คอลัมนิสต์

ศูนย์ไกล่เกลี่ย 'สิทธิมนุษยชน' : เรื่องสิทธิฯ ยอมกันได้หรือ?

ศูนย์ไกล่เกลี่ย 'สิทธิมนุษยชน' : เรื่องสิทธิฯ ยอมกันได้หรือ?

07 ก.ค. 2560

16 ปี  คณะกรรมการสิทธิมนษยชนแห่งชาติ เปิดศูนย์ไกล่เกลี่ย “สิทธิมนุษยชน” : เรื่องของสิทธิฯ ยอมกันได้จริงหรือ? : โดย จักรวาล ส่าเหล่ทู สำนักข่าวเนชั่น

 

              เมื่อวันที่ 6 ก.ค. ที่ผ่านมาเป็น วันสถาปนาองค์กร  คณะกรรมการสิทธิมนษยชนแห่งชาติ (กสม.) ครบรอบ 16 ปี และยังถือเป็นวันแรกที่ กสม. ได้เกิดตัว “ศูนย์ไกล่เกลี่ย” ประจำสำนักงาน กสม. ซึ่งเป็นที่น่าสนใจว่า เรื่องของ “สิทธิ​มนุษยชน” นั้น จะสามารถไกล่เกลี่ยได้กันจริงๆหรือ เพราะถือเป็นแนวคิดปรัชญาที่เชื่อว่าทุกคนที่เกิดมาย่อมมีสิทธิความเป็นมนุษย์เท่าเทียมกัน ในการรักษาชีวิตของตนเองอย่างมีจริยธรรม ซึ่งแนวคิดดังกล่าวได้รับการยอมรับ และทั่วโลกให้ความสำคัญมากขึ้น ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง จึงถือเป็นไปได้ยากที่จะยอมความกันได้ หากมีการ “ละเมิดสิทธิมนุษยชน” จริงๆ

              ก่อนจะสำรวจความเหมาะสมนั้น เริ่มจากอำนาจหน้าที่ของศูนย์ไกล่เกลี่ยก่อน โดยระหว่างการพิจารณาการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนของ กสม. นั้น หากคณะกรรมการ หรือคณะอนุกรรมการเองเห็นสมควรให้ไกล่เกลี่ย กรณีข้อพิพาทดังกล่าวได้ รวมถึงคู่กรณีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือทั้งสองฝ่าย อยากให้มีการไกล่เกลี่ยกัน ก็สามารถทำได้​ เพื่อให้ได้ข้อยุติอันเป็นที่พอใจทั้งสองฝ่าย 

              แต่มีข้อยกเว้นว่าการละเมิดสิทธิมนุษยชนบางกรณีจะไกล่เกลี่ยไม่ได้เลย หากเกี่ยวข้องกับ 1.การล่วงละเมิดทางเพศ และการคุกคามทางเพศ 2.เกี่ยวข้อง กับความผิดอาญาแผ่นดิน 3.การกระทำความรุนแรงต่อเด็ก และ 4. กรณีอื่นๆตามที่ กสม. ได้กำหนดไว้ ซึ่งอำนาจหน้าที่ของศูนย์ฯ ยังมีระเบียบคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการไกล่เกลี่ย พ.ศ.2559 รองรับไว้ด้วย

              อย่างไรก็ดี กระบวนการไกล่เกลี่ยนั้น จะต้องเริ่มจากกระบวนการร้องเรียนการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อ กสม. ก่อน ไม่ใช่ว่าเดินเข้ามาที่ศูนย์ไกล่เกลี่ยได้เลย ซึ่งการขอให้ไกล่เกลี่ยนั้นสามารถทำได้ ในระหว่างที่เรื่องร้องเรียนกำลังอยู่ในการตรวจสอบ กสม. ในส่วนของผู้ที่ทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยนั้น จะเป็นบุคคล หรือคณะบุคคลที่ กสม. มอบหมายให้ โดยจะมีระเบียบการคัดเลือก ซึ่งจะออกมาทีหลัง แต่ทางผู้ที่เกี่ยวข้องก็แง้มมาแล้วว่า จะมีทั้งนักกฎหมาย รวมถึงเจ้าหน้าที่ กสม. ที่ผ่านการอบรมหลักสูตรพิเศษเรื่องการไกล่เกลี่ย เป็นคนกลางดำเนินเรื่องให้ ซึ่งการดำเนินการจะต้องอิงความต้องการทั้งสองฝ่าย และอิงหลักสิทธิมนุษยชนร่วมด้วย

              ดร.นภารัตน์ กรรณรัตนสูตร นักวิชาการสถาบันสิทธิมนุษยชน และสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวถึงเรื่องศูนย์ไกล่เกลี่ยของ กสม. ว่า คนทั่วไปที่ไม่ได้อยู่ในแวดวงสิทธิมนุษยชน อาจจะสงสัยว่า กสม. ไปเกี่ยวอะไรด้วย ถึงต้องตั้งศูนย์ ไกล่เกลี่ย ในเมื่อศาลก็มีเหมือนกัน เนื่องจากในหลักการปารีส ว่าด้วยสถาบันแห่งชาติ เพื่อการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ได้ให้การรับรองว่า กสม. มีอำนาจหน้าที่ที่ในการไกล่เกลี่ย ซึ่งไทยเองไม่ใช่ประเทศแรกที่มีประบวนการดังกล่าว ซึ่งการตั้งศูนย์ฯนั้นก็สอดคล้องกับหลักการสากลแล้ว

ศูนย์ไกล่เกลี่ย 'สิทธิมนุษยชน' : เรื่องสิทธิฯ ยอมกันได้หรือ?

