
‘ยิ่งลักษณ์’มีสิทธิอุทธรณ์?คดีจำนำข้าว
ขณะนี้มีประเด็นขึ้นมาว่า จำเลยที่ขึ้นศาลฎีกาฯนักการเมือง จะมีสิทธิอุทธรณ์และยื่นประตัวได้ทันทีหากศาลฯพิพากษาให้จำคุกตามรัฐธรรมนูญใหม่ปี 60 หรือไม่
ใกล้เข้ามาทุกขณะ.. กับคดีที่อัยการสูงสุดเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ และเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา157และความผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 กรณีละเลยไม่ดำเนินการระงับยับยั้งโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งทำให้รัฐเสียหายกว่า5แสนล้านบาท ซึ่งมีโทษตามกฎหมาย จำคุก 1-10 ปี หรือ ปรับ 2,000-20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 25 ส.ค. นี้
แต่มาถึงขณะนี้กลับมีประเด็นใหม่ที่่น่าสนใจขึ้นมา ก็คือ เรื่องของการอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่มีความเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม
คือ เดิมจากที่อุทธรณ์ได้ยากยิ่งหรือแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย เนื่องจากรัฐธรรมนูญปี 2550 มาตรา 278 วรรคสาม บัญญัติ ว่า ‘ ในกรณีที่ผู้ต้องคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีพยานหลักฐานใหม่ ซึ่งอาจทำให้ข้อเท็จจริงเปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญ อาจยื่นอุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาภายใน 30 วันนับแต่วันที่มีคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้’
แต่ในทางปฏิบัติที่ผ่านมา แทบจะไม่มีจำเลยคนไหนอุทธรณ์ได้เลย เนื่องจากเวลาจำเลยสู้คดีในชั้นศาล ก็จะนำเอาพยานหลักฐานเท่าที่มีมาสู้คดีจนหมดหน้าตัก แล้วจำเลยจะหาพยานหลักฐานใหม่ ซึ่งไม่เคยปรากฏในสำนวนคดีมาก่อน แถมต้องเป็นพยานหลักฐานสำคัญที่อาจทำให้ข้อเท็จจริงในคดีเปลี่ยนแปลงไป จากไหนได้ทันระยะเวลา 30 วัน การเขียนกฎหมายในลักษณะดังกล่าว การอุทธรณ์จึงเป็นเพียง ‘ ข้อยกเว้น,’
ดังนั้นที่ผ่านมาเราจะเห็นว่าเวลาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษาให้จำคุกจำเลยในคดีใด จำเลยจะถูกนำตัวไปควบคุมไว้ที่เรือนจำทันทีในวันที่ศาลอ่านคำพิพากษาทุกคดีไป ไม่เคยปรากฏว่า มีจำเลยคนไหนที่สามารถยื่นอุทธรณ์คดีและประกันตัวไปในวันที่มีการอ่านคำพิพากษา
ทั้งนี้เนื่องจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 มาตรา 278 วรรคสอง บัญญัติว่า คำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นที่สุด เว้นแต่เป็นกรณีเข้าข่ายอุทธรณ์ได้ ซึ่งก็คือมีหลักฐานใหม่ซึ่งเป็นสาระสำคัญของคดี ซึ่งผู้ที่ทำหน้าที่ชี้ว่าเข้าข่ายว่าอุทธรณ์ได้หรือไม่ ไม่ใช่องค์คณะผู้พิพากษาที่่พิพากษาคดีในวันนั้น แต่เป็นคนละคณะกันซึ่งจะมีการตั้งขึ้นมาในภายหลัง โดยระเบียบของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์การอุทธรณ์คำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2551 ได้กำหนดให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเลือกผู้พิพากษา 5 คน เป็นองค์คณะพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลย จากนั้นสรุปเสนอความเห็นต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาว่าเข้าข่ายที่รับอุทธรณ์ไว้พิจารณาได้หรือไม่ จากนั้นที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาจะลงมติว่าจะรับอุทธรณ์ของจำเลยไว้หรือไม่
จะเห็นได้ว่าจะต้องใช้เวลาสักระยะหนึ่งถึงจะรู้ว่าจำเลยอุทธรณ์คดีได้หรือไม่ ดังนั้นจำเลยจึงต้องเข้าคุกไปก่อนในวันพิพากษาคดี อีกทั้งเรื่องอุทธรณ์กับเรื่องประกันตัวเป็นของคู่กัน คือ จำเลยต้องมีสิทธิอุทธรณ์คำพิพากษา ถึงจะมีสิทธิยื่นประกันตัว
แต่ ณ เวลานี้ สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว เมื่อรัฐธรรมนูญฯ พ.ศ.2560 ฉบับที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันซึ่งใช้มาตั้งแต่วันที่ 6 เมษายน 2560ในมาตรา 195 วรรคสี่ บัญญัติว่า คำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ให้อุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำพิพากษา
จะเห็นได้ว่าตามรัฐธรรมนูญปี 2560 การอุทธรณ์ของจำเลย ไม่ต้องมีเงื่อนไขว่า ต้องมีพยานหลักฐานใหม่ซึ่งไม่เคยปรากฏในสำนวนคดีมาก่อนและต้องเป็นหลักฐานซึ่งเป็นสาระสำคัญของคดี อีกต่อไป จึงเป็นการให้‘สิทธิ’ ของทั้งโจทก์และจำเลยในการอุทธรณ์คดีต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาได้ทันทีเมื่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำพิพากษา เช่น ถ้าพิพากษาจำคุกจำเลย จำเลยก็มีสิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาได้ทันทีในวันที่มีคำพิพากษาและมีสิทธิยื่นประกันตัวได้ทันทีเช่นกัน ส่วนศาลจะให้ประกันหรือไม่ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของศาล
นั่นหมายความว่า ทุกคดีที่อยู่ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำตำแหน่งทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นคดีที่นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรีกับพวก รวม 4 คน เป็นจำเลย ข้อหาปฏิบัติหน้าที่มิชอบในการสั่งสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ที่ปิดล้อมรัฐสภาเพื่อไม่ให้รัฐบาลมีการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2551 ที่ศาลฯมีกำหนดฟังคำพิพากษาในวันที่ 2 ส.ค.นี้ , คดีที่อัยการสูงสุดยื่นฟ้อง นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์และพวก ซึ่งเป็นอดีตนักการเมือง-เอกชน รวม 28 ราย ในข้อหาปฏิบัติหน้าที่มิชอบ และฮั้วประมูลในโครงการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือ จีทูจี ซึ่งศาลฯนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 25 ส.ค.นี้ และคดีที่อัยการสูงสุดเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีในข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ และเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา157และความผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 กรณีละเลยไม่ดำเนินการระงับยับยั้งโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 25 ส.ค. นี้ หากศาลฎีกาฯ มีคำพิพากษาให้จำคุกจำเลย จำเลยมีสิทธิอุทธรณ์และมีสิทธิยื่นประกันตัวได้ทันทีในวันที่ศาลอ่านคำพิพากษา
การตีความเช่นนี้สอดคล้องกับที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ที่ให้สัมภาษณ์ เกี่ยวกับการใช้สิทธิอุทธรณ์ของจำเลยในคดีที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำพิพากษาว่า สามารถทำได้ตามที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 กำหนด โดยกรณีของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่ศาลฎีกาฯ จะมีคำพิพากษาในวันที่25ส.ค. ในคดีรับจำนำข้าวนั้น ในหลักการสามารถยื่นอุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฏีกาฯ ได้ภายใน30วันนับแต่ที่มีคำพิพากษา หากกรณีที่ศาลพิพากษาให้จำคุก จำเลยมีสิทธิขอประกันตัวได้ทันที แต่ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจศาลว่าจะให้ประกันตัวหรือไม่
‘แหล่งข่าว’ซึ่งเป็นระดับ‘ผู้พิพากษาศาลฎีกา’ อธิบายถึงเรื่องนี้ว่า ในเรื่องสิทธิของโจทก์และจำเลยที่จะอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีเขียนไว้ทั้งในรัฐธรรมนูญปี 2560 และในร่าง พ.ร.ป. วิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่จะออกมาบังคับใช้ ดังนั้น ในเรื่องอุทธรณ์ จึงเป็น‘สิทธิ’ของโจทก์และจำเลยที่จะอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้และสามารถใช้สิทธิยื่นประกันตัวได้ในวันที่ศาลฯมีคำพิพากษา โดยองค์คณะที่พิพากษาคดีนั้นจะเป็นผู้พิจารณาว่าจะให้ประกันตัวจำเลยหรือไม่
ส่วนขั้นตอนต่อไปหลังยื่นอุทธรณ์แล้วเป็นไปตามมาตรา 195 วรรคห้าของรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่บัญญัติว่า การวินิจฉัยอุทธรณ์ของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาให้ดำเนินการโดยองค์คณะของศาลฎีกา ซึ่งประกอบด้วยผู้พิพากษาในศาลฎีกาซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกาหรือผู้พิพากษาอาวุโสซึ่งเคยดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ซึ่งไม่เคยพิจารณาคดีนั้นมาก่อนและได้รับคัดเลือกโดยที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาจำนวน 9 คน โดยให้เลือกเป็นรายคดี และเมื่อองค์คณะของศาลฎีกาดังกล่าวได้วินิจฉัยแล้ว ให้ถือว่าคำวินิจฉัยนั้นเป็นคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา เช่น ถ้าองค์คณะของศาลฎีกาจำนวน 9 คน วินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ของจำเลย จำเลยก็ต้องรับโทษจำคุกตามคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แต่ถ้าวินิจฉัยว่าอุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น ก็พิพากษากลับคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ให้ยกฟ้อง เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ยังมีผู้เห็นแย้งว่า แม้รัฐธรรมนูญปี 2560 จะให้สิทธิจำเลยในการยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้ก็ตามแต่เนื่องจาก ร่าง พ.ร.ป. วิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งเป็นกฎหมายลูก ยังไม่ออกมาบังคับใช้ จำเลยจึงยังไม่มีสิทธิอุทธรณ์ตามรัฐธรรมนูญปี 2560 เนื่องจากในรัฐธรรมนูญปี 2560 มาตรา 195 วรรคสุดท้าย บัญญัติว่า หลักเกณฑ์และวิธีการอุทธรณ์ ให้เป็นไปตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ดังนั้น หาก ร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ยังไม่ออกมาบังคับใช้ จะรู้ได้อย่างไรว่า การอุทธรณ์จะต้องทำอย่างไรบ้าง ดังนั้นจึงต้องถือตามกฎหมายเดิมต่อไป คือ จำเลยจะอุทธรณ์ได้จะต้องมีพยานหลักฐานใหม่ซึ่งเป็นสาระสำคัญของคดี
แต่ปัญหาประเด็นนี้จะหมดไป ถ้าร่าง พ.ร.ป. ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ประกาศใช้ทันการตัดสิน 3 คดีสำคัญข้างต้นโดยเฉพาะคดีของ น.ส. ยิ่งลักษณ์ ซึ่งตอนนี้ร่าง พ.ร.ป.ฉบับนี้ ผ่านความเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติแล้ว จึงต้องรอลุ้นว่า...จะประกาศใช้ทัน 3 คดีสำคัญหรือไม่



