญ คือการพังทลายของระบบโกงนี้ ผมรู้เรื่องนี้จากคนสำคัญในวงการค้าข้าว ที่บอกผ่านเพื่อนเขามาว่าต้องการให้ข้อมูลนี้กับผมโดยเฉพาะ”

             ทีมที่ร่างนโยบายจำนำข้าวมีการออกแบบมาหมดแล้วว่าจะมีช่องทางไหนที่จะสามารถสร้างประโยชน์ให้พวกพ้องได้ ไม่เช่นนั้น จะวางแผนให้มีจีทูจีเก๊ได้อย่างไร เราพบว่าบุคคลที่อ้างเป็นตัวแทนรัฐวิสาหกิจจีนเป็นลูกน้องของเสี่ยเปี๋ยง หรือนายอภิชาติ จันทร์สกุลพร ทั้งนั้น ที่มาวางแผนข้าวทุกเมล็ดอยู่ในกำมือเขา เรารู้ขนาดว่าตัวแทน บริษัทไห่หนานกับบริษัทกวางตุ้งที่เข้ามาทำสัญญา เดินทางเข้าไทยในฐานะนักท่องเที่ยว หน่วยงานรัฐของจีนที่รับผิดชอบจริงๆ ไม่ได้รู้เรื่องเลย แถมไม่มีการส่งข้าวออกไปจีน ข้าวถูกหมุนเวียนในประเทศ เราถามศุลกากรทุกจุดถึงรู้ นี่คือตั้งใจ โกงตั้งแต่แรก เรียกว่าปล้นกลางแดดชัดๆ อย่างนี้หรือที่บอกว่าประกบไม่ให้เกิดการทุจริตได้ เพราะอย่างนี้เขาถึงเอาข้าวเป็นหลักในการโกง

             "คนของเสี่ยเปี๋ยงเข้าไปทุกจุด เข้ามาทำหน้าที่แทนบริษัทที่อ้างว่ามาจากจีนไม่อย่างนั้นเสี่ยเปี๋ยงจะถูกติดคุกหรือ นี่คือใบเสร็จตัวแรกเลย เราติดตามคนคนนี้มานานเพราะมีการโกงมาตั้งแต่ก่อนใช้ระบบจำนำข้าว"

 

“ยิ่งลักษณ์” นั่งหัวโต๊ะ “กขช.” อ้างไม่รู้ ตัวเลขปิดบัญชี ขาดทุนกระฉูด ไม่ได้

             การไต่สวนคุณยิ่งลักษณ์ไม่ใช่เรื่องทุจริตตรงไหน แต่ไต่สวนประเด็นที่ว่าคุณรู้ว่ามีทุจริตแล้วระงับยับยั้งหรือเปล่า เราต้องการให้หยุด ปล่อยไม่ได้ประเทศจะเสียหายมาก ดังนั้น การไต่สวนคุณยิ่งลักษณ์จึงต้องอาศัยสำนวนการไต่สวนคดีระบายข้าวจีทูจีของคุณบุญทรง นอกจากนั้น เรายังรู้ข้อมูลการบริหารของคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) คุณยิ่งลักษณ์เป็นประธานและต้องเข้าประชุมตลอด มีการรายงานตัวเลขทางบัญชีเกี่ยวกับข้าวทุกครั้ง การปิดบัญชีเป็นเรื่องใหญ่มากมันถึงไม่มีการพูดออกมา เพราะรู้ว่ามันขาดทุนหนักขนาดไหน ในเมื่อคุณยิ่งลักษณ์เป็นประธานกขช.จะบอกไม่รู้ไม่ได้ 