(ดร.นภารัตน์ กรรณรัตนสูตร)

              เธอยังเล่าต่ออีกว่า ในส่วนกรณีร้องเรียนที่มีเสียงทักท้วง ด้วยความเป็นห่วง เนื่องจากหลายคนเข้าใจว่าเราจะๆไกล่เกลี่ยเรื่องสิทธิมนุษยชนทุกกรณี แต่จริงๆแล้วไม่ใช่ ตามระเบียบการไกล่เกลี่ย ระบุชัดเจนว่า ถ้าเป็นเรื่องการล่วงละเมิด และคุกคามทางเพศ หรืออะไรที่เกี่ยวข้องกับอาญาแผ่นดินซึ่งยอมความไม่ได้ อย่างฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ บังคับสูญหาย รวมถึงการกระทำความรุนแรงต่อเด็ก จะยอมความหรือไกล่เกลี่ยกันไม่ได้เลย  แต่สิ่งที่ไกล่เกลี่ยกันได้ อย่างเช่นเรื่องของการค้า หมิ่นประมาท บุกรุก เป็นต้น  

              “ทั้งนี้การไกล่เกลี่ย คือการโดยวัตถุประสงค์ คือ 1.การชดใช้ค่าเสียหาย ที่ไม่ได้อยู่แค่ในมุมของตัวเลข แต่อยู่ในมุมของความรู้สึกด้านจิตใจด้วย รวมถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ด้วย เช่น ผู้ถูกละเมิดฯได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เท่าเทียม เพราะความยากจน หรือไม่มียศตำแหน่งเป็นต้น ดังนั้น คู่กรณีจึงต้องมาพูดคุยกันว่าทำไมถึงเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ ถือเป็นเรื่องที่สำคัญ และเป็นแนวทางสมานฉันท์ 2.ป้องกันการทำผิดซ้ำ ไม่ใช่คุยกันเสร็จแล้วเร่งให้เรื่องจบแบบผ่านๆไป จากนั้นก็มีการละเมิดกันใหม่” 

              นักวิชาการท่านนี้ กล่าวอีกว่า ขอยกตัวอย่างกรณีศึกษาเมื่อปีที่แล้ว คือมี ผู้ร้องเรียนคนหนึ่งไปโรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่ง แล้วเขาปวดคอมาก จึงขอให้ทำซีทีสแกน ถึง 2 ครั้งด้วยกัน แต่แทพย์บอกว่าไม่ต้องทำ เพราะไม่เป็นไร แต่ตัวคนไข้ไรู้สึกไม่สบายใจ เพราะอาการปวดของเขาลุกลามถึงขั้นมือชา และนั่งเองไม่ได้ แต่หมอยังยืนยันว่าไม่เป็นไรจนเขาไปอีกโรงพยาบาล จนพบว่ากระดูต้นคอมีปัญหา เขาจึงร้องเรียนให้มีการเยียวยา โดยส่งเรื่องไปยัง กสม. เรื่องของสิทธิการได้รับการรักษาที่ดี จากนั้น ก็นำไปสู่การไกล่เกลี่ยของคู่กรณี ซึ่งทั้งสองฝ่ายพร้อมใจกันคุย ผลออกมาดีกว่าคาด เรื่องยุติ เพราะผู้ร้องเรียนได้มีโอกาสระบายความในใจ ด้านแพทย์ก็รับฟังและยอมรับ ขอปรับปรุงการรักษา ไม่ให้เกิดการละเมิดแบบนี้อีก และยังได้ชดใช้ค่ารักษา นี่ก็เป็นหนึ่งกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์

              นางอังคณา นีละไพจิตร กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวถึงศูนย์ ไกล่เกลี่ยว่า จริงแล้วๆ การไกล่เกลี่ย ก็มีกรณีที่ชัดเจนว่า เรื่องไหนที่ไกล่เกลี่ยไม่ได้ คือต้องร้องเรียนก่อนให้เราตรวจสอบเบื้องต้น แต่ถ้า กสม. หรือคู่กรณี เห็นว่าอยากจะไกล่เกลี่ยกันก็ทำได้ ทาง กสม. ก็จะส่งเรื่องไปยัง คณะอนุกรรมการไกล่เกลี่ย เขาก็อาจจะยังไม่ชี้ถูกผิด แต่จะให้คุยกันก่อน ถ้าคุยไม่ได้ก็นำไปสู่การตรวจสอบ แต่ส่วนตัวมีความเห็นว่า จริงๆแล้วเรื่องสิทธิมนุษยชน จะต้องรู้ก่อนว่าใครถูกหรือผิด ไม่เช่นนั้นเรื่องก็จบไปโดยที่ไม่รู้ความจริง ทั้งนี้การไกล่เกลี่ยนั้นจะต้องจบลงที่ทั้งสองฝ่ายได้รับความพอใจด้วย

ศูนย์ไกล่เกลี่ย 'สิทธิมนุษยชน' : เรื่องสิทธิฯ ยอมกันได้หรือ?

