คอลัมนิสต์

จับประเด็นคำแถลง'ยิ่งลักษณ์‘ ปิดคดี จำนำข้าว

จับประเด็นคำแถลง'ยิ่งลักษณ์‘ ปิดคดี จำนำข้าว

01 ส.ค. 2560

จับประเด็นคำแถลง'ยิ่งลักษณ์‘ ปิดคดี จำนำข้าว อ้างถูกดำเนินคดีอย่างไม่เป็นธรรม เป็นเหยื่อของเกมการเมือง

          เมื่อวันที่ 1 ส.ค. 2560 น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งถูกอัยการสูงสุด ยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เป็นจำเลยในข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ไม่ยับยั้งความเสียหายที่เกิดจากโครงการรับจำนำข้าว ได้ยื่นคำแถลงปิดคดีด้วยวาจา  รวม 19 หน้า  สรุปเนื้อหาดังนี้ 

           - เรื่องที่ 1ถูกดำเนินคดีอย่างไม่เป็นธรรมและไม่ชอบด้วยกฎหมาย

            คดีนี้มีข้อพิรุธมากมาย ตั้งแต่ชั้นคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชั้นก่อนโจทก์ฟ้องคดี ชั้นฟ้องคดีและไต่สวนในศาล

            1. ป.ป.ช. มีการเร่งรีบรวบรัดชี้มูลความผิด

            - คณะกรรมการ ป.ป.ช.  ซึ่งเป็น‘ต้นน้ำ’เริ่มต้นกล่าวหาด้วยพยานเอกสารเพียง 329 แผ่น ใช้เวลาไต่สวนเพียง 79 วัน และชี้มูลความผิดตนหลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่งเพียง 1 วัน และเร่งรีบชี้มูลทั้งๆที่ข้อกล่าวหาต่อบุคคลอื่นในเรื่องการทุจริตการระบายข้าวซึ่งเป็นระดับปฏิบัติการยังไม่มีข้อสรุป

            2. ชั้นก่อนโจทก์ฟ้องคดี

            ก่อนการฟ้องคดี อัยการสูงสุดซึ่งเป็นกลางน้ำ เห็นว่า รายงานของ ป.ป.ช. มีข้อไม่สมบูรณ์เพียงพอที่จะดำเนินคดีกับตนได้ แต่สุดท้ายอัยการสูงสุดตัดสินใจฟ้อง

           3.ชั้นฟ้องคดีและไต่สวนในศาล

          มีการฟ้องนอกสำนวน ป.ป.ช. โดยฟ้องตนก่อนแล้วค่อยสร้างพยานหลักฐานเพิ่มเติมในภายหลัง และพบความผิดปกติของคำฟ้องที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการเสื่อมสภาพของข้าวและการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว ทั้งขั้นตอนการรับจำนำและขั้นตอนการระบายข้าว ที่ไม่ปรากฏว่าคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ไต่สวนไว้ในรายงาน แต่โจทก์กลับนำมากล่าวหาตน โดยไม่ยึดรายงานคณะกรรมการ ป.ป.ช.ตามที่กฎหมายกำหนด 

            ส่วนในชั้นพิจารณาคดี โจทก์มีการเพิ่มเติมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานใหม่ ซึ่งไม่เคยมีการไต่สวนในชั้น ป.ป.ช. อย่างมีพิรุธ

            1. เรื่อง “รายงานผลการตรวจสอบปริมาณและคุณภาพข้าวคงเหลือของรัฐ” ที่หัวหน้า คสช. ได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการตรวจสอบปริมาณและคุณภาพข้าวคงเหลือของรัฐ เรื่องการเสื่อมสภาพของข้าว ที่เกิดขึ้นภายหลังฟ้องคดี  คณะอนุกรรมการฯ ดังกล่าว มีการจัดระดับเกรดข้าวเป็น เกรด A B C เพื่อดำเนินการระบายข้าว โดยไม่เคยมีมาตรฐานที่กระทรวงพาณิชย์กำหนดไว้ และไม่เคยมีรัฐบาลใดตั้งแต่ตั้งกระทรวงพาณิชย์ดำเนินการเช่นนี้มาก่อน 

              การจัดระดับคุณภาพข้าวดังกล่าวจึงเป็นการสร้างเรื่อง และสร้างพยานหลักฐานขึ้นใหม่ จงใจให้เห็นว่าโครงการรับจำนำข้าวไม่มีมาตรการที่เหมาะสมในการรักษาข้าวในสต็อกของรัฐเพื่อเอาผิดกับตน และ ในที่สุดก็มีพยานหลักฐานสำคัญว่า การจัดคุณภาพข้าวโดยจัดระดับเกรด A B C เพื่อการระบายข้าวนั้นผิดพลาด ล้มเหลว และเกิดความเสียหาย จนทำให้หัวหน้า คสช. ในฐานะประธานกรรมการ นบข. เสนอให้ยกเลิกการระบายข้าวในสต็อกของรัฐแบบแบ่งเกรดกลับมาใช้วิธีการประมูลข้าวแบบขายยกคลัง เช่น ที่รัฐบาลตนและทุกรัฐบาลเคยดำเนินการมา  และขณะนี้มีการนำข้าวดีที่คนยังบริโภคได้ไปประมูลขายเข้าสู่อุตสาหกรรมเป็นอาหารสัตว์

           2.เรื่องการทุจริตในขั้นตอนการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ ในคดีที่กล่าวหาบุคคลอื่น ซึ่งมีการชี้มูลความผิดหลังจากที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดตน แล้วนำพยานเอกสารกว่า 60,000 แผ่นในคดีดังกล่าว มาอ้างเป็นพยานหลักฐานในคดีของตนทั้งๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับอำนาจหน้าที่โดยตรงของนายกฯ เสมือนจะทำให้เห็นว่าตนมีความเกี่ยวพันกับความไม่ถูกต้อง ถือเป็นการสร้างเรื่องและการเพิ่มพยานหลักฐานใหม่โดยมิชอบในลักษณะเอาตัวตนมาดำเนินคดีไว้ก่อนแล้วค่อยหาพยานหลักฐานเพิ่มเติมในชั้นศาลภายหลัง 

            รัฐบาลปัจจุบันได้ใช้อำนาจฝ่ายบริหารราวกับเป็นฝ่ายตุลาการเสียเองด้วยการออกคำสั่ง ทางปกครองสั่งให้ตนชดใช้ค่าเสียหายถึง 35,000 ล้านบาท ใช้อำนาจตาม  ม.44 สั่งให้กรมบังคับคดียึดและถอนเงินในบัญชีธนาคารของตนไปหมดแล้ว ถือเป็นการชี้นำสังคมให้เข้าใจตนผิดเสมือนชี้นำคดีอย่างไม่เป็นธรรม

           การฟ้องคดีของโจทก์ด้วยเอกสารเพียงไม่กี่ร้อยแผ่นในคดีของตน กลับมีเอกสารที่โจทก์นำมาเพิ่มขึ้นใหม่ในชั้นศาลถึง 60,000 กว่าแผ่น เป็นการเพิ่มเติมพยานหลักฐาน ขอให้ศาลมิต้องพิจารณาเอกสารกว่า 60,000 แผ่น ที่โจทก์เพิ่มเข้ามาในสำนวนเพื่อเป็นผลร้ายต่อตน

           เรื่องที่ 2นโยบายจำนำข้าวเป็นนโยบายสาธารณะที่เป็นประโยชน์ และดำเนินการตามกฎหมาย

          - โครงการรับจำนำข้าวได้ถูกพิสูจน์อย่างเป็นรูปธรรมว่ามีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจทั้งในระดับรากหญ้าและระดับมหภาค มิได้ทำให้เกิดความเสียหายตามที่โจทก์กล่าวหา และเป็นการดำเนินการตามนโยบายของคณะรัฐมนตรีที่แถลงต่อรัฐสภา อันมีผลผูกพันให้ต้องปฏิบัติตามตามรัฐธรรมนูญ ฯ

          เรื่องที่ 3 ตนไม่ได้เพิกเฉย ละเลย และไม่มีอำนาจระงับยับยั้งโครงการตามอำเภอใจ  

           โครงการรับจำนำข้าว ไม่สามารถที่จะยกเลิกและเปลี่ยนแปลงได้ตามอำเภอใจ เพราะที่มาของโครงการฯมีกระบวนการตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายผูกพันให้ต้องปฏิบัติ ตนในฐานะประธาน  กขช. ไม่ได้ละเลยและไม่ได้ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ เพราะตนได้มอบหมายให้รองนายกฯและ รมว.พาณิชย์ มีหน้าที่รับผิดชอบเป็นประธานในการประชุม กขช.แต่ละครั้ง เพราะใกล้ชิดติดตามงานได้ดีกว่าตน

            แม้ตนจะเป็นนายกฯแต่ในการปฏิบัติงาน กระทรวงและส่วนราชการ มีหน้าที่ความรับผิดชอบตามกฎหมายของแต่ละฝ่ายกำกับไว้อยู่แล้ว ตนจึงไม่สามารถใช้อำนาจตามอำเภอใจ และไม่อาจไปล้วงลูกสั่งการหรือชี้นำในระดับปฏิบัติ แม้กระทั่งผู้มีอำนาจเบ็ดเสร็จอย่างนายกฯคนปัจจุบัน ก็คงเข้าใจถึงข้อจำกัดนี้ดี จึงต้องการอำนาจพิเศษ คือ มาตรา 44 ในการสั่งงาน บริหารราชการแผ่นดินที่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอย่างรัฐบาลของตนไม่สามารถทำได้

            เรื่องที่ 4 การไม่ระงับยับยั้งโครงการเนื่องจากโครงการมีประโยชน์ ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายตามฟ้อง เพราะภารกิจของภาครัฐมิใช่กระทำเพื่อแสวงกำไร แต่เป็นการดำเนินการเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน อีกทั้งสภาพัฒน์ฯ ก็มีความเห็นเสนอต่อตนว่าโครงการสามารถทำให้ชาวนามีรายได้ที่สูงขึ้น  แล้วจะให้ตนใช้อำนาจนายกฯยุติหรือระงับยับยั้งโครงการได้อย่างไร

           เรื่องที่ 5 ตนไม่ได้ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลใดหรือโดยทุจริต

            ในกรณีที่ ป.ป.ช. และ สตง. มีหนังสือท้วงติงมายังรัฐบาลเกี่ยวกับโครงการรับจำนำข้าวนั้น 2 หน่วยงานดังกล่าวไม่มีภารกิจและหน้าที่ตามกฎหมายที่จะสั่งให้ฝ่ายบริหารยับยั้ง การดำเนินนโยบายสาธารณะ ที่ได้แถลงต่อรัฐสภา

           อย่างไรก็ตาม ในฐานะนายกฯ ไม่เคยละเลยเพิกเฉยในการกำกับและติดตามการปฏิบัติตามนโยบาย ที่ ป.ป.ช. สตง. ท้วงติง ตนได้ส่งข้อเสนอแนะดังกล่าวให้คณะกรรมการ กขช. คณะอนุกรรมการต่าง ๆ และหน่วยงานปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง

           และตนยังได้นำข้อเสนอแนะของ ป.ป.ช. แจ้งต่อ ครม. และ ครม.ได้มีมติแต่งตั้ง  ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ เป็นประธานคณะกรรมการอำนวยการตรวจสอบเพื่อป้องกันการทุจริต ในการรับจำนำข้าวฯ ทั้งนี้เพราะตนมิได้มีเจตนาที่จะหลีกเลี่ยงหรือปกปิดการกระทำ ที่ไม่ถูกต้อง เพื่อให้เกิดการทุจริต หรือเกิดความเสียหาย  และเมื่อตนส่งข้อท้วงติงจาก ป.ป.ช.และ สตง. ไปยังหน่วยงานต่างๆปรากฏว่าไม่มีหน่วยงานใดเสนอให้ยกเลิก หรือยุติโครงการรับจำนำข้าวแต่อย่างใด

           เรื่องที่ 6 ​ ตนไม่ได้ปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริตในการระบายข้าว

            จากที่มีข้อกล่าวหาเรื่องการทุจริตในการระบายข้าวแบบจีทูจีนั้น การระบายข้าว เป็นงานในระดับปฏิบัติที่มีคณะอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าวเป็นผู้รับผิดชอบเป็นการเฉพาะ ซึ่งในเรื่องนี้ นายวิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช. ผู้รับผิดชอบสำนวน ยืนยันในหลายโอกาสว่า ตนไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องทุจริต หรือสมยอมให้ทุจริตในการระบายข้าวแบบจีทูจี

             นอกจากนั้น ในการชี้มูลและการตั้งข้อกล่าวหาในคดีของตน ก็มิได้นำเรื่องดังกล่าวมาเป็นองค์ประกอบในการชี้มูล แต่ต่อมาปรากฏว่าโจทก์กลับนำเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการระบายข้าว ประมาณ 60,000 แผ่น เพิ่มเติมเป็นพยานในชั้นไต่สวน เพื่อใช้ปรักปรำว่า ตนเกี่ยวข้องกับการทุจริต หรือสมยอมให้มีการทุจริต

             ครม.ได้ใช้ความระมัดระวัง และใส่ใจเรื่องการระบายข้าวโดยในวันที่ 6  พ.ย. 2555 ได้มีมติกำหนดหลักเกณฑ์ และมาตรการในการป้องกันการทุจริตในการระบายข้าวให้เข้มงวดมากขึ้น

              สิ่งนี้เป็นเครื่องยืนยันว่า ถ้าตนปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริต หรือไม่ป้องกันความเสียหายตามที่โจทก์ล่าวหา หรือหากตนมีเจตนาหรือสมยอมให้เกิดทุจริต ตนและ ครม. จะสร้างหลักเกณฑ์ที่เข้มงวดมากขึ้นดังกล่าวทำไม อีกทั้ง ป.ป.ช ได้เพิ่งมาชี้มูลความผิดในเรื่องการระบายข้าวจีทูจี หลังจากที่ตนพ้นจากตำแหน่งไปแล้วเป็นเวลาร่วมปี และหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ไม่ปรากฏว่ามีการรายงานผลการระบายข้าวให้ตนทราบ จนตนพ้นจากตำแหน่งนายกฯ เมื่อตนไม่ทราบจะถือว่าตนปกปิดการระบายข้าวเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของผู้หนึ่งผู้ใดตามที่โจทก์กล่าวหาได้อย่างไร

              ดังนั้น การที่โจทก์นำข้อมูลและหลักฐานในสำนวนของบุคคลอื่นเกี่ยวกับเรื่องการระบายข้าวที่ไต่สวนแล้วเสร็จ หลังจากที่ตนพ้นจากตำแหน่งนายกฯเป็นเวลานานร่วมปี ซึ่งพยานหลักฐานดังกล่าวไม่ได้อยู่ในสำนวนของ ป.ป.ช. มาตั้งแต่ต้น มาปรักปรำว่าตน ปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริต จึงไม่เป็นธรรมต่อตน

              ตนรู้ดีว่า ตนเป็นเหยื่อของเกมการเมืองที่ลึกซึ้ง  ตนจึงหวังพึ่งศาล ได้โปรดพิจารณาบนพื้นฐานข้อเท็จจริงและสภาวะแวดล้อม ในขณะที่ตนปฏิบัติหน้าที่นายกฯ ไม่ใช่การตั้งสมมติฐาน ที่ใช้สภาวะแวดล้อมของปัจจุบันที่เปลี่ยนไปแล้ว มาตัดสินการดำเนินการของตนในอดีต

              ตามระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน มีทั้งฝ่ายนโยบายและฝ่ายปฏิบัติ ต่างฝ่ายต่างต้องรับผิดชอบในส่วนงานของตนเอง จึงควรพิจารณาบทบาทของตน ในฐานะผู้กำกับนโยบายไม่ใช่ในฐานะผู้ปฏิบัติหากมีผู้ปฏิบัติกระทำผิดในขั้นตอนใด ย่อมเป็นความรับผิดชอบของบุคคลนั้นๆ โดยที่ไม่เคยมีกรณีที่มากล่าวหาให้บุคคลระดับนายกฯต้องรับผิดชอบร่วมด้วยกับฝ่ายปฏิบัติ

              ขอให้ศาลวินิจฉัย เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของตน ตามรายงาน ป.ป.ช. ที่สรุปชี้มูลว่าตนไม่ได้ทุจริตหรือสมยอมให้ทุจริตและไม่รับฟังพยานหลักฐานใหม่ที่ไม่ได้ผ่านการไต่สวนหรือกล่าวหาตนในชั้น ป.ป.ช. แต่เป็นการที่โจทก์เพิ่มเติมหลักฐานใหม่ เพื่อต้องการสร้างความเข้าใจผิด ว่าตนเกี่ยวข้องกับการทุจริตหรือสมยอมให้ทุจริตในการระบายข้าวแบบจีทูจี รวมทั้งกระบวนการสร้างความเสียหาย ให้ตนต้องรับผิดทางแพ่งจำนวนเงิน 35,000 ล้านบาท เป็นไปตามข้อสั่งการของหัวหน้า คสช. ในฐานะประธาน นบข. ที่สั่งการในที่ประชุมว่า “ไม่ต้องพิจารณาประเด็นยุติธรรม”

               ขอวิงวอนศาลได้โปรดพิจารณา พิพากษาคดีนี้ตามข้อเท็จจริง ข้อกฎหมายและพยานหลักฐานที่เข้าสู่สำนวนโดยชอบและโดยสุจริต ไม่รับฟังการชี้นำจากฝ่ายใด ๆ แม้แต่หัวหน้า คสช. ผู้กุมชะตาและอำนาจรัฐ ที่พูดชี้นำคนในสังคมเกี่ยวกับคดีของตน ว่า ถ้าเรื่องนี้ไม่ผิดแล้ว จะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาได้อย่างไร ซึ่งคำพูดนี้ เป็นการชี้นำ เสมือนหนึ่งว่า มีการกระทำความผิดแล้ว ทั้ง ๆ ที่ศาล ยังไม่ได้ตัดสิน​