             “เรามีตัวเลขผลการปิดบัญชีของคณะอนุกรรมการฯ 3 ครั้ง แจ้งเป็นหนังสือต่อนายกฯ ครั้งแรก 9 ต.ค.55 รายงานผลการปิดบัญชีสิ้นสุด 31 พ.ค.55 สรุปสาระสำคัญว่า ขณะรายงานมีผลขาดทุนเบื้องต้น 32,301 ล้านบาท ไม่รวมข้าวเสื่อมสภาพ โดยมีเงินที่ใช้ในโครงการแล้วแสนกว่าล้าน มีภาระหนี้แสนกว่าล้าน ครั้งที่ 2 ตามหนังสือของกระทรวงการคลัง 23 พ.ค.56 สรุปสาระสำคัญโครงการรับจำนำข้าว ปี 54/55 โครงการรับจำนำข้าวนาปรัง ปี 55 และข้าวเปลือกนาปรัง ปี 56 มีผลขาดทุน 2แสนกว่าล้าน ไม่รวมข้าวเสื่มสภาพ มีเงินที่ใช้ในโครงการแล้ว 4 แสนกว่าล้าน มีภาระหนี้ 2 แสนกว่าล้าน และครั้งที่ 3 วันที่ 10 ต.ค.56 รายงานผลการปิดบัญชี สรุปสาระสำคัญว่า โครงการปี 54/55 โครงการข้าวนาปรัง ปี 55 โครงการข้าวเปลือกนาปรัง ปี 56 มีผลขาดทุนสะสมรวม 332,372 ล้านบาท ไม่รวมข้าวเสื่อมสภาพ เงินที่ใช้ในโครงการแล้ว 565,008 ล้านบาท มีภาระหนี้ของโครงการ 474,265 ล้านบาท มีการรายงานละเอียดยิบขนาดนี้ เพราะคุณสุภา ปิยะจิตติ รับผิดชอบเมื่อตอนเป็นรอง ปลัดกระทรวงการคลัง และการรายงานทั้ง 3 ครั้ง คุณยิ่งลักษณ์รับรู้หมด และมีข้อ สังเกตและเสนอแนะว่า การรับจำนำข้าวก่อให้เกิดภาระหนี้แบบปลายเปิด คุมไม่ได้ การกำหนดราคาสูงกว่าตลาดโดยไม่จำกัดพื้นที่ผลิตและวงเงินรับจำนำต่อราย เป็นการแทรกแซงตลาดข้าวมากเกินไป รัฐบาลกลายเป็นผู้ค้าข้าวรายใหญ่ มีภาระรายจ่ายที่ต้องดูแลรักษาข้าวที่รับจำนำไม่ให้สูญหายหรือเสื่อมสภาพภาระหนี้นี้ควรรายงานให้ประชาชนทราบ โดยเสนอผลการดำเนินการต่อรัฐสภาและคณะรัฐมนตรี”

 

 ย้อนรอยคดีจำนำข้าว  จาก "จีทูจีเก๊" ถึงจุดจบ "ยิ่งลักษณ์"

บิ๊กคีย์แมนค้าข้าว ต้องการคำยืนยันคุ้มครองเป็นพยาน ก่อนคายข้อมูล

             พยานปากสำคัญ อยู่ที่บรรดาพ่อค้าข้าว เพราะมีความรู้เรื่องพวกนี้ทั้งหมดแต่ไม่มีใคร เปิดปาก จนเราไปบอกพวกเขาว่า คุณอยู่ในข่ายเพราะซื้อข้าวจากรัฐด้วย เราพบเช็ค เซ็นต์สั่งจ่ายเป็นพันฉบับ มีคนบอกเลยว่าต้องจ่ายเป็นเช็คเงินสดให้กรมการค้าต่างประเทศเพราะพ่อค้าข้าวต่างถูกบีบให้จ่ายเงินซื้อข้าวทั้งที่มีโควต้าขายต่างประเทศอยู่แล้ว แต่พ่อค้าพวกนี้ก็ยังไม่ยอมเปิดปากว่ามีนักการเมืองเกี่ยวข้องเราก็บอกไปว่าคดีนี้จะฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพราะรัฐบาลทุจริตเชิงนโยบาย ผู้สนับสนุนก็อยู่ในเกณฑ์ด้วย เขารู้ทันทีว่าไม่ธรรมดา ขณะเดียวกัน ป.ป.ช.มีกฎหมายกันบุคคลไว้เป็นพยาน จนกระทั่ง 4 บริษัทค้าข้าวยักษ์ใหญ่ได้ตกลงยอมให้ข้อมูล

             “จนถึงวันสุดท้าย ผมบอกว่าช่วยอะไรไม่ได้ คดีมันต้องเดินหน้าต้องจบ เขาก็ขอให้ผมยืนยัน รับรู้ เขาจะไม่ให้ถ้อยคำกับคนอื่น พอดีตอนนั้นผมพาคณะไปศึกษาดูงานที่เมียนมา ก็ได้รับโทรศัพท์จากฝ่ายเลขาฯ บอกว่าผู้ค้าข้าวรายใหญ่ต้องการเสียงยืนยันของผมว่าจะให้ความคุ้มครอง ผมก็พูดกับเขาถ้าคุณยืนยันให้ถ้อยคำที่เป็นประโยชน์ในวันนี้ ผมจะรายงานคณะกรรมการป.ป.ช.แล้วจะเข้าสู่กระบวนการคุ้มครองเต็มรูปแบบ เขาก็ยินดีและให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ของผม จนนำไปสู่การให้เบาะแสข้อมูลเชื่อมโยงไปถึงพ.ต.นพ.วีระวุฒิ วัจนะพุกกะ ผู้ช่วยเลขาฯ รัฐมนตรีพาณิชย์ เป็นคนจัดแจงบอกพ่อค้าข้าวรายใหญ่ทั้งหมดว่าต้องทำยังไง เขาเล่าให้ฟังหมดต้องเขียนเช็คยังไง ถึงใคร ถือเป็นจิ๊กซอว์ตัวสุดท้ายที่ยืนยันกระบวนการทั้งหมด ถ้าคนกลุ่มนี้ไม่ให้ความร่วมมือกับป.ป.ช. การทำงานจะยากและใช้เวลามากขึ้น"

             ส่วนข้อมูลของนพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ถือเป็นคีย์แมนอีกคนที่ทำให้เรารู้เรื่องเช็คว่าเขาจ่ายเงินกันอย่างไร จึงได้ติดตามดูรวมถึงบอกตัวละครของเสี่ยเปี๋ยงว่าใครเป็นใครถึงตามประกบถูก ดังนั้น พยานของป.ป.ช.ไม่ได้มีแค่เอกสาร แต่เอกสารมันตามมาจากปากคน 

             ตอนที่ป.ป.ช.เรียกคนในรัฐบาลยิ่งลักษณ์มาให้ถ้อยคำ ผมจะอยู่ฟังตลอด โดยเฉพาะตอนที่คุณยิ่งลักษณ์มาด้วยตัวเอง ไม่มีใครยอมรับเลยว่าโครงการมีปัญหา ล้วนแต่บอกว่าโครงการนี้ชั้นยอดทั้งนั้น ทุกคนยืนยันตรงกัน พอมีการถามว่าหยุดได้หรือไม่ เพราะเห็นว่ามีปัญหา เขาก็ยืนยันบอกว่าไม่เห็นมีปัญหา

ผมไม่รู้ว่ามีโชคหรือไม่ที่สามารถสรุปสำนวนไต่สวนชี้มูลความผิดได้ แต่อาชญากรต้องทิ้งร่องรอยไว้ เวลาไต่สวนถึงต้องย้อนรอยดูมีข้อบกพร่องตรงไหน ยิ่งโครงการใหญ่ๆ แต่ละจุดต้องมีข้อพิรุทน่าสงสัย แนวทางการทำงานเป็นแบบนี้

 

งัดข้อ “อัยการบางคน" ยื้อไม่ยอมสั่งฟ้องศาลฯ ไม่รู้กลัวใคร

             เมื่อป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิดคุณยิ่งลักษณ์ก็ได้สรุปสำนวนส่งไปยังอัยการสูงสุด (อสส.) ก็มีสัญญาณว่าอาจจะไม่เรียบร้อย เรารู้ว่าอัยการไม่ใช่องค์กรอิสระโดยแท้แบบป.ป.ช.เราไม่กลัวใครแต่เขาต้องกลัว ต้องขึ้นกับผู้บริหารสูงสุดอย่างนายกฯ แม้จะไม่ใช้ผู้บังคับบัญชาแต่ตามสายงานเขาก็ต้องเกรงใจ ถ้าเราต้องมาฟ้องคดีเองเป็นภาระยุ่งยากมาก เราเหนื่อยทำมาแล้วก็ไม่อยากฟ้องเอง เว้นกรณีที่หนักหนาสาหัสจริงๆ ก็ต้องคุยกันให้รู้เรื่อง คุณตระกูล วินิจนัยภาค

             ที่มารับช่วงต่อคดีนี้ท่านไม่มีอะไร แต่คนที่รับผิดชอบก่อนคุณตระกูล มักจะมีอะไรขัดแย้งกับป.ป.ช. พฤติกรรมต่างๆ ทำให้ไม่สามารถตกลงสั่งฟ้องได้ จนผมต้องออกมาพูดในเชิงทีเล่นทีจริงตอนแถลงข่าวทำนองว่ารู้นะว่ามีกระบวนการยุ่งยากอยู่ ถ้ามีอะไรก็อยากจะให้คุยกันก็มีการติดต่อเป็นการภายใน ในที่สุดทางอสส.ขอให้ตั้งคณะทำงานร่วมและสืบพยานเพิ่มเติมรายเดียวคือดร.นิพนธ์ พัวพงศกร ก่อนมีคำสั่งฟ้องต่อศาล 

             “ผมเห็นคนที่คุณตระกูลเลือกมารับผิด ชอบคดี มือแน่ๆ ไว้ใจได้ทั้งนั้น เห็นกระบวนการในชั้นศาลก็สบายใจ ไม่มีกังวล ซึ่งเรารู้อยู่แล้วว่า กระบวนการทุจริตขนาดใหญ่แบบนี้ มันไม่สามารถนำตัวคนผิดมาได้ทุกคน ถ้าคุณทำคดีทุจริต คุณต้องไม่กังวลว่าจะสาวถึงใคร สาวถึงใครแค่ไหนแค่นั้นอะไรไปถึงได้ก็ถึง ไปไม่ถึงก็แล้วไป ช่วยไม่ได้คงต้องอาศัยกฎแห่งกรรมด้วยไม่อย่างนั้นคุณจะมีความทุกข์ตลอด”

 ย้อนรอยคดีจำนำข้าว  จาก "จีทูจีเก๊" ถึงจุดจบ "ยิ่งลักษณ์"

เบิกความต่อศาล ชี้ ปม บิดผันการใช้อำนาจ!!!

             การเบิกความในชั้นศาลผมได้ชี้ให้เห็นว่า กรณีที่เกิดกับโครงการรับจำนำข้าว ไม่ใช่กระบวนการคอร์รัปชั่นแสวงหาผลประโยชน์อันมิควรได้ อย่างกรณีข้าวจีทูจี ในส่วนของคุณยิ่งลักษณ์เป็นการพิสูจน์ในเชิงการบริหารราชการแผ่นดิน พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต มาตรา 123/1 เพิ่มเติมจาก มาตรา 157 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ที่บัญญัติเฉพาะการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติโดยทุจริต

             “ผมเบิกความไปว่า ตามมาตรา 123/1 เป็นการนำถ้อยคำจากอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการทุจริตมาใส่ไว้ เป็นครั้งแรกในการใช้ระบบกฎหมายคอร์รัปชั่นตามระบบสากลซึ่งไม่มีใน มาตรา 157 คุณยิ่งลักษณ์จึงมีพฤติกรรมใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบผมต้องเบิกความส่วนนี้ให้ศาลทราบว่ามีการบิดผันการใช้อำนาจหรือบิดเบือนการใช้อำนาจ”

----

โดย ณัฐภัทร พรหมแก้ว คมชัดลึกออนไลน์