คอลัมนิสต์

‘ปมปัญหาเลือก ผอ.ไทยพีบีเอส’

‘ปมปัญหาเลือก ผอ.ไทยพีบีเอส’

07 ก.ค. 2560

เริ่มส่อเค้าปัญหาขึ้นแล้วกับการเลือก ผอ.ไทยพีเอส จากการที่มีผู้ออกมาแสดงความเห็นแย้งว่ากระบวนการสรรหา ไม่ถูกต้อง

           จากกรณีที่ประชุม'คณะกรรมการนโยบายองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย' (ส.ส.ท.) หรือ ไทยพีบีเอส มีมติเลือก รศ.ดร.วิลาสินี พิพิธกุล (อดุลยานนท์) อดีตรองผู้อำนวยการไทยพีบีเอส ในสมัยของ ทพ.กฤษดา เรืองอารีย์รัชต์ อดีตผู้อำนวยการ ส.ส.ท. ให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการไทยพีบีเอสคนใหม่ ด้วยคะแนน 2 ใน 3 ของที่ประชุมคณะกรรมการนโยบาย ส.ส.ท.จำนวน 7 คนจากทั้งหมด 9 คน โดยมีกรรรมการ 2 คน ไม่เข้าร่วมประชุม

           แต่ไม่ทันไร..เริ่ม‘ส่อเค้า’ปัญหาเมื่อมีคนเริ่มแสดงความไม่เห็นด้วยกับการเลือก ผอ.ไทยพีบีเอส ในครั้งนี้ ตั้งแต่การสรรหาฯ ว่าไม่น่าถูกต้องเป็นการ ‘คัดออก’ ไม่ใช่ ‘กลั่นกรองคัดเลือก’ ผู้สมัครฯ ซึ่งหนึ่งในนั้นมีนายแก้วสรร อติโพธิ กรรมการธรรมาภิบาลและความรับผิดชอบต่อสังคม ไทยพีบีเอส ได้ทำหนังสือระบุว่า กระบวนการสรรหาไม่ถูกต้อง 

           ดังนั้นจึงจะสรุปภาพรวมในเรื่องนี้ให้เห็นเป็นแต่ละประเด็นไป เพื่อจะได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น 

           - ประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้น ส่วนหนึ่งเกิดจากการ ‘ตีความ’ ข้อบังคับเกี่ยวกับการสรรหา ผอ.ไทยพีบีเอส ไม่ตรงกัน 

           ในการสรรหา ผอ.ไทยพีบีเอส ครั้งนี้ เป็นการดำเนินการตาม'ข้อบังคับองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการรับสมัคร และการสรรหาผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ.2560  

           โดยเฉพาะในมาตรา 9 ของข้อบังคับฯ ที่ระบุว่า ให้คณะกรรมการสรรหาดำเนินการกลั่นกรองคัดเลือกผู้สมัครที่เหมาะสมที่จะดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ โดยมีขั้นตอนดังนี้

           9.1 การคัดเลือกให้คณะกรรมการสรรหาประชุมเพื่อพิจารณาคุณสมบัติของผู้สมัครและกลั่นกรองคัดเลือกให้เหลือผู้ที่เหมาะสมไม่เกิน 5 คน เสนอคณะกรรมการนโยบายเพื่อพิจารณาเห็นชอบภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ปิดการรับสมัคร  

          ในการสรรหาครั้งนี้ คณะกรรมการสรรหาฯ ซึ่งมีจำนวน 6คน ได้ใช้วิธีในการคัดเลือก คือ หลังจากคณะกรรมการสรรหาฯ ได้พิจารณาคุณสมบัติของผู้สมัครฯและรับฟังวิสัยทัศน์ของผู้สมัครทั้ง 7 คน (จากเดิมสมัคร 9 คน แต่ถอนตัวไป 2 คน) โดยครบถ้วนเรียบร้อยแล้ว เห็นว่า  ในจำนวนผู้สมัคร 7 คน ในเบื้องต้นน่าจะมีผู้สมัครไม่เกิน 2 คน ที่เหมาะสมที่จะได้รับการเสนอชื่อต่อคณะกรรมการนโยบายฯ เพื่อคัดเลือกในขั้นตอนสุดท้าย เป็น ผอ.ไทยพีบีเอส   

           จากนั้นคณะกรรมการสรรหาฯ ก็ได้ทำการโหวตกันว่า 2 คน นั้นจะเป็นใคร  โดยกรรมการฯแต่ละคนใช้วิธีเขียนชื่อของผู้สมัคร 2 คน ที่ตนเองเลือกลงในกระดาษใบลงคะแนน  จากนั้นประธานคณะกรรมการสรรหาฯเซ็นกำกับใบลงคะแนน แล้วเปิดออกดูในที่ประชุม  ปรากฏเป็นชื่อของผู้สมัครคนใด ผู้สมัครคนนั้นก็ได้ 1 คะแนน จากนั้นก็จัดลำดับคะแนน เพื่อดูว่า ผู้สมัครคนใดที่ได้คะแนนมากลำดับ 1 และลำดับ 2  ซึ่งผู้สมัคร 2 คน ที่ได้รับเลือกจากคณะกรรมการสรรหา ก็คือ นายอดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ และ รศ.ดร.วิลาสินี พิพิธกุล จากนั้นก็เสนอรายชื่อทั้ง 2 คน ไปให้คณะกรรมการนโยบายฯลงมติเลือก 1 คน เป็น ผอ.ไทยพีบีเอส  

          และเนื่องจากข้อบังคับเกี่ยวกับการสรรหา ผอ.ไทยพีบีเอส เขียนไว้กว้างๆ เกี่ยวกับสรรหาผู้สมัครฯ ไม่ได้ลงรายละเอียดเกี่ยวกับวิธีการสรรหาว่าจะต้องทำอย่างไร ดังนั้นการที่ใช้วิธีโหวตโดยให้กรรมการสรรหาฯแต่ละคนเลือกผู้สมัครฯมา 2 คน ดังกล่าวข้างต้น จึงทำได้

           แต่มีผู้เห็นว่าวิธีการคัดเลือกดังกล่าวของคณะกรรมการสรรหาฯ ไม่ถูกต้อง รวมทั้ง อ.แก้วสรร โดยวิธีการที่ถูกต้องคือ คณะกรรมการสรรหาต้องโหวตให้คะแนนผู้สมัครทั้ง 7 คน เป็นรายบุคคลทีละคนไป 

           และถ้าโหวตแล้ว 7 คนที่สมัครมานี้ได้คะแนนโหวตผ่านเกณฑ์ที่กำหนด เช่น กึ่งหนึ่งขึ้นไปเกิน 5 คน ถึงตรงนี้ คณะกรรมการสรรหาฯจึงค่อย‘โหวตคัดออก’ เช่น ให้กรรมการสรรหาฯแต่ละคนเลือกมา 5 คน แล้วเอาคะแนนมารวมกันเรียงจากลำดับที่ 1 ถึง 5 ก็จะได้ผู้สมัครที่เหมาะสมจำนวน 5 คน เสนอต่อคณะกรรมการนโยบายฯ ดังนั้น การที่คณะกรรมการสรรหาไปใช้วิธีการโหวตให้กรรมการแต่ละคนเลือกมาสองคน แล้วเอาคะแนนที่แต่ละคนได้มารวมกัน จึงเป็นวิธีการที่ไม่ถูกต้อง 

           - จำเป็นหรือไม่ที่กรรมการสรรหา ต้องเสนอชื่อผู้สมัครถึง 5 คน ให้คณะกรรมการนโยบายคัดเลือก

           คณะกรรมการสรรหาฯเห็นว่า ไม่จำเป็น ที่ผ่านมาคณะกรรมการสรรหาฯ ชุดก่อนๆ ก็เสนอผู้สมัครที่เหมาะสมเป็น ผอ.ไทยพีบีเอส ไปให้คณะกรรมการนโยบาย ไม่ถึง 5 คน เช่น เสนอ 2 คน,3 คน , 4 คน   ตัวอย่างเช่น สมัยที่  ทพ.กฤษดา เรืองอารีย์รัชต์  ได้เป็นผู้อำนวยการไทยพีบีเอส ครั้งนั้นมีผู้สมัครจำนวน 13 คน  (ซึ่งมากกว่าครั้งนี้)และคณะกรรมการสรรหาฯเสนอชื่อไปให้คณะกรรมการนโยบายฯ พิจารณาจำนวน 3 คน 

           ส่วนผู้เห็นแย้ง เห็นว่า มีความจำเป็นที่คณะกรรมการสรรหาฯ จะต้องเสนอชื่อผู้สมัครไปให้คณะกรรมการนโยบายฯพิจารณาจำนวน 5 คน  เพื่อคณะกรรมการนโยบายฯ จะได้มีโอกาสพิจารณากลั่นกรองผู้สมัครฯได้ คณะกรรมสรรหาฯไม่มีอำนาจไป‘คัดออก’ผู้สมัครฯ จนเหลือ 2 คน ซึ่งน้อยเกินไป เป็นการปิดกั้นโอกาสของคณะกรรมการนโยบายฯในการคัดเลือก อีกทั้งคณะกรรมการสรรหาฯมีอำนาจแค่กลั่นกรองพิจารณาคุณสมบัติของผู้สมัครฯว่าครบถ้วนหรือไม่เท่านั้น อำนาจคัดเลือกผู้สมัครฯอยู่ที่คณะกรรมการนโยบายฯ ไม่ใช่คณะกรรมการสรรหา  

           -คณะกรรมการนโยบายฯจำเป็นหรือไม่ ที่ต้องเลือกผู้สมัคร 2 คนตามที่กรรมการสรรหาฯเสนอมา เป็น ผ.อ.ไทยพีบีเอส  

           ประเด็นนี้ คณะกรรมการสรรหาฯอ้างว่า ตาม ข้อ 9.2 วรรคสอง ของข้อบังคับฯ  ระบุว่า คณะกรรมการนโยบายสามารถสงวนสิทธิ์ในการที่จะยังไม่ดำเนินการคัดเลือกผู้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ ในกรณีที่มีจำนวนผู้สมัครน้อยราย หรือ ในกรณีที่ได้มีการกลั่นกรองแล้วแต่ไม่มีผู้สมัครรายใดมีคุณสมบัติที่เหมาะสม และให้การตัดสินของคณะกรรมการนโยบายเป็นที่สุด”

           ดังนั้น คณะกรรมการสรรหาฯจึงมีหน้าที่เพียงกลั่นกรอง และสรรหาผู้สมัครที่มีคุณสมบัติครบถ้วน เหมาะสม และสมควรที่จะแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ เพื่อส่งให้คณะกรรมการนโยบายพิจารณาเท่านั้น หากคณะกรรมการนโยบายเห็นว่า กระบวนการสรรหาไม่ถูกต้อง ก็มีอำนาจที่จะยกเลิกกระบวนการสรรหา และดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใด เพื่อให้ได้ผู้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ ส.ส.ท.ได้ โดยไม่จำเป็นต้องพิจารณาผู้สมัครที่คณะกรรมกรสรรหาได้กลั่นกรองส่งให้ ( แต่กรณีนี้คณะกรรมการนโยบายฯได้ลงมติเลือกตามที่คณะกรรมการสรรหาเสนอมา 2 ชื่อ โดยเลือก ดร.วิลาสินี เป็น ผอ.ไทยพีบีเอส) 

           -มีการหยิบยกประเด็นที่ว่านายอดิศักดิ์ มีปัญหาเรื่องคดีความถูกฟ้องอยู่ ส่วน ดร.วิลาสินี ก็มีปัญหา สตง.สั่งให้ตรวจสอบการลงนามซื้อหุ้นกู้ ส.ส.ท.ดังนั้นคนทั้งสอง จึงมีปัญหาความเสี่ยงเรื่องจริยธรรม ซึ่งอาจขัดต่อข้อกำหนดของ ส.ส.ท. ที่กำหนดว่าผู้บริหารจะต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ประเด็นนี้กรรมการสรรหาได้มีการพิจารณาหรือไม่ตอนที่เสนอชื่อบุคคลทั้งสอง 

           คณะกรรมการสรรหาฯ ชี้แจงว่า  ได้มีการหยิบยกประเด็นดังกล่าวขึ้นมาพิจารณาแล้ว แต่เห็นว่า ในเมื่อคดียังไม่ถึงที่สุด จึงไม่มีเหตุผลที่จะตัดสิทธิผู้สมัครทั้งสอง

           - ปัญหาว่า การเลือก ผอ.ไทยพีบีเอส ในครั้งนี้ชอบหรือไม่  จะต้องให้หน่วยงานใดเป็นผู้ชี้ขาด

           เนื่องจาก องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) มีฐานะเป็นหน่วยงานของรัฐ ดังนั้นหากจะฟ้องเพิกถอนมติ่แต่งตั้ง ผอ.ไทยพีบีเอส ก็ต้องยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง โดยผู้ยื่นฟ้องต้องเป็นผู้มีส่วนได้เสีย เช่น เป็นผู้สมัครฯ และก่อนยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง ต้องไปยื่นคัดค้านมติเลือก ผอ.ไทยพีบีเอส ต่อคณะกรรมการนโยบายฯก่อน  หากคณะกรรมการนโยบายฯไม่ยอมทบทวนมติ จึงจะไปยื่นฟ้องต่อศาลปกครองได้