(อังคณา นีละไพจิตร)

              ในขณะที่ นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ อดีต กสม. กล่าวถึงศูนย์ไกล่เกลี่ยว่า เรื่องของการไกล่เกลี่ยนั้น มีเขียนไว้ในมาตรการของ กสม. แน่นอน ตนไม่ได้มีข้อถกเถียงในส่วนนี้ แต่ว่าการไกล่เกลี่ย

เป็นกระบวนการที่ต้องระวัง ซึ่งก่อนจะถึงขั้นตอนนั้น จะต้องมีกระบวนการ 3 ขั้นตอนนี้ก่อน คือ

              1.ต้องรู้ว่าอำนาจหน้าที่ของ กสม. ต้องตรวจสอบการละเมิดสิทธิ และต้องเปิดเผยให้สังคมรับรู้ความจริงว่า ใครละเมิดสิทธิมนุษชน และใครเป็นผู้ถูกละเมิด ถือเป็นบทบาทที่สำคัญ ไม่ว่าการละเมิดนั้นจะกระทำโดยรัฐ หรือผู้มีอำนาจต่อรองก็ตาม ถ้าอยู่ดีๆไปไกล่เกลี่ย โดยไม่มีขั้นตอนนี้ สังคมก็อาจจะมองว่าเป็นการฮั้วกันได้ โดยในรายงานสรุปของการละเมิดนั้น จะไม่มีระบุว่า เรื่องนี้จบที่การไกลเกลี่ย แต่ต้องระบุว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือไม่ 

              2.ต้องมีการลงโทษผู้กระทำความผิดหากเกิดการละเมิดอย่างไม่ยกเว้น ไม่ใช่เรื่องของความอาฆาต แต่เป็นเรื่องความยุติธรรม แม้ว่า กสม. ไม่ได้มีอำนาจส่วนนั้นก็จริง แต่สามารถทำรายงานไปยังผู้เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรมได้ และ 3.ต้องไม่ละเมิดสิทธิในการรับการช่วยเหลือเยียวยาของผู้เสียหาย

              ในสุดท้ายขั้นตอนการไกล่เกลี่ย จะมาทีหลังสุด โดยขั้นตอนนี้มีความสำคัญเพื่อที่จะให้คู่กรณีเห็นว่าความผิดเป็นอย่างไร ซึ่งผู้ถูกละเมิดสามารถไม่เอาความไม่ฟ้องร้อง แต่ต้องหลังจากเกิด 3 กระบวนการไปแล้ว เพราะสิ่งที่น่ากลัวคือการไกล่เกลี่ยโดยไม่ตรวจสอบอะไร สมยอมเอาแค่เงินชดเชย ก็ไม่ต่างอะไรจากการเอาเงินปิดปากคู่กรณี 

ศูนย์ไกล่เกลี่ย 'สิทธิมนุษยชน' : เรื่องสิทธิฯ ยอมกันได้หรือ?

(นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ)

              “สรุปแล้วหน้าที่หลักของ กสม. คือการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน อย่าให้การไกล่เกลี่ยมาลดทอน หรือมาบิดเบือนการตรวจสอบ หรือให้กลายเป็นเรื่องของการยอมความ เกี๊ยะเซี๊ยะ กันเท่านั้น เพราะสิ่งต่างๆเหล่านี้ ไปละเมิดสิทธิการรับรู้ความจริง” อดีต กสม. กล่าวทิ้งท้าย

              นี่คือเรื่องราวเกี่ยวกับศูนย์ไกล่เกลี่ย ของ กสม. ซึ่งแน่ชัดว่า การละเมิดสิทธิฯที่รุนแรงนั้น จะไม่เข้าข่ายการสมยอม ในกระบวนการไกล่เกลี่ยกันได้ 

              สิ่งที่น่าจับตาคือ บทบาทของศูนย์นี้ จะมีเพื่อทำให้เกิดความยุติธรรมเรื่องสิทธิมนุษยชนมากขึ้นหรือไม่ หรือ สร้างความเข้าใจระหว่างคู่กรณีอย่างถ่องแท้หรือไม่ สิ่งที่สังคมคงไม่อยากให้เกิดขึ้นแน่ๆ คือศูนย์จะเป็นเพียงแค่พื้นที่การพูดคุย ยอมความกันเฉยๆ  โดยไม่นำความจริงสู่สังคมว่าการละเมิดสิทธิมนุษยชนเกิดขึ้นกับใครบ้